0 Views

 

ตอนที่ 13 ความมั่นใจของสือเสี่ยวไป๋ถูกสั่นคลอนแล้ว

 

 

บรรยากาศประหลาดภายในห้องมีอยู่สักพักก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป ถึงอย่างไรการทดสอบวัดระดับเด็กใหม่ในครั้งนี้ยังไม่จบลงอย่างแท้จริง สำหรับไกอาแล้ว องค์กรนี้ได้แบ่งการวัดระดับเด็กใหม่ไว้สองส่วน ได้แก่ “คุณสมบัติติดตัว” กับ “ความสามารถ” นับตั้งแต่เมื่อก่อนมาจนถึงปัจจุบัน มีเด็กใหม่จำนวนไม่น้อยที่ “คุณสมบัติติดตัว” สูงมาก ทว่าไม่เข้าตากรรมการเพียงเพราะ “ความสามารถ” ต่ำเกินไป เพราะฉะนั้นผลการวัดระดับของสือเสี่ยวไป๋ยังเป็นอะไรที่ซับซ้อนและเดาทางไม่ถูกอยู่ดี

 

ทว่าในขณะเดียวกัน กลับมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

 

ลี่จื่อคลี่ยิ้มอ่อนหวานแบบหญิงงาม แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ “มู่หงลี่ ยังจำที่พวกเราพนันกันได้ใช่ไหม? เธอกลับไปก็ตั้งใจเก็บของดี ๆ ล่ะ เปิ่นเสียวเจี่ยกำลังขาดนางกำนัลไว้เรียกใช้งานพอดี โฮะ ๆ”

 

สีหน้าของมู่หงลี่มืดครึ้มลงทันควัน ท่าทางไม่ยินยอมอย่างถึงที่สุด ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความโกรธระคนเกลียด “พวกเราพนันกันเรื่องผลการทดสอบครั้งสุดท้าย ตอนนี้มันก็แค่รอบแรกเท่านั้นเถอะ”

 

ลี่จื่อทำปากเบ้ พูดอย่างไม่เห็นด้วย “รอบแรกสือเสี่ยวไป๋ก็นำโด่งเจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองนั่นไปแล้ว นอกเสียจากว่ารอบที่สองสือเสี่ยวไป๋จะได้ศูนย์คะแนนและถูกตัดสินให้ว่า ‘เป็นคนไร้ความสามารถ’ ไม่อย่างนั้นเจ้าอสูรขนทองนั่นก็ต้องแพ้ร้อยเปอร์เซนต์”

 

ในใจมู่หงลี่เองก็เข้าใจดีว่าโอกาสชนะของเควินมันต่ำเสียยิ่งกว่าต่ำ ทว่าปากของเธอให้ตายก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด ก่อนเธอจะพูดปากแข็ง “ไม่แน่สือเสี่ยวไป๋อาจจะได้ศูนย์คะแนนจริง ๆ ก็ได้นี่?”

 

ลี่จื่อใช้สายตาสำหรับมองคนโง่กวาดมองมู่หงลี่คราหนึ่ง ปากแข็ง ๆ ของมู่หงลี่คนนี้เล่นเอาเธอถึงกับไร้คำพูดจะกล่าว การที่รอบที่สองจะได้ศูนย์คะแนนนั้น เธอไม่เคยเจอมาก่อนจริง ๆ

ต่อให้สือเสี่ยวไป๋จะโง่ขนาดไหนอย่างไรก็เป็นอัจฉริยะ ไม่น่าจะถึงขั้นไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียวหรอกมั้ง?

 

……

 

สือเสี่ยวไป๋ยามนี้เต็มไปด้วยความฮึกเหิม เพราะว่าเขารับคำท้าของหยางหยางไปแล้ว ส่วนเรื่องหัวข้อคำท้าคืออะไรนั้น เฮ้อ! ตอนนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
“เปิ่นหวังน่ะเป็นพวกทหารข้าศึกมามีแม่ทัพปกป้อง น้ำหลากมามีดินกำบัง[1]เสียด้วยสิ”

 

ในใจสือเสี่ยวไป๋คิดเช่นนี้ไปพลางเงี่ยหูตั้งใจฟังผู้สูงอายุอธิบายกฎเกณฑ์ไปพลาง

 

“การทดสอบวัดความสามารถรอบที่สอง สิ่งที่ทดสอบคือหนึ่งในความสามารถพื้นฐานของผู้กล้า นั่นก็คือ ความแม่นปืน”

 

ครั้นได้ยินประโยคแรกของผู้สูงอายุ สือเสี่ยวไป๋ถึงกับงุนงง ไม่เข้าใจว่าความแม่นปืนกลายเป็นความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้กล้าทุกคนตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

หรือว่าโลกใบนี้ผู้กล้าจะอาศัยศาสตราร้อนเป็นหลัก ถือปืนกลสาดกระสุนใส่กันปัง ๆๆๆ ? สือเสี่ยวไป๋พลันรู้สึกผิดหวัง ผู้กล้าในดวงใจของเขาจะต้องใช้หมัดกำราบเหล่ามาร ใช้เท้าเตะสัตว์ประหลาดจากอวกาศ ใช้ดาบฟาดฟันยานอวกาศต่างดาว ไม่พึ่งพาของทุ่นแรงและวิทยาศาสตร์สิ!

 

“เหตุใดความแม่นปืนถึงเป็นความสามารถพื้นฐานของผู้กล้ากัน? หรือว่าผู้กล้าทั้งหลายไม่ใช้ศาสตราวุธเย็น?” สือเสี่ยวไป๋วางทิฐิของผู้เป็นราชาลง ก่อนจะหันไปถามหยางหยาง

 

“นายเอาจริง?” หยางหยางกลอกตาใส่

 

“แน่นอน!” สือเสี่ยวไป๋พยักหน้าหงึกหงัก

 

“ไม่รู้จริง ๆ ว่านายโง่จริง ๆ หรือแกล้งโง่กันแน่” หยางหยางแขวะใส่อย่างสลดใจ เขาลังเลสักพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มอธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

“แม้ว่าผู้ใช้ปราณจะแบ่งออกเป็นหลายลำดับขั้น แต่ผู้ใช้ปราณส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นปราณสามัญที่อ่อนแอที่สุดซะมากกว่า ที่จริงแล้ว ผู้กล้าส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นนี้ทั้งนั้น และแน่นอนว่าผู้กล้าทุกคนที่อยู่ในขั้นปราณสามัญล้วนเป็นผู้กล้าระดับ F แต่ว่าผู้กล้าระดับ F เองก็ได้ก่อตัวเป็นความปลอดภัยพื้นฐานของสังคมไปแล้ว เหล่าผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่ต่างถูกกำราบโดยผู้กล้าระดับ F ทั้งนั้น และเพราะว่าขั้นปราณสามัญยังไม่สามารถป้องกันกระสุนปืนอย่างสมบูรณ์ การใช้งานศาสตราวุธร้อนจึงมีพลังทำลายล้างที่สูงกว่าศาสตราวุธเย็นแบบไม่ติดฝุ่น เพราะฉะนั้นแล้ว สำหรับผู้กล้าระดับ F ที่อยู่ในขั้นปราณสามัญเหล่านี้ ศาสตราวุธร้อนย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

 

“ด้วยเหตุนี้แล้ว สำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะเป็นผู้กล้าทั้งหลาย ความสามารถด้านการใช้ปืนจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะว่า คนส่วนใหญ่ล้วนต้องชิงดีชิงเด่นกันในโลกของปราณสามัญนี้ทั้งนั้น”

 

หยางหยางพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับกำลังท่องหนังสือ “แม้ว่าผู้ใช้ปราณจิตจะค่อนข้างพิเศษ ผู้ใช้ปราณจิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในขั้นปราณสามัญต่างมีเทคนิคมากเพียงพอที่จะต่อต้านศาสตราวุธร้อน ทว่าพลังทำลายล้างของผู้ใช้ปราณจิตที่อยู่ในขั้นปราณสามัญเองก็ไม่อาจเทียบกับปืนจักรกล ดังนั้นความแม่นปืนจึงเป็นหนึ่งในวิชาบังคับที่ผู้ใช้ปราณจิตก็ต้องเรียนรู้ สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ปราณหรือผู้ใช้ปราณจิต ในช่วงก่อนจะทะลวงจากขั้นปราณสามัญสู่ขั้นปราณวิญญาณ ศาสตราวุธร้อนย่อมดีกว่าศาสตราวุธเย็น แต่หากทะลวงสำเร็จแล้วก็จะกลับกันโดยสิ้นเชิง พวกผู้กล้าระดับ D ขึ้นไปโดยทั่วไปต่างใช้ศาสตราวุธเย็นกันทั้งนั้น”

 

เมื่อได้ยินคำศัพท์ประหลาด ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนออกมาจากปากของหยางหยางเป็นพรวง สือเสี่ยวไป๋จึงฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม

 

ในขณะที่อีกฝั่ง ผู้สูงอายุได้อธิบายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการทดสอบรอบที่สองจนจบแล้ว

 

ทันทีที่เสียงของผู้สูงอายุหายไป ผนังโลหะที่เต็มไปด้วยตัวเลขวิบวับไปมาพลันถูกปกคลุมด้วยสีขาว ราวกับหน้าจอสีขาวขนาดมหึมา โดยมุมบนซ้ายกลับปรากฏชื่อของคนทั้งสี่คน ซึ่งมีตัวเลข 0 อยู่ข้างหลังชื่อของแต่ละคน

 

บททดสอบความสามารถนั้นง่ายมากทว่าอบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืน เด็กใหม่ทั้งสี่จะต้องแข่งขันกันพร้อมกันบนแท่น บนหน้าจอยักษ์สีขาวจะสุ่มแสดงจุดเป้าสีดำขึ้นมา โดยให้ทั้งสี่คนใช้ปืนเลเซอร์ยิง ผู้ที่ยิงเข้าเป้าก่อนจะได้คะแนน ซึ่งเป้าที่ปรากฏขึ้นมาจะต้องถูกยิงก่อน เป้าต่อไปจึงจะถูกสุ่มปรากฏอีกครั้ง โดยเป้าทั้งหมดรวมกันแล้วมีหนึ่งร้อยเป้า

 

คำว่าสุ่มนี้รวมทั้งการสุ่มตำแหน่งที่เป้าจะปรากฏ และรวมทั้งระยะเวลาที่เป้าต่อไปจะปรากฏ

 

การทดสอบครั้งนี้ได้ทดสอบทั้งความสามารถด้านปฏิกิริยาตอบสนอง ความเร็วและความแม่นในการยิงปืนของผู้เข้าสอบ นับว่าเป็นการทดสอบที่ครอบคลุมพอสมควร

 

สือเสี่ยวไป๋รับปืนมาจากผู้สูงอายุท่านนั้น รูปร่างของปืนแลคล้ายปืนสั้นธรรมดา ที่น่าแปลกใจก็คือทันทีที่ลั่นไก ลำแสงสีแดงก็พุ่งออกมาจากปากกระบอกปืนทันควัน ครานี้สือเสี่ยวไป๋ดูจะสนุกไม่น้อย ยิงลำแสงปิ้ว ๆๆๆ ใส่คนภายในห้อง จนกระทั่งผู้สูงอายุห้ามเข้าด้วยใบหน้ามืดครึ้มจึงจะหยุดมือด้วยอารามไม่พอใจ

 

ผู้เข้าทดสอบอีกสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สือเสี่ยวไป๋กลับไม่ได้มีท่าทางผ่อนคลายแบบเขา ในใจของทั้งสามทั้งตื่นเต้นและหนักอึ้งถึงขีดสุด ผลการทดสอบระดับ S คู่ในรอบแรกของสือเสี่ยวไป๋ล็อคตำแหน่งอันดับหนึ่งในการทดสอบครั้งนี้ไปแล้ว สำหรับพวกเขาทั้งสามคน การแย่งชิงลำดับที่สองจึงจะสำคัญที่สุด

 

สือเสี่ยวไป๋ไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาคิดไปจนถึงขั้นจะชำแหละปืนเลเซอร์นี้ออกมาดูอย่างไรดี

 

“เฮ้ย เสี่ยวไป๋ นายแม่นปืนขนาดไหน?”

 

เสียงไพเราะดุจกระดิ่งเงินของเด็กสาวพลันดังขึ้นข้างหู พอหันไปดูจึงพบว่าเป็นลี่จื่อที่ไม่รู้ว่ามายืนข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“วางใจเถิด เปิ่นหวังน่ะ ไม่ว่าจะ Counter-Strike หรือ CrossFire ต่างล้วนยอดเยี่ยมเป็นมือโปร ความแม่นปืนนั้นไม่มีใครอาจเทียบ สาวน้อย… เจ้าอยากลองดูรึ?”

 

สือเสี่ยวไป๋ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ ก่อนจะยกปืนขึ้นชี้หน้าเด็กสาว

 

ลี่จื่อได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไป เธอกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรแปลก ๆ ทะแม่ง ๆ ก่อนจะมะเหงกใส่สือเสี่ยวไป๋คราหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากว่าบนโลกใบนี้ไม่มีเกม Counter-Strike กับ CrossFire เพราะงั้นลี่จื่อจึงไม่เข้าใจว่าสือเสี่ยวไป๋กำลังพูดถึงเรื่องอะไร ทว่าครั้นเห็นสือเสี่ยวไป๋แสดงท่าทีมั่นใจเหลือคณาก็อดวางใจไม่ได้ เพียงแต่ปากกลับยังคงพูดว่า “ยังไงก็ตาม แค่นายไม่ได้ศูนย์คะแนนก็ดีแล้ว หรือไม่แค่หนึ่งคะแนนก็ไม่ว่ากัน”

 

“ชิ” สือเสี่ยวไป๋รู้สึกสบประมาทคำพูดของลี่จื่อ แต่ไม่รู้ทำไมกลับถือโอกาสนี้เอ่ยถาม “ถ้าได้ศูนย์คะแนนแล้วจะเป็นอะไร?”

 

ลี่จื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่ามาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรอีก จึงพูดขึ้น “เฮ้อ! เปิ่นเสียวเจี่ยกับยัยขี้เหร่ชุดแดงนั่นพนันกันไว้ เอาเถอะ ขอแค่นายไม่ได้ศูนย์คะแนน เปิ่นเสียวเจี่ยก็ชนะแล้ว”

 

“ที่แท้แล้วก็เป็นเช่นนี้นี่เอง วางใจเถิดสาวน้อย ถึงอย่างไรเปิ่นหวังก็ได้ทำพันธสัญญาเลือดกับเจ้าไปแล้ว อย่างไรก็ต้องช่วยเจ้าเอาชนะการพนันครั้งนี้ให้ได้!” สือเสี่ยวไป๋ยกมือขึ้นทุบหน้าอก

 

ลี่จื่อกลอกตาใส่เขา พอเห็นว่าการทดสอบกำลังจะเริ่มขึ้น จึงพูดย้ำกับเขาอีกทีหนึ่ง  ก่อนจะเดินกลับที่นั่งไปอย่างช้า ๆ

 

“ล้อเล่นเถอะ เป็นไปได้อย่างไรที่เปิ่นหวังจะได้ศูนย์คะแนน? แม่สาวน้อยไร้เดียงสาเอ๋ย”

 

เมื่อนึกว่าได้แค่หนึ่งคะแนนก็เพียงพอ สือเสี่ยวไป๋พลันรู้สึกผ่อนคลายทันที ล้อเล่นเถอะ แม้ว่าการสอบทุกครั้งที่โรงเรียนเขาจะไม่เคยทะลวงสิบคะแนนขึ้นไปสักที แต่เขาก็ไม่เคยได้ศูนย์คะแนนมาก่อน เพราะฉะนั้นเขาจึงค่อนข้างมั่นใจในด้านนี้พอสมควร

 

“จงเลือกซะ เจ้าหนู!”

 

พลันน้ำเสียงเร่าร้อนดังก้องขึ้นในหัวของเขา เช่นเดียวกับเวลาที่หยุดนิ่งไปตาม ๆ กัน ทุกคนในห้องล้วนถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งกันหมด

 

ตัวอักษรสีดำสองบรรทัดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าของสือเสี่ยวไป๋

 

ฉากกลอุบายลวงโลกที่มีชื่อว่า “Absolute Choice” เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว!

 

[ตัวเลือกที่ 1: ระหว่างการทดสอบความสามารถ ห้ามลืมตาสักครั้งและสามารถยิงได้เพียงครั้งเดียว (ของรางวัลระดับ E)]

[ตัวเลือกที่ 2: ยอมแพ้สละสิทธิ์ ผ่านการทดสอบด้วยศูนย์คะแนน (รางวัลระดับ D)]

 

เมื่อเห็นตัวอักษรตรงหน้านี้แล้ว สือเสี่ยวไป๋ถึงกับตะลึงงันในบัดดล

 

“รางวัลระดับ D งั้นหรือง… ดู ๆ ไปแล้ว เปิ่นหวังมีโอกาสจะได้ศูนย์คะแนนเสียแล้วสิ”

 

 

ในวินาทีนี้ ความมั่นใจของสือเสี่ยวไป๋ถูกสั่นคลอนเสียแล้ว!

_____________________________________________________________

 

 

 

[1] 兵來將擋,水來土掩。ทหารข้าศึกมามีแม่ทัพปกป้อง น้ำหลากมามีดินกำบัง หมายถึง ไม่ว่าฝ่ายศัตรูจะใช้วิธีการหรือแผนการใด ๆ ก็จะมีหนทางแก้ทางและตอบโต้อยู่เสมอ

 

++ช่วง…คุยกันท้ายตอน++

สวัสดีครับ ตอนนี้บีหนึ่งลงช้านิดนึงนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเกลาให้ อยากจะบอกว่าตอนนี้ง่วงมาก ขอตัวไปสลบก่อนเน้อ อ่อค!