0 Views

ตอนที่ 12 ที่แท้แล้วเป็นพวกเราที่คิดไปเอง

          

ทันทีที่ตัวอักษรบนผนังหยุดลงที่ “Mind Expanse: S Class” ทุกคนถึงกับทำหน้าทำตาโง่งมกันเสียหมด

 

เควินอึ้งกิมกี่ เขานึกถึงท่าทางของสือเสี่ยวไป๋ที่ทำเป็นไม่รู้ว่าผู้ใช้ปราณจิตคืออะไร นึกถึงสีหน้ามึนงงของสือเสี่ยวไป๋ยามตัวเองกำลังอวดเบ่งบารมี นึกถึงสีหน้าสลดใจของสือเสี่ยวไป๋ในวินาทีที่เขาหัวเราะเยาะเย้ยเสร็จแล้วหันหลังกลับไป ตอนนี้ พอแหงนหน้ามองผนังโลหะนั่นทีไร พาลรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งใบหน้าทุกที มันเจ็บ เจ็บ…  เจ็บมาก แม่มันเอ้ย! แต่งเป็นหมูหลอกกินเสือ[1]นี่มันสนุกไหม?

 

หยางหยางเองก็อึ้งไปเหมือนกัน ตอนแรกเขากำลังลิ้มรสน้ำซุปไก่ปลุกใจอันโอชะอันว่า “ไม่มีอัจฉริยะ มีแต่ผู้แข็งแกร่ง” ที่สือเสี่ยวไป๋ปรุงขึ้นมาอยู่ดี ๆ ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าเจ้าคนที่ปรุงน้ำซุปนี้จะเป็นยอดอัจฉริยะที่สูงส่งกว่าเควินหลายร้อยหลายพันเท่า ฉับพลันรู้สึกถึงกลิ่นอุจจาระตลบอบอวลไปทั่วปาก เชี่ยเอ้ย! น้ำซุปไก่ถ้วยนี้มันมีพิษ!

 

ผู้อาวุโสทั้งสามท่านบนแท่นสูงต่างพากันตกตะลึง พวกเขาล้วนเป็นสมาชิกเก่าที่มีประสบการณ์มายาวนานของไกอา พบเห็นการทดสอบเด็กใหม่มานับครั้งไม่ถ้วน แต่คนที่มีคะแนนระดับ S ถึงสองอันแบบนี้นับว่าเป็นครั้งแรก ถ้าหากตัดความมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องทดสอบไปแล้วล่ะก็ เกรงว่าพวกเขาจะต้องดำเนินการตรวจสอบเสียหน่อยแล้วว่ามีการเล่นตุกติกอะไรหรือไม่

 

ลี่จื่อก็เป็นอีกคนที่ตกตะลึง แม้ว่าจะรู้จากปากของอี้เฉวียนตั้งแต่แรกแล้วว่าสือเสี่ยวไป๋เป็นผู้ใช้ปราณจิต แต่ด้วยนิสัยเห็นม้าตายแล้วรักษาดุจม้าเป็น[2]ของเจ้าหมอนี่ ยังผลให้เธอคาดไม่ถึงว่าคุณสมบัติของสือเสี่ยวไป๋จะน่ากลัวถึงเพียงนี้ เกรงว่าสือเสี่ยวไป๋จะเป็นเด็กใหม่ที่มีคุณสมบัติสูงที่สุดตั้งแต่ไกอาได้ก่อตั้งขึ้นมาเลยทีเดียว ตอนนี้ลี่จื่อได้แต่หัวเราะอย่างโง่งมพลางครุ่นคิด ดูท่าเปิ่นเสียวเจี่ยจะเก็บสมบัติได้แล้วสิ

 

หลังจากทุกคนตะลึงพรึงเพริดกันเรียบร้อย ในใจพลันอดนึกถึงสิ่งที่สือเสี่ยวไป๋กล่าวก่อนจะเข้าไปในกล่องเหล็กไม่ได้

 

สือเสี่ยวไป๋กล่าวว่า อัจฉริยะก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ขยันขันแข็ง ไม่ว่ายังไงก็ยังเป็นคนธรรมดา

 

สือเสี่ยวไป๋กล่าวว่า คนธรรมดาที่หมั่นเพียรจะเป็นผู้แข็งแกร่ง อัจฉริยะที่เกียจคร้านไม่มีทางเป็นผู้แข็งแกร่ง

 

สือเสี่ยวไป๋กล่าวว่า โลกใบนี้ไม่มีอัจฉริยะ มีแต่ผู้แข็งแกร่ง

 

ยามสือเสี่ยวไป๋กล่าววาจาเช่นนี้ มีอยู่ไม่น้อยที่รู้สึกซาบซึ้งกันบ้าง ทว่าส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกสบประมาทเสียมากกว่า หากวินาทีนี้ พอลองตั้งใจคิดดูดี ๆ พลันตาสว่างขึ้นมา แท้จริงแล้วสิ่งที่สือเสี่ยวไป๋พูดไปนั้น ไม่เพียงบอกพวกเขาให้รับรู้ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนตัวเองด้วย!

 

สือเสี่ยวไป๋พูดกับตัวเองว่า ถึงแม้ฉันจะเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น ถ้าไม่หมั่นเพียร ฉันก็ไม่อาจเป็นผู้แข็งแกร่ง โลกใบนี้ไม่มีอัจฉริยะ ฉัน… สือเสี่ยวไป๋ผู้นี้ไม่คู่ควรที่จะเป็นอัจฉริยะ ฉันจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่ง เพราะเหตุนี้ ฉันจึงต้องหมั่นเพียรยิ่งกว่าผู้ใด!

 

ยังจะมีใครที่พูดประโยคแบบนี้แล้วน่าเชื่อถือได้กว่าอัจฉริยะระดับ S คู่อีกไหม?

 

เกือบทุกคนในเหตุการณ์พลันมีความรู้สึกยกย่องนับถือขึ้นมา พวกเขาต่างลองคิดว่าหากตัวเองเป็นสือเสี่ยวไป๋ที่เป็นอัจฉริยะระดับ S จะสามารถคงความถ่อมตนเช่นสือเสี่ยวไป๋ได้หรือไม่ จะสามารถรักษาจิตใจอันบริสุทธิ์ของความต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ได้หรือไม่?

 

คำตอบคือไม่! พวกเขาทำไม่ได้! อัจฉริยะระดับ S คู่แบบนี้ในเซี่ยกว๋อ[3]เกรงว่าจะมีเพียงไม่กี่คน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน ๆ ต่างต้องทะนุถนอมชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ถ้าพวกเขาเป็นสือเสี่ยวไป๋ล่ะก็ ต่อให้สามารถรักษาสีหน้าท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนอันจอมปลอม ก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดอันแสนจริงใจเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน

 

สือเสี่ยวไป๋ไม่ได้เป็นแค่อัจฉริยะ แต่จะเป็นอัจฉริยะที่หมั่นเพียรยิ่งกว่าพวกเขา!

 

คิดได้ดังนี้ยังผลให้จิตใจของทุกคนล้วนหนักอึ้งลง ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมาในใจ พวกเขาปิดปากเงียบอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย สายตาจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มวัย 13 ปีซึ่งเพิ่งจะเดินออกมาจากกล่องเหล็ก

 

เด็กหนุ่มคนนั้น ตัวไม่สูงไม่เตี้ย ไม่อ้วนไม่ผอม ใบหน้าสะอาดหมดจด แต่งกายสะอาดสะอ้าน ประกายตาคู่นั้นสุกสกาวประดุจดวงดาวยามราตรี ทว่าไม่ได้หล่อเหลา ไม่ได้งดงาม หากวางเขาไว้ท่ามกลางผู้คน คาดว่ากวาดตามองครั้งหนึ่งก็คงจะถูกกรองทิ้งออกไปจากสมองโดยสิ้นเชิง

 

แต่ว่าเป็นเด็กหนุ่มคนนี้ เด็กหนุ่มซึ่งเป็นประจักษ์ว่าอัจฉริยะยิ่งกว่าใคร หากเกลียดคำว่าอัจฉริยะยิ่งกว่าผู้ใด เป็นที่ประจักษ์ว่าไม่จำเป็นต้องหมั่นเพียรดังเช่นผู้อื่น หากขยันขันแข็งยิ่งกว่าคนอื่นใด

 

ด้วยผิวเผินที่ดูธรรมดาของสือเสี่ยวไป๋ แท้จริงแล้วมีจิตวิญญาณเช่นนี้หลบซ่อนอยู่งั้นเหรอ?

 

ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอันแสนไพเราะงดงามของสือเสี่ยวไป๋ดังขึ้น

 

“ทุกท่าน! เปิ่นหวังของคืนคำพูดเมื่อกี้นี้ทั้งหมด แท้จริงแล้วโลกใบนี้มีอัจฉริยะอยู่จริง ๆ ต่างหาก!”

 

อึ้ง… ไม่ว่าใครในเหตุการณ์ต่างอึ้งกันหมด คิดว่าตัวเองฟังผิดไปแล้ว แต่หลังจากนั้นก็มีประโยคถัดไปของสือเสี่ยวไป๋ดังตามมา

 

“เปิ่นหวังเป็นอัจฉริยะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า! สั่นสะท้านเถิด สิ้นหวังเถิด เจ้าพวกมนุษย์ อัจฉริยะตัวจริงมาถึงแล้ว!”

 

เสียงหัวเราะอันโอหังดังสะท้อนไปมาภายในห้อง กึกก้องไปในทุกเส้นประสาทของพวกเขา

 

เจ้าบ้านี่ ที่แท้แล้วเป็นพวกเราคิดไปเองสินะ!

 

สือเสี่ยวไป๋นี่มันเจ้างั่งชัด ๆ !

 

โง่เง่าแบบเจ้างั่งนี่นะเหรอคืออัจฉริยะระดับ S คู่?

 

ถ้าอย่างนั้น หรือว่าขนาดเจ้างั่งคนหนึ่งพวกเรายังสู้ไม่ได้?

 

นรกเถอะ โลกใบนี้มันโคตรจะไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า!

 

……

 

……

 

“เหตุใดเจ้าพวกมนุษย์พวกนี้ทำท่าเหมือนจะกินเปิ่นหวังเช่นนี้ล่ะ?”

 

สือเสี่ยวไป๋พลันสัมผัสถึงบรรยากาศที่ไม่ถูกต้อง ก่อนจะรีบลงจากแท่นสูงตรงไปยังที่นั่งฝั่งขวามืออย่างรวดเร็วโดยสัญชาติญาณ พบว่าสายตาทุกคนยังคงเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของเขา ยังผลให้อดรู้สึกขนลุกไม่ได้

 

“หรือว่าแม่มดจอมริษยาจะจับจิตวิญญาณของพวกเขาไปหมดแล้ว? เปิ่นหวังต้องระวังเสียแล้วสิ!”

 

สือเสี่ยวไป๋ค่อย ๆ ย้ายตัวไปตรงที่นั่งของตัวเองอย่างระมัดระวัง พบว่าหยางหยางซึ่งยืนอยู่ข้างหลังกำลังมองเขาด้วยแววตาสับสนวุ่นวาย นัยน์ตาของสือเสี่ยวไป๋พลันวาวโรจน์ รีบหันไปกะพริบตาปริบ ๆ ใส่หยางหยาง

 

“รีบยอเปิ่นหวังสิ เร็วเข้า เร็วเข้า… “

 

พอคิดเช่นนี้ ดวงตาของเขาก็ยิ่งกะพริบรัวยิ่งกว่าเดิม แต่กะพริบมาเป็นชาติหยางหยางก็ไม่ได้มีทีท่าเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขาสลดใจยิ่งนัก

 

“แต่ก่อนตอนที่เจ้าแกะน้อยผู้ร่าเริงยกยอเจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองไม่ได้เป็นแบบนี้นี่ เปิ่นหวังอัจฉริยะยิ่งกว่าเจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองนั่นอีก เหตุใดจึงไม่ยกยอเปิ่นหวัง?”

 

ครั้นพบว่าหยางหยางไม่สนใจตัวเอง พลันหันไปโบกมือให้เควินที่อยู่ไม่ไกล “เฮ้! เจ้าอสูรขนทองหลงตัวเอง!”

 

ครานี้สือเสี่ยวไป๋รู้สึกว่าสิ่งที่เควินพูดไปในตอนแรกช่างมีเหตุผลยิ่งนัก คนทุกคนล้วนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน อย่างเช่นเขา… สือเสี่ยวไป๋ ไม่ใช่ว่าถูกกำหนดให้เกิดมาไม่ธรรมดาอยู่แล้วหรอกรึ?

 

สือเสี่ยวไป๋ส่งรอยยิ้มหวังดีไปให้ ทว่าเควินกลับสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น ส่งผลให้เขาสลดใจยิ่งกว่าเดิม

 

“เส้นทางการเป็นราชาที่แท้แล้วมันโดดเดี่ยวเช่นนี้เองสินะ”

 

สือเสี่ยวไป๋ถอนหายใจ รู้สึกว่าจิตใจอันแสนบอบบางของตนถูกพวกเขาทำร้ายไปหมดแล้ว

 

“สือเสี่ยวไป๋ ฉันคิดว่านายพูดถูกมาก อัจฉริยะไม่ใช่ผู้แข็งแกร่ง” ทันใดนั้น น้ำเสียงอันเร่าร้อนของหยางหยางพลันดังขึ้นข้างหู

 

เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหมดจดนิ่งอึ้ง ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเคยพูดอะไรแบบนี้มาก่อน ในขณะที่กำลังจะกระแอมไอแก้ไขทัศนคติผิด ๆ นี้ กลับเป็นหยางหยางซึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังแทรกมาก่อน

 

“ฉันไม่ใช่ผู้ใช้ปราณจิต แต่ฉันคือเด็กหน้าใหม่ที่มีหวังจะทะลวงสู่อันดับ A ที่สุดของทีมออเดอร์ เพราะว่าบททดสอบรอบที่สองนั้น คือบททดสอบความสามารถที่ได้มาจากการขยันฝึกฝ้อมของทุก ๆ คน ไม่ใช่พรสวรรค์”

 

“เพราะงั้นสือเสี่ยวไป๋ ถ้านายสามารถทำให้ฉันยอมรับได้ในการทดสอบครั้งที่สอง ฉันก็จะยอมรับว่านายไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะ แต่เป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง!”

 

ในแววตาของหยางหยางไม่ได้มีเพียงแค่ประกายของการท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้นคือประกายของความหวัง แม้บางทีสิ่งที่สือเสี่ยวไป๋พูดไปก่อนหน้านี้จะเป็นเพียงแค่การเอ่ยไปลอย ๆ ทว่าหยางหยางกลับสลักมันลึกลงไปในหัวใจ เขาหวังอย่างแท้จริงว่าประโยคเหล่านั้นล้วนเป็นความจริง เพราะงั้นเขาถึงจะสามารถเชื่อมั่นได้ต่อไป ด้วยเหตุนี้ เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคำพูดของสือเสี่ยวไป๋มีหลักฐานจริง ๆ

 

ครั้นมองไปที่ดวงตาของหยางหยาง สือเสี่ยวไป๋ที่อยากพูดว่า “เปิ่นหวังไม่จำเป็นต้องยอมรับ” ในตอนแรก ไม่รู้เพราะเหตุใด กลับกลายเป็นแย้มยิ้มตอบรับ

 

“เปิ่นหวังไม่กลัวการท้าทายใด ๆ ทั้งสิ้น”

____________________

[1] แต่งเป็นหมูหลอกกินเสือ 扮豬吃虎 เป็นสุภาษิตจีนครับ อารมณ์ประมาณหมาป่าสวมหนังแกะนี่แหละ

[2] เห็นม้าตายแล้วรักษาดุจม้าเป็น 死馬當活馬醫 เป็นสุภาษิตจีนเช่นเดียวกันครับ หมายถึงการพยายามจะทำอะไรบางอย่างที่เกินความสามารถตัวเอง จำพวกดันทุรัง เหมือนกับตอนแรกที่สือเสี่ยวไป๋พยายามช่วยน้องอ้วนนั่นแหละ

[3] เซี่ยกว๋อ 夏國 หมายถึง ประเทศจีนในสมัยโบราณ จริง ๆ แล้วมันค่อนข้างซับซ้อนวุ่นวายในการอธิบายนิดนึง บีหนึ่งลองไปเทียบกับเวอร์ชั่นอังกฤษแล้วนะ ปรากฎว่าเค้าใช้คำว่า China ซึ่งบีหนึ่งไม่อยากให้มันเป็นประเทศจีนที่เราเห็น ๆ กันตอนนี้สักเท่าไหร่ ก็เลยทับศัพท์แล้วกันเนอะ ฮา

 

+++ช่วง… คุยกันท้ายตอน+++

          ตอนใหม่มาแล้วครับผม พอปิดเทอมแล้วรู้สึกตัวเองอัพเร็วขึ้นกว่าเดิมทันตา 5555 (ก่อนหน้านี้คืออะไรไม่รู้ ปล่อยมันไปเถอะเนาะ) สรุปแล้วตอนนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่บรรยายความมโนของท่านผู้ชมกับความจูนิเบียวของน้องไป๋ ๆ ของพวกเรานี้แหละครับ ฮาาาา

บีหนึ่งสารภาพว่าสำนวนภาษาของบีหนึ่งไม่ได้ดีเด่อะไรมากมาย ถ้าใครมีอะไรจะติชมก็คอมเมนต์มาได้ บีหนึ่งจะได้เอามาปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อ ๆ ไป เนอะ… อีกอย่าง เรื่องการเลือกคำศัพท์ถ้าใครมีข้อเสนออะไรก็แจ้งมาได้เลยนะครับผม อย่างเช่น ผู้ใช้ปราณกับผู้ใช้ปราณจิตไรงี้ ถ้าใครคิดศัพท์ที่สวยกว่านี้ได้ก็ส่งมาได้ เดี๋ยวบีหนึ่งจะลองเอามาพิจารณาอีกที 555

เอาล่ะ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ไว้ติดตามตอนต่อไปได้เลยนะครับผม บีหนึ่งขอรับประกันความบ้า อินดี้ จูนิเบียวของไป๋ ๆ เลย (>3<)b