0 Views

=====

 

ตอนที่ 5 ขอเรียกคุณว่าพี่ชายได้ไหม?

  

        ผู้กล้ามาแล้ว …สือเสี่ยวไป๋รอคอยคำนี้มาตลอด

แท้จริงแล้ว ช่วงเวลาที่เขาทำภารกิจผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง ตอนที่ปีศาจเดินมาหาเขาหลังจากสังหารเด็กอ้วนเรียบร้อยแล้ว เขาปิดตาลงอย่างช้าๆ ทว่าได้ยินเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาในหู­——ผู้กล้ามาแล้ว

แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียง “จงเลือกซะ เจ้าหนู!” อันดุเดือดเข้ามาแทนที่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ทันได้เห็นผู้กล้าที่มาช้า และถูกย้อนเวลากลับมาเหมือนเดิม

“ถ้าข้าสามารถถ่วงเวลาไว้ได้ล่ะก็ ไม่แน่พวกเราอาจรอดก็ได้สินะ?”

ความคิดนี้ได้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่ทำให้สือเสี่ยวไป๋เลือก 【ช่วยชีวิตเด็กอ้วน】เป็นครั้งที่สาม เพื่อยื้อเวลาให้ผู้กล้ามาถึง เขาจำเป็นต้องคิดหาวิธีมาซื้อเวลา

แต่จากประสบการณ์ความล้มเหลวเมื่อสองครั้งก่อน ยังผลให้สือเสี่ยวไป๋เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า ยามอยู่ต่อหน้าปีศาจร้ายพวกเขาอ่อนแอเป็นอย่างมาก ไม่อาจอดทนได้แม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นหากต้องการถ่วงเวลา การทำตัวตอแหลหรือวางท่าใหญ่โตไม่อาจทำให้สำเร็จได้

หากยังดีที่ในครั้งที่สองนั้น สือเสี่ยวไป๋ได้รับข้อมูลอันสำคัญเป็นอย่างยิ่งสองอย่าง หนึ่งคือไม่ว่าอย่างไรผู้กล้าก็จะต้องมา และสองคือปีศาจร้ายตนนี้มีชื่อว่าซาฮาตัน

ด้วยเหตุนี้ สือเสี่ยวไป๋จึงคิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือการพูดจายกยอต่อมัน เขาพยายามเลือกใช้คำศัพท์ที่อลังการๆ มายกยอ เพื่อหลอกเอาความเชื่อใจจากมัน อย่างน้อยก็สามารถดึงความสนใจจากมันได้

ผลลัพธ์ดีเสียจนสือเสี่ยวไป๋เองก็คาดไม่ถึง เขาไม่คิดเลยว่าปีศาจตนนี้จะบ้ายอเช่นนี้ สือเสี่ยวไป๋ในใจพลันรู้สึกผ่อนคลาย ทว่าในอกกลับมีความรู้สึกพะอืดพะอมเอ่อขึ้นมาเป็นระยะๆ เพราะทุกครั้งที่พูดจาชื่นชมซาฮาตัน เขาก็จะนึกถึงเสียงคร่ำครวญภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงนั้น

ยิ่งเขาเยินยอซาฮาตันมากเท่าไหร่ ในใจก็ยิ่งมีโทสะมากเท่านั้น ความเสียใจที่อยู่ภายในจิตใจไม่อาจจะควบคุมไว้ได้ ราวกับน้ำตาจะเอ่อล้นออกมา เสมือนหนึ่งความรู้สึกด้านลบทั้งหมดมันปั่นป่วนอยู่ในกระเพาะ ชวนให้เขาอยากจะอาเจียนออกมาอย่างสุดชีวิต

ทว่าสือเสี่ยวไป๋รู้ดีว่าเขาไม่อาจเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ กลับกันต้องแสร้งเป็นอำมหิตบ้าคลั่ง นี่มันเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก แต่สือเสี่ยวไป๋ทำได้สำเร็จแล้ว

หลังจากได้รับความ “เชื่อใจ” จากซาฮาตันแล้ว ก่อนอื่นต้องปกป้องชีวิตของเจ้าเด็กอ้วน สือเสี่ยวไป๋เป็นคนโง่ ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีที่โง่และสิ้นหวังที่สุดพร้อมๆ กัน

มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ ทุกครั้งที่เขาเตะร่างของเด็กอ้วน ได้แต่หวังว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน ทุกครั้งที่เขาพูดจาทำลายความหวังของเด็กอ้วน ก็ได้แต่หวังว่าสามารถตื่นจากฝันร้ายอันทุกข์ทรมานนี้ไป

ความจริงแล้ว เขาควรจะทำร้ายร่างกายเด็กอ้วนให้รุนแรงกว่านี้ เช่นนั้นจึงจะสามารถขจัดความระแวดระวังออกไปจากจิตใจของซาฮาตันอย่างสมบูรณ์ แต่บัดซบ!เขาทำมันไม่ได้ เตะไปแล้วทีหนึ่ง ตัวเขาก็แทบจะพังทลายแล้ว ตัวเขากำลังแสดงบทตัวละครชั่วร้ายที่ตัวเองปฏิเสธมาโดยตลอด ในใจกลับเฝ้าหวังว่าตนเองได้กลายร่างเป็นผู้กล้าทรงคุณธรรมที่สามารถพิชิตซาฮาตันได้ในหมัดเดียว

ความฝันนั้นช่างงดงาม ทว่าความจริงมันกลับโหดร้าย สือเสี่ยวไป๋พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว สุดท้ายก็เค้นหัวสมองคิดคำร่ายคาถาไร้สาระออกมายาวเหยียด และในที่สุดซาฮาตันก็สูญเสียความอดทนทั้งหมดไป ส่วนสือเสี่ยวไป๋เองก็หมดหนทางจะขัดขวางแล้วเช่นกัน

สือเสี่ยวไป๋ซึ่งเข้าใกล้ความสิ้นหวังเต็มทนยังคงหลงเหลือความหวังเส้นสุดท้ายเอาไว้ เขายังคงรอคอยการมาของผู้กล้า ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเปลี่ยนความหวังเส้นสุดท้ายนี้ให้กลายเป็นเสียงตะโกนร่ำร้องกึกก้อง

ผู้กล้า …มาแล้วจริงๆ

สือเสี่ยวไป๋อดกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดชีวิต เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาร่ำไห้ ผู้กล้าที่ถือดาบจันทราไว้ในมือนั้นถึงแม้จะขัดขวางเคียวของซาฮาตัน ทว่าการต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้น ผู้กล้าจะสามารถพิชิตปีศาจร้ายได้หรือไม่ นั่นคือปัญหาที่สำคัญที่สุด

“สู้เขา ผู้กล้า!”

สือเสี่ยวไป๋กำหมัดแน่น ขยับตัวไปทางเด็กอ้วนในลานทรายอย่างระมัดระวัง

……

……

ผู้กล้าที่ขัดขวางอยู่ตรงหน้าซาฮาตันแต่งตัวค่อนข้างประหลาด ร่างนั้นสวมใส่ชุดหนังรัดรูปสีเหลือง ใส่นวม รองเท้าบูทยาว และเข็มขัดที่ล้วนเป็นสีแดง ทั้งยังใส่ผ้าคลุมสีขาวอีกหนึ่งผืน แต่ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือศีรษะของเขา มันโล้นเกลี้ยงถึงขนาดสะท้อนแสงแวววาว

ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้กล้าหัวโล้นที่แต่งกายผิดมนุษย์คนหนึ่ง

ครานี้บรรยากาศเองก็แปลกประหลาดไม่น้อย หลังจากมือขวาที่เป็นเคียวของซาฮาตันถูกขวางเอาไว้ ทั่วทั้งร่างของมันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาสีเขียวเข้มค่อยๆ กลายเป็นสีแดง แต่นอกจากจะไม่ดึงมือขวากลับไปแล้ว มือซ้ายก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะขยับเลยแม้แต่น้อย

ขนาดผู้กล้าหัวโล้นค่อยๆ ดึงดาบกลับไปแล้ว ร่างกายของซาฮาตันยังคงอยู่ในท่าวาดแขนขวาไปครึ่งหนึ่งเช่มเดิม ประดุจภาพแกะสลักนิ่งๆ

“แกอยากตายยังไง? ตายในดาบเดียว? หรือตายในหมัดเดียว? หรือ …” ผู้กล้าหัวโล้นซึ่งกำลังพูดเช่นนี้ แววตาคมกริบอันเปี่ยมไปด้วยไอสังหารแปรเปลี่ยนเป็นโง่เง่าทันทีที่เก็บดาบกลับไป ใบหน้าเกร็งแน่นเมื่อตอนแรกกลายเป็นอ่อนโยน ชั่วเวลานั้นดูแล้วไร้ความอันตรายใดๆ

“เปิ่น …เปิ่นม๋อ …” การพูดการจาของซาฮาตันพลันสั่นเทา ร่างกายสั่นระริกยิ่งกว่าเดิม ประหนึ่งคนหัวโล้นตรงหน้านั้นน่ากลัวอย่างถึงที่สุด

“เปิ่นม๋อ …เปิ่นม๋อไม่อยากตาย!” ทันใดนั้น ซาฮาตันคำรามออกมา หันร่างวิ่งหนีไปทางตรงข้ามทันทีทันใด สภาพการหลบหนีอย่างทุลักทุเลดูราวกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง

สือเสี่ยวไป๋อ้าปากตาค้าง กลับเห็นผู้กล้าหัวโล้นยกดาบขึ้นมา เล็งไปยังซาฮาตันที่วิ่งหนีไปไกลจนแทบลับสายตา ท่าทางราวกับกำลังจะฟันออกไป

“หรือว่าเขาจะฟันคลื่นดาบสังหารปีศาจ?” ในใจของสือเสี่ยวไป๋พลันตื่นเต้นขึ้นมา หันไปมองผู้กล้าหัวโล้นที่แต่งตัวเหนือมนุษย์คนนั้นด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความนับถือ

ในช่วงเวลานี้เอง สุรเสียงรีบร้อนของเด็กสาวพลันแว่วมาจากที่ไกลๆ

“เจ้านี่ฉันขอ!”

ครั้นผู้กล้าหัวโล้นได้ยินเสียงนี้ กลับเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักไป สือเสี่ยวไป๋ถึงกับงงงวย เขามองไปยังซาฮาตันที่กำลังจะวิ่งหนีพ้นระยะมองเห็น ในใจรู้สึกร้อนรนอย่างเงียบๆ

ในชั่วอึดใจ ฉากที่สือเสี่ยวไป๋ไม่อาจลืมเลือนได้อีกในชีวิตนี้พลันปรากฏขึ้นมา

เขาเห็นเพียงปีศาจที่กำลังทรมานให้เขาจะเป็นจะตายตัวนั้น ปีศาจที่เขาไม่อาจต่อต้านได้ …ถูกฟันเป็นเศษเนื้อจำนวนนับไม่ถ้วนราวกับเต้าหู้ในพริบตา

สือเสี่ยวไป๋มองไม่ออกจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ประเดี๋ยวนั้น ซาฮาตันก็ได้กลายเป็นเนื้อสับละเอียดเต็มพื้นไปเสียแล้ว

ในขณะเดียวกัน เด็กสาวคนหนึ่งเดินมาทางพวกเขาอย่างแช่มช้าจากที่ไกลๆ ลับสายตา

เนื่องจากระยะห่างค่อนข้างไกล สือเสี่ยวไป๋จึงมองไม่เห็นใบหน้าของเด็กสาวคนนั้น ทว่ากลับเห็นร่างของเธอที่ใส่เสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น และเห็นผิวกายขาวสว่างกับเรือนร่างอันน่าประทับใจเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน

“โคตรเท่!” สำหรับสือเสี่ยวไป๋ นั่นเป็นภาพอันน่าซาบซึ้งที่ชีวิตนี้ไม่อาจลืมเลือนได้อีก

เพียงแต่เขาไม่ได้จับจ้องอยู่นานนัก เขาค่อยๆ ฝืนความเจ็บปวดบริเวณท้องลุกขึ้น ก่อนจะเดินตรงไปยังลานทราย

“ดีชะมัดเลยเจ้าอ้วนน้อย …พวกเรารอด …พวกเรา …”

สือเสี่ยวไป๋ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงอย่างช้าๆ เพราะเขาเห็นเด็กอ้วนถอยหลังออกไปอย่างหวาดกลัว แววตาที่มองมายังเขาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

“ข้าทำร้ายเขา …ล้วนเป็นเพราะข้าอ่อนแอเกินไป …ถ้าข้าแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ จะต้องมีวิธีอื่นที่ดีกว่ามาปกป้องเขาอย่างแน่นอน” ความสุขในแววตาของสือเสี่ยวไป๋ค่อยๆ จืดจางลง

“ขอโทษ …” สือเสี่ยวไป๋พูดกับเด็กอ้วน ภายในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ เขาก้มหน้าลงต่ำ

“พี่ชาย …” เด็กอ้วนพลันส่งเสียงเรียกออกมาทีหนึ่ง

สือเสี่ยวไป๋เงยหน้ามองไปยังใบหน้ากลมเปื้อนน้ำมูก น้ำตาและเศษทรายภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงประดุจลูกบอลเก่าๆ ดวงนั้น มันทั้งหนักแน่นทั้งอ่อนช้อย

“ผู้กล้า …มีจริงไหม?” เด็กอ้วนถามเสียงเบา

“อื้ม!” สือเสี่ยวไป๋พยักหน้าแรงๆ

“พี่ชายไม่ได้โกหกผม?”

“อื้ม!”

“ผมเป็นสมาชิกใน …ทีมผู้กล้าเสี่ยวไป๋งั้นเหรอ?”

“อื้ม!”

“แง … ฮึก ฮึก ฮึก~”

ร่างเล็กกระโดดออกมาจากลานทราย ก่อนจะตกลงบนอ้อมอกที่เล็ก ทว่าสามารถโอบอุ้มเขาไว้ได้

ยามพลบค่ำในสวนสาธารณะ เด็กอ้วนกอดสือเสี่ยวไป๋ไว้พร้อมกับร้องไห้เสียงดัง

สือเสี่ยวไป๋ที่พยายามอดกลั้นน้ำตาไว้สุดชีวิต ในที่สุดก็ไม่อาจรั้งไว้ได้ น้ำตาสองสายเอ่อล้นมาจากดวงตาคู่นั้น

“ฮือ~”

ครานี้ เด็กอายุเพียงสิบสามปีคนนี้ก็ร่ำไห้ออกมาอย่างโศรกเศร้าเสียใจ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

­­++ช่วง …คุยกันท้ายตอน++

          เป็นยังไงบ้างฮะตอนนี้? สำหรับใครที่หงุดหงิดสือเสี่ยวไป๋อยู่พอเข้าใจไป๋ไป๋น้อยของพวกเราหรือยังเอ่ย?

จากตั้งแต่ตอนแรกเลยเนอะ บีหนึ่งบอกเลยว่าแอบรำคาญความจูนิเบียวของหมอนี่เหมือนกัน คนอะไรไม่เจียมตัวเอาซะเลย แต่ต้องเกริ่นก่อนเลยว่าในสองครั้งก่อนนั้นไป๋ไป๋ของพวกเรายังสับสนอยู่ไม่น้อย จากตอนแรกเลยเนอะ ตอนที่น้องอ้วนเราหัวหลุด (ชะอุ้ย!) ไป๋ไป๋น้อยของพวกเรายังคิดหลอกตัวเองว่าเห็นอนาคตได้ ใช่มะ? แต่พอเป็นครั้งที่สอง ทำให้ไป๋ไป๋เข้าใจแล้วว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความฝันหรือนิมิตอะไรเลย แต่เป็นเพราะเขาล้มเหลวเอง ใช่มะ? 55555 ตามนั้นเลยฮะ ไป๋ไป๋น้อยของเรานั้นยังเด็กอยู่ ความคิดอ่านอะไรก็ต้องมีความผิดพลาดกันบ้าง (ขนาดผู้ใหญ่ยังพลาดกันได้เลย orz) อีกอย่างคือไป๋ไป๋เราสู้ไม่เป็น ประสบการณ์อะไรก็ไม่มี พอเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องหวาดกลัวกันบ้าง จริงมะ? นี่ถ้าเป็นผมป่านนี้เสียสติไปนานแล้ว ฮาาาา …ถ้าไป๋ไป๋ไม่ไปอวดเก่งกับน้องอ้วนในตอนแรกว่าตัวเองเก่งอย่างนู้นเก่งอย่างนี้ ถ่ายทอดพลังให้น้องอ้วนไปแล้วอย่างนู้นอย่างนี้ น้องอ้วนเราคงไม่ไปชี้หน้าด่าปีศาจหรอกฮะ …เรื่องมันเกิดจากความปากดีของเฮียไป๋เรานี่แหละ -.- สำหรับผม …ผมคิดว่าไป๋ไป๋เรามีความรับผิดชอบพอตัวนะ (จริงเปล่าหว่า???) ล้มเหลวมาแล้วกี่ครั้ง ก็ยังยืนหยัดที่จะช่วยชีวิตน้องอ้วนเราต่อไป (แต่จากตอนที่ 3 นี่ก็เกือบไปละ 5555) ที่พล่ามมายาวๆ นี่ก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจกับคาแรคเตอร์ไป๋ไป๋ของเรากันบ้าง (B1ด้านมืด:เอ็งเข้าใจแล้วหรือเปล่าเหอะ ถึงมาอธิบายให้เค้าฟังกันน่ะ (ฅ -“-) )

ปล. ทอล์คนี้ยาวมาก หวังว่าจะมีคนอ่านจบนะ เสียใจ …ToT ก็ว่าไปเนอะ 5555 ยังไงบีหนึ่งก็ขอฝากผลงานด้วยนะฮะ

ปลล. “จงเลือกซะ เจ้าผู้อ่าน

【ตัวเลือกที่ 1 กดไลค์เพจจากหน้าหลัก】

                   【ตัวเลือกที่ 2 กดแชร์นิยายเรื่องนี้หรือตอนนี้】

                   【ตัวเลือกที่ 3 แอด Favorite นิยายเรื่องนี้ 】

                   【ตัวเลือกที่ 4 Comment ให้กำลังใจกับหัวใจอันบอบบางของคนแปล】

                        ==》สือเสี่ยวไป๋: “ไม่ต้องไปเลือกมันนะ …ไอ้นี่มันบ้า ( -_- ;^)”

เอ่อ …ยังไงบีหนึ่งจะพยายามเจียดตัวออกมาจากงานแปลศิษย์ข้าฯ เพื่อแปลเรื่องนี้ให้ได้นะฮะ สำหรับวันนี้ …ม่ายยยยยยยยย!!!//โดนอาเจ๊โรงงานฉุดกระชากลากถูกลับโรงงานไป