0 Views

ตอนที่ 11

เปิ่นหวังขอคืนคำพูดเมื่อกี้

        เด็กหนุ่มผมทองกล่าวด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจราวกับนกยูงผู้เย่อหยิ่ง ยามเดินเข้าไปในกล่องทดสอบก็ไม่ได้ดูตื่นเต้นแบบหยางหยาง และก็ไม่ได้เหมือนเล่นสนุกเช่นจงเยว่เอ๋อร์ จะพูดให้ถูกต้องคงคล้ายนักแสดงคนหนึ่ง โดยการทดสอบที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงฉากการแสดงศักยภาพฉากหนึ่งของเขาเท่านั้น

        เวลาผ่านไปไม่นาน คะแนนของเควินก็เป็นที่ประจักษ์บนผนังโลหะขนาดใหญ่ “Mind Expanse: B Class”

        มันออกมาสูงกว่าจงเยว่เอ๋อร์ แต่ต่ำกว่าหยางหยาง น่าจะจัดอยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ผู้อาวุโสทั้งสามท่านยังคงสีหน้าเช่นเดิมเอาไว้ ตาจับจ้องไปที่ผนังโลหะไม่กะพริบ ตอนนี้สือเสี่ยวไป๋เข้าใจแล้วว่าผลการทดสอบครั้งที่สองต่างหากจึงจะเป็นกุญแจสำคัญ

        ภายใต้สายตาเฝ้าคอยของผู้คน ตัวเลขบนผนังวิ่งวนไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานตัวอักษรบรรทัดที่สองก็ค่อย ๆ ร้อยเรียงอย่างแช่มช้า “Psy-Genes: C Class”

        “คะ คลาส C?” ชั่วพริบตาที่คะแนนปรากฏ ผู้สูงอายุพลันตาเบิกโพลง แม้แต่เสียงพูดยังสั่นสะท้าน ขณะที่หญิงชายวัยกลางคนสองคนซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็แสดงสีหน้าดีอกดีใจออกมาพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน

        ฟางชิงซานซึ่งนั่งอยู่ทางฝั่งขวามือเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย ส่วนหญิงสาวเจ้าของชุดแดงอย่างมู่หงลี่ก็ยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองท้าทายลี่จื่อ ทว่าลี่จื่อก็หาได้สนใจ เพียงปรากฎสีหน้าที่อึมครึมลงไปหลายระดับ

        สือเสี่ยวไป๋สังเกตเห็นสีหน้าของผู้คนเหล่านี้อย่างชัดเจน ถึงตัวเองจะไม่เข้าใจความนัยของผู้ใช้ปราณจิตระดับ C ว่าเป็นอย่างไร แต่สือเสี่ยวไป๋ก็เข้าใจแล้วว่าเควินตอแหลอวดเก่งสำเร็จไปแล้วครั้งหนึ่ง

        “เควินน่ะเป็นอัจฉริยะที่อนาคตต้องมีชื่อเสียงอย่างแน่แท้”

        น้ำเสียงทุ้มต่ำแว่วขึ้นมาข้างหู ครั้นสือเสี่ยวไป๋หันไปตามเสียง พลันพบหยางหยางที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

        สือเสี่ยวไป๋ไม่ได้เถียงกลับไป เห็นได้ชัดว่าคะแนนของเควินนั้นสูงเป็นอันดับหนึ่งในสามคน นิยามของคำว่าอัจฉริยะของโลกใบนี้ เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะงั้นต่อให้รู้สึกขัดแย้งลึก ๆ ในใจก็ไม่คิดจะไปแสดงข้อคิดเห็นโต้แย้งอยู่ดี

        “ผู้ใช้ปราณกับผู้ใช้ปราณจิตนั้นเปรียบเสมือนคนธรรมดากับอัจฉริยะ อีกทั้งผู้ใช้ปราณจิตที่มียีนแตะถึงระดับ C ยิ่งเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ต่อให้เป็นองค์กรอื่นที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าไกอาก็ยังต้องมองผู้ใช้ปราณจิตเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องดูแลให้ดี ไม่ว่ายังไงเควินจะต้องถูกไกอามองเป็นเด็กใหม่ที่สำคัญที่สุดในรุ่นนี้อย่างแน่นอน”

        พอพูดจายกยอผู้อื่นเช่นนี้แล้ว ยังผลให้บนใบหน้าอ่อนเยาว์ของหยางหยางพลันกร้านโลกขึ้นมาหลายส่วน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังต้องรู้สึกหนักอึ้งยามได้ยินตามมา

        “ขณะที่ฉันมันก็แค่… มนุษย์ธรรมดาที่มีขอบเขตการพัฒนาของสมองสูงกว่าผู้อื่นเท่านั้น อัจฉริยะกับคนธรรมดานั่นน่ะ คือช่องว่างที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจก้าวข้ามได้”

        เป็นที่ประจักษ์ว่าในแววตาของหยางหยางมีความไม่ยินยอมแฝงอยู่ แต่กลับเอ่ยคำพูดที่เหมือนยอมแพ้เช่นนี้ออกมา ยังผลให้สือเสี่ยวไป๋อดโมโหไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ในสายตาของเปิ่นหวัง ทุกคนล้วนเป็นเพียงคนธรรมดา อัจฉริยะที่ว่ากันก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ขยันกว่าปรกติเท่านั้น”

        หยางหยางเงยหน้าขึ้นราวกับถูกคำพูดเมื่อครู่ทำให้อ่อนไหว ทว่าในดวงตายังคงมีความสบประมาทที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองแฝงอยู่ “นายผิดแล้ว ต่อให้คนธรรมดาจะพยายามสักเพียงใด ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงคนธรรมดา เพราะว่าอัจฉริยะคือสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้แต่กำเนิด”

        “ถูกต้อง ทุกคนล้วนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน”

        เควินที่ไม่รู้มายืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองเมื่อไหร่เผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา “อัจฉริยะน่ะถูกกำหนดให้อยู่นำหน้าคนธรรมดามาแต่กำเนิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบททดสอบเล็ก ๆ แบบนี้ หรือจะเป็นทรัพยากรที่ทางองค์กรจะมอบให้ตอนหลัง หรือจะเป็นการแข่งขันต่าง ๆ นานา อัจฉริยะก็ยังคงวิ่งนำหน้าคนธรรมดาอยู่เสมอ”

        “นายมันก็แค่ผู้ใช้ปราณธรรมดาคนหนึ่งที่พิเศษกว่าคนทั่วไปเท่านั้น ขณะที่เปิ่นเส้าเยียนั้นเป็นถึงสุดยอดอัจฉริยะผู้ใช้ปราณจิตที่ครอบครองยีนระดับ C ไม่ว่ายังไงนายก็ถูกกำหนดให้เปิ่นเส้าเยียทอดทิ้งไว้ข้างหลัง!”

        เมื่อพูดจบ เควินก็หันหลังเดินจากไป สิ่งที่เขาชอบทำที่สุดคือการเยาะเย้ยผู้ที่อ่อนแอกว่า จากนั้นก็ช่วงชิงไม่เว้นแม้แต่สิทธิที่จะคร่ำครวญของผู้อ่อนแอไปอย่างไม่ใยดี

        สือเสี่ยวไป๋มองตามแผ่นหลังของเควินเสมือนกำลังยกมือปิดหูไม่ยอมรับฟังคำโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ในใจพลันเศร้าหมองขึ้นมา

        “เฮ้อ พล่ามมาตั้งเยอะแยะ เปิ่นหวังยังไม่รู้เลยว่าผู้ใช้ปราณจิตมันคืออะไรกันแน่!”

        สือเสี่ยวไป๋ถอนหายใจเฮือก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้สูงอายุท่านนั้นขานชื่อตัวเอง ผุดลุกขึ้นมาอย่างไหวหวั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หยางหยางพร้อมกับโบกมือให้ลี่จื่อที่อยู่ไกลออกไป ท่าทางราวกับกำลังจะลงสนามแข่งขันอย่างไรอย่างนั้น

        “ดูแล้ว เปิ่นหวังไม่อาจจะเก็บเงียบได้อีกต่อไปสินะ”

        ระหว่างที่สือเสี่ยวไป๋กำลังคิดเช่นนี้ ตัวของเขาก็เดินมาถึงกล่องเหล็กแล้ว ผู้สูงอายุส่งซิกให้สือเสี่ยวไป๋เดินเข้าไปในกล่องเร็ว ๆ ส่วนตัวสือเสี่ยวไป๋ก็ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมา “ช้าก่อน เปิ่นหวังมีเรื่องอยากจะพูด”

        ใบหน้าของผู้สูงอายุแข็งค้างโดยพลัน เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงกับคำ “เปิ่นหวัง” คำนี้

        สือเสี่ยวไป๋ยามนี้ได้หมุนตัวเดินไปตรงใจกลางของแท่นสูง ดึงดูดสายตาของทุกคนทั้งหมด เขายกมือซ้ายขึ้นชี้ไปทางที่นั่งฝั่งซ้าย ก่อนจะกล่าวเสียงดัง “เจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองกับเจ้าแกะน้อยผู้ร่าเริง[1]นั่นน่ะ จงตั้งใจฟังเปิ่นหวังซะ!”

        เควินที่ถูกสือเสี่ยวไป๋ชี้นิ่งงันไปหลายวินาทีกว่าจะรู้ตัวว่า “เจ้าอสูรขนทองหลงตัวเอง” ที่สือเสี่ยวไป๋พูดถึงนั้นคือตัวเขาเอง พริบตานั้นเขาพลันรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ขณะที่หยางหยางเองก็อึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด

           “เปิ่นหวังก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใช้ปราณจิตที่พวกเจ้าพูดถึงกันนั้นคือสิ่งใด และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าแกะน้อยถูกมนตราที่สาบสูญอันใด และยิ่งไม่รู้เลยว่าที่เจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองพล่ามมาเป็นชุดนี่ใช่กำลังสวดคาถานิทราอยู่หรือไม่”

        สือเสี่ยวไป๋เงยกวาดตามองผู้คนด้วยสีหน้าจริงจัง ประหนึ่งกำลังกล่าวสุนทรพจน์อันจริงจัง

        “แต่ว่าเปิ่นหวังรู้ว่าพวกเจ้าต่างเข้าใจหลักการของอัจฉริยะกับคนธรรมดาผิดไปแล้ว ว่ากันโดยผิวเผินคือ ตรรกะแบบนี้มันก็มีแต่สมองของพวกก็อบลินเท่านั้นจึงจะคิดออกมาได้!”

        “อัจฉริยะที่พวกเจ้าพูดถึงกันก็คือคนธรรมดาที่มีความมุ่งมั่น คือคนธรรมดาที่ขยันขันแข็ง คือคนธรรมดาที่ลุ่มหลงจนลืมตน ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาล้วนเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น!”

        “จงอย่าตกต่ำเพียงเพราะไม่ใช่อัจฉริยะ และจงอย่าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เพียงเพราะเป็นอัจฉริยะ เพราะว่าโลกใบนี้ไม่มีอัจฉริยะ มีแต่ผู้แข็งแกร่ง!”

        “คนธรรมดาที่หมั่นเพียรจะเป็นผู้แข็งแกร่ง อัจฉริยะที่เกียจคร้านไม่มีทางเป็นผู้แข็งแกร่ง!”

        “เข้าใจแล้วใช่ไหม? โลกใบนี้ไม่มีอัจฉริยะ! มีแต่ผู้แข็งแกร่ง!”

        ยิ่งสือเสี่ยวไป๋พูดถึงตอนหลังก็ยิ่งฮึกเหิม แทบจะคำรามออกมารอมร่อ ครั้นพูดจบก็เดินเข้าไปในกล่องเหล็กทันที ก่อนจะดึงประตูเหล็กปิดลงอย่างแรงจนส่งเสียงดังปัง ยังผลให้ภายในห้องก้องกังวานไปด้วยเสียงที่สือเสี่ยวไป๋กล่าวเมื่อครู่กับเสียงปิดประตู

        หยางหยางกำหมัดทั้งสองข้างแน่น ก่อนจะก้มหน้าลงครุ่นคิด ภายในหัวเต็มไปด้วยคำพูดของสือเสี่ยวไป๋ก้องไปมา

        สีหน้าของเควินไม่น่าดูยิ่งกว่าเดิม ซ้ำไปกว่านั้นคือความโมโหกับความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม

        มีเพียงผู้อาวุโสบนแท่นสูงทั้งสามท่านเท่านั้นที่มีสีหน้าเรียบเฉยถึงที่สุด บางคนถึงกับส่ายหัวไปมา พวกเขาเห็นอัจฉริยะมาไม่น้อย และเป็นเพราะเช่นนี้จึงเข้าใจช่องว่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดายิ่งกว่าผู้ใด

           ทางฝั่งขวามือ สีหน้าของฟางชิงซานดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หากหรี่ตาที่ภายในเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน

        ใบหน้าซื่อสัตย์ของจ้าวสยงมีประกายพึงพอใจวาบผ่าน แต่ไม่นานนักสีหน้าก็ดำดิ่งลงเมื่อนึกถึงอะไรขึ้นได้

        มู่หงลี่หันไปมองลี่จื่อ เธอหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “เจ้างั่งที่คำก็เปิ่นหวังสองคำก็เปิ่นหวังนี่คือเด็กใหม่ที่เธอหามางั้นสิ? ความกล้านับว่าใช้ได้ น่าเสียดายที่โง่ไปหน่อย”

        ในใจของลี่จื่อแอบด่าเจ้าหัวหมูสือเสี่ยวไป๋นี่อยู่ลึก ๆ ขณะเดียวกันก็ขยับปากเอ่ยเสียงเย็น “คนโง่ก็มีจุดดี เปิ่นเสียวเจี่ยกลับคิดชอบความตรงไปตรงมาของสือเสี่ยวไป๋มากกว่า ไม่เหมือนเจ้าอสูรขนทองหลงตัวเองที่เธอหามาหรอก ท่าทางอย่างกับโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเองแบบนั้น ช่างไม่รู้เลยว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ผู้ใช้ปราณจิตระดับ C งั้นเหรอ? เหอะ”

        มู่หงลี่เปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้เถียงกลับไป ในเรื่องความเย่อหยิ่งของเควิน เธอเองก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่

        ทั้งคู่เล่นสงครามน้ำลายกันสักพัก ก่อนจะจับจ้องไปยังตัวเลขที่วิ่งวนไปมาบนผนังโลหะ ไม่ว่าจะเถียงกันยังไง ผลการทดสอบจึงจะเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง

        ……

        เมื่อสือเสี่ยวไป๋เดินเข้าไปในกล่องเหล็กแล้ว ก็มีเส้นแสงจำนวนหลายเส้นพุ่งเข้ามาทันที มันทำการสแกนร่างกายของเขาไม่หยุดหย่อน

        “ถึงกับพยายามตรวจสอบกายเนื้อของเปิ่นหวัง ช่างเป็นเครื่องจักรที่ไร้เดียงสายิ่งนัก”

        สือเสี่ยวไป๋หัวเราะเยาะเย้ยใส่ผนังเหล็กพลางนึกถึงสุนทรพจน์อันแสนจะเร้าใจข้างนอกนั่นแล้วอดตื่นเต้นไม่ได้

        “เจ้ามนุษย์โง่เขลาเหล่านั้นจะต้องถูกโน้มน้าวด้วยคำพูดของเปิ่นหวังอย่างแน่นอน เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาถึงกับกล้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะต่อหน้าเปิ่นหวัง นับว่าเป็นการหาเรื่องทำลายชื่อเสียงตัวเองชัด ๆ “

        อยู่ในกล่องแคบ ๆ สักพักหนึ่ง สือเสี่ยวไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงปัญหาหลาย ๆ อย่าง พลันรู้สึกคลอนแคลนขึ้นมา

        “เฮ้อ เกิดคุณสมบัติของร่างมนุษย์ธรรมดาในโลกนี้ของเปิ่นหวังไม่เข้าตาล่ะก็… “

        เขารีบส่ายหัวสะบัดความคิดน่าขันนี่ออกไป “พูดเป็นเล่น การผจญภัยของเปิ่นหวังมีหรือจะถูกหยุดโดยบททดสอบเล็ก ๆ แบบนี้น่ะ?”

        แม้ว่าจะคิดเช่นนี้ ทว่าสือเสี่ยวไป๋ยังเงี่ยหูฟังเสียงจากภายนอกผนังเหล็ก พยายามฟังความเคลื่อนไหวภายนอก ว่ากันตามหลักการแล้ว ถ้าผลของเขาออกมาดีจริง ๆ คุณปู่คนนั้นควรจะตะโกนอยู่ข้างนอกสิจึงจะถูก

        เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สือเสี่ยวไป๋ต้องผิดหวังก็คือ นอกจากจะไม่มีเสียงตะโกนอะไรแล้ว เขากลับไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกแม้แต่น้อย

        ผ่านไปสักพักหนึ่ง เส้นแสงที่เคลื่อนไหวสแกนร่างของเขาไม่หยุดก็ถูกเก็บหายไป ยังผลให้ภายในกล่องมืดลง บ่งบอกว่าการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว

        สือเสี่ยวไป๋สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ก็เหมือนกับเมื่อก่อนตอนที่คุณครูแจกกระดาษข้อสอบนั่นแหละ ตอนนั้นเขาได้แต่ภาวนาอยู่ในใจให้คะแนนออกมาสูงกว่าสิบคะแนน

        สือเสี่ยวไป๋เปิดประตูเหล็กก้าวเดินออกไปอย่างแช่มช้า สมาธิทั้งหมดจดจ่อไปกับการสำรวจความเคลื่อนไหวภายนอกกล่อง กลับสัมผัสได้เพียงบรรยากาศอันหนักอึ้ง พบว่าห้องทั้งห้องเงียบลงโดยสมบูรณ์

        ครั้นหันไปมองผู้สูงอายุที่กำลังจับจ้องมาที่ตัวเอง แววตานั้นดูแล้วราวกับคนที่เห็นผีอย่างไรอย่างนั้น ท่าทางสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างกายประหนึ่งคนป่วยที่พร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ

        สือเสี่ยวไป๋กลืนน้ำลาย ค่อย ๆ แหงนหน้ามองตัวอักษรที่ร้อยเรียงอยู่บนผนังโลหะ ก่อนผลการทดสอบของเขาจะสลักเข้าไปในม่านตา

        “Mind Expanse: S Class”

        “Psy-Genes: S Class”

        สือเสี่ยวไป๋เพียงมองแค่แวบหนึ่ง รีบโบกมือเล็ก ๆ พัลวัน ก่อนจะกล่าวเสียงดัง “ทุกท่าน! เปิ่นหวังขอคืนคำพูดเมื่อกี้นี้ทั้งหมด แท้จริงแล้วโลกใบนี้มีอัจฉริยะอยู่จริง ๆ ต่างหาก! ”

[1] แกะน้อยผู้ร่าเริง ล้อเลียนจากชื่อของหยางหยาง (杨阳) พ้องเสียงกับ สี่หยางหยาง (喜洋洋) ซึ่งเป็นการ์ตูนแกะน้อยเรื่องหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบมากในหมู่เด็ก ๆ ในประเทศจีน สามารถไปหามาดูได้นะครับผม ฮาาาาา

+++ช่วง… คุยกันท้ายตอน+++

        สวัสดีครับทุกคน ได้เจอกันอีกแล้วเนอะ ยังไงบีหนึ่งก็ขอโทษด้วยที่มาช้า ในที่สุดทุกคนก็ได้เห็นความเมพที่แบบงง ๆ ของไป๋ ๆ น้อยจนได้ ฮาาา

บอกตามตรงว่าตอนนี้หัวตื้อมาก ตอนแปลยังไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเขียนทอล์คนี่หมดปัญญาเลยครับ แหะ ๆ ยังไงบีหนึ่งก็ขอตัวไปนอนก่อนเนอะ ราตรีสวัสดิ์ครับทุก ๆ คน บายยยย