0 Views

บทที่ 9 – ล่าอย่างโดดเดี่ยว (1)

 

วันต่อมาหลังจากที่เขาได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตหลังหายนะครั้งใหญ่ไปแล้วหนึ่งวัน ในวันนี้คือวันศุกร์ ยูอิลฮานได้ออกไปจากบ้านและมุ่งหน้าไปโรงเรียนตามเดิน

“อิลฮานลูกจะไปมหาลัยหรอ? ระวังตัวด้วยนะ ถ้าเจอมอนสเตอร์ก็รีบหนีเลยนะ มันจะดีกว่านี้อีกนะถ้าลูกพักอยู่บ้ายเฉยๆ”

“วันนี้ไม่น่าจะมีอะไรหรอกแม่ แต่ว่าแม่จะต้องอยู่บ้านแล้วอย่าออกไปไหนนะ”

ยูอิลฮานได้ออกมาจากบ้านแล้วทั้งๆที่ยังงงอยู่ว่าตัวเขามีตารางเรียนในวันนนี้หรือป่าวเพราะว่าเขาจำตารางเรียนที่เขาลงทะเบียนในปีแรกไม่ได้แล้ว แต่ว่าอย่างน้อยการออกมาข้างนอกมันก็ยังดีกว่าอยู่ในบ้าน

นี้เป็นเพราะว่าหากเขาอยู่บ้านเขาคงจะทำได้แต่นอนกินป็อปคอร์นดูทีวีแน่นอนเพราะว่าแม่ของเขาก็ยังได้สกิลใหม่มาเหมือนกันนั้นก็คือสกิลห่วงลูกที่มีขึ้นมาจากการแยกกับลูกเป็นเวลาหนึ่งปี

แต่ว่าเขาก็ไม่ได้บอกเรื่องการลืมตารางของเขากับแม่ไปเพราะถึงเขาจะใช้มานาไม่ได้ แต่ว่าเขาก็แข็งแกร่งพอที่จะป้องกันตัวเองได้แล้ว ดังนั้นวิธีที่เขาคิดได้ก็คือการหลอกแม่ของเขาที่จำตารางการเรียนของลูกไม่ได้เช่นกันและหลบออกมาข้างนอก

‘ฉันรู้นะว่าแม่ลูกสึกยังไง แต่ว่า….’

และนี่ก็ยังเป็นเหตุผลที่เขาต้องออกมา เขาออกมาเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่มอนสเตอร์ที่อันตรายจะโผล่ออกมา สกิลที่แข็งแกร่งและการใช้มานาให้ได้เป็นสิ่งจำเป็นทื่จะต้องใช้เพื่อปกป้องชีวิตของพ่อกับแม่ของเขา

“ฉันอยากได้ที่ทำงานจังเลย ฉันอยากมีรถด้วย”

[คุณจำเป็นต้องมีเงิน]

“ฉันอยากจะใช้มานาให้ได้เร็วๆ”

[คุณจำเป็นต้องเลเวลอัพ]

“ฉันก็ยังอยากจะสร้างเครื่องป้องกันดีๆด้วย”

[คุณจำเป็นต้องฆ่ามอนสเตอร์ที่แข็งแกร่ง]

ใช่แล้ว ข้อสรุปทั้งหมดมันได้โยงให้เขาต้องไปล่ามอนสเตอร์ ดังนั้นยูอิลฮานจึงได้แบกกระเป๋าใบใหญ่บนบ่าและเดินไปพร้อมกับหอกเหล็กที่ถูกผ้าคลุมเอาไว้ในมือ เขากำลังจะออกไปหามอนสเตอร์ด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าถึงแม้ว่าสหประชาชาติจะเตรียมการป้องกันเอาไว้เผื่อเกิดสงครามจากเหตุการณ์มอนสเตอร์นี้ขึ้นเอาไว้แล้วยิ่งเกิดเหตุจากที่มหาลัยอีกทำให้ท้องถนนในตอนนี้เตต็มไปด้วยเหล่าทหาร แต่ว่าแน่นอนสำหรับยูอิลฮานที่หลบได้แม้แต่สายตาของพระเจ้าแล้วทำไมถึงจะหลบจากสายตาของทหารที่ไม่รู้อะไรเลยไม่ได้ล่ะ การหลบทหารพวกนี้แล้วมันง่ายดายอย่างมาก

ไม่สิ ต่อให้แม้ว่าคนๆนั้นจะตั้งใจมองหาเขาก็ตามแต่ว่าผู้คนก็จะไม่มีใครมองเห็นเขาราวกับว่าคนพวกนั้นตั้งใจจะมองผ่านไป นี้มันเป็นอีกเรื่องที่ต้องทำให้เขาเศร้า

“พวกเราจะหามอนสเตอร์เจอจริงๆหรอ?”

[คุณกำลังดูถูกฉันที่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงงั้นหรอ? ฉันจะหาเจอแน่แม้ว่ามันจะเป็นเมือกที่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศก็ตาม เชื่อใจฉันสิ]

แม้ว่าเอิลต้าจะโม้ไปยกใหญ่ว่าเธอเป็นเสมือนเรดาร์ค้นหามอนสเตอร์ชั้นดี แต่เขาก็ทำได้เพียงแต่ฟังเงียบๆเท่านั้น ในตอนนั้นเองระหว่างที่เขาเดินผ่านร้านขายของร้านหนึ่งเขาก็ได้เหลือบเข้าไปด้านในและเห็นอะไรบางอย่างคล้ายๆกับทีวีจอใหญ่ เขาได้เบรกตัวเองโดยอัตโนมัติและมองจอนั้นทันที

ในจอนั้นได้ฉายฉากมหาลัยของเขา ไม่ใช่แค่นั่นมันยังฉายภาพของคนที่ใส่หน้ากากไอรอนแมนกับหน้ากากฮัคอีกด้วย

[รัฐบาลกำลังตามร่องรอยของผู้ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวออกมาช่วยผู้คนเอาไว้และกำจัดมอนสเตอร์ทิ้งไปอย่างโหดเหี้ยม]

[ผู้ใช้พลังทั้งสองคนถูกคาดเดาว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย S พวกเขาได้โผล่ขึ้นมาในทันทีที่มอนสเตอร์ได้ปรากฏตัวขึ้นภายในมหาลัยและจัดการกับมอนสเตอร์ทั้งหมดก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นและหายตัวไปทันที นักวิจัยได้บอกว่าพวกเขาเป็นผู้ใช้พลังที่เหนือกว่าสมดุลและพวกนักวิจัยก็ได้ระเมินว่าความสามารถในการปรับตัวของสองคนนี้มีสูงเกินไปและพวกเขาก็ได้รับสกิลหลายๆอย่างกลับมาตั้งแต่ที่ย้อนกลับมาที่โลกแล้ว]

เจ้าพวกนั่นนี่ไม่มีคุณสมบัติของนักวิจัยเลยสักนิด

[ภัยพิบัติได้เกิดขึ้นมามายในส่วนต่างๆของโลกจากเหตุการหายนะครั้งใหญ่ ผู้คนจำนวนมากกำลังแสดงความกังวลเรื่องการแพร่พันธ์ของมอนสเตอร์และเรียกร้องให้มีการจัดการจากรัฐบาลให้เร็วที่สุด รัฐบาลในตอนนี้ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างกลุ่มผู้ใช้พลังระดับสูงที่เกิดจากเหล่าผู้ใช้พลังที่เหนือสมดุลขึ้นเป็นศูนย์กลาง…]

เรื่องพวกนี้มันไม่มีค่าให้เขาต้องฟังอีกต่อไปแล้ว เขาได้รำคาญเพราะการที่พวกนั้นเรียกตัวเขาว่าเป็นผู้ใช้มานาและยังจะมาพูด ‘สมดุล’ อีกหรอ? ถ้าหากว่าเขาไม่ได้ถูกเอิลต้าห้ามไว้เขาคงจะเข้าไปเอาหอกจิ้มจอทีวีนั่นซะทีให้รู้แล้วรู้รอดไป

เขาได้ส่งเสียงฮึ่มขึ้นมาและเดินออกมาจากที่นั่น แน่นอนว่าตัวเขาก็ไม่ได้มีศีลธรรมอย่างการไปช่วยรัฐบาลอีกด้วย สิ่งที่ยูอิลฮานต้องการจะปกป้องอย่างแรกเลยคือตัวเขาเองและจากนั้นก็ครอบครัว

ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็คิดอยู่แค่เรื่องของอีกคนในข่าว

“หน้ากากฮัคนั่น เธอถูกเรียกว่าจักรพรรดินีใช่ไหมนะ?”

[คุณสนใจงั้นหรอ? ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เห็นหน้าของเธอตรงๆแต่ว่าร่างกายของเธอก็พิเศษมาก ถ้าหากว่าเธอเลเวลสูงขึ้งจากนั้นเธอก็จะต้องกลายเป็นสายสวยจากการพัฒนาของเผ่าพันธ์ ยังไงก็ตามผู้ชายทุกคนก็….]

“ไม่ ฉันไม่ได้สนใจในเรื่องแบบนั้น”

[จริงหรอ?]

“จริงสิ”

ยูอิลฮานได้บอกปัดออกมาโดยที่ดูเหมือนจะไม่ได้โกหกเลยแม้แต่นิด

เอิลต้าได้คขึ้นทันทีว่าเขา ‘หมดสมรรถภาพ’ เมื่อเธอได้ยินคำตอบของเขา นี้เป็นเพราะว่าขนาดตัวเองที่มองจากมุมของนางฟ้าแล้วเสน่ห์ของคนที่ถูกเรียกว่าจักรพรรดินีไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

ยังไงก็ตามแน่นอนว่ายูอิลฮานไม่ได้หมดสมรรถภาพ นี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ยูอิลฮานตั้งคำถามกับตัวเองอีกด้วย เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลยแม้ว่าเขาจะเห็นผู้หญิงที่สวยมากๆหรือผู้หญิงที่มีรูปร่างโดดเด่นก็ตาม ในตอนแรกมันก็ไม่ได้เป็นแบบนี้นะ ก่อนที่เขาจะถูกทิ้งเอาไว้มันยังปกติอยู่เลย

สมบัติที่ส่องสว่างแค่ในจอของเขาก็เป็นเหมือนๆกัน เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันเลย เขาได้กังวลใน ‘ลูกชาย’ ของเขาที่มันไม่ยอมตอบสนองอะไรเลยไม่ว่าเขาจะใส่พลังไปให้กับมันแค่ไหนก็ตาม ตอนนี้มันก็ไม่ได้ต่างไปเลย

เขาไม่เคยรู้เหตุผลมันมาก่อนจนกระทั่งบัดนี้ แต่ว่าในตอนนี้เขาก็พอจะคิดขึ้นได้อยู่ เขาได้รู้ถึงเหตุผลนั้นในทันที

“บางทีอาจจะเพราะว่าฉันคุ้นชินกับรูปลักษณ์ของลิต้า”

[โอ้]

เอิลต้าได้ยอมรับด้วยเสียงเศร้าๆ

[น่าจะเป็นแบบนั้น คุณได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอย่างลิต้าตั้งนาน ดังนั้นนายก็เลยหมดสมรรถภาพกับมนุษย์ผู้หญิง….]

“ฉันไม่ได้หมดสมรรถภาพ ไม่ใช่หมดสมรรถภาพโว้ยยย!”

ในเมื่อหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนดังนั้นยูอิลฮานจะไปยอมกับการเน้นแบบนั้นได้ยังไง แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามความจริงที่มามันไม่มีใครเลยสักคนที่หันมามองเขาทั้งๆที่เขาเผลอตะโกนคำว่า ‘หมดสมรรถภาพ’ ออกไปกลางถนนมันทำให้เขายิ่งรู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น

เขาได้ลดเสียงลงมาถึงแม้ว่าจะไม่มีใครสนใจเขาก็ถามและคุยกับเอิลต้าต่อเรื่องของจักรพรรดินี

[เธอคนนั้นที่มีชื่อ ‘จักรพรรดินี’ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ แต่ว่าเหตุผลที่พระเจ้าส่งมนุษยชาติไปต่างโลกก็เพื่อสร้างคนแบบผู้หญิงคนนี้มานี้แหละ]

“ยกเว้นฉัน”

[ยกเว้นคุณที่มีความสามารถซ่อนตัวตนได้ในระดับจักรวาล]

ยูอิลฮานได้เริ่มคิดว่าเอิลต้าได้พูดเก่งและรัวกว่าลิต้ามาก แม้ว่าในตอนที่เขาคิดแบบนั้นก็ตามแต่เขาก็เดินออกไปเรื่อยๆ

[เดี๋ยวนะ ในที่สุดฉันก็เจอพวกมันแล้ว ใกล้ๆนี้เอง]

ในตอนนั้นเองเอิลต้าก็ได้หยุดเขาเอาไว้ น้ำเสียงทื่อๆของเธอได้แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว ยูอิลฮานได้ถามขึ้นอย่างระมัดละวัง

“มีเท่าไหร่?”

[70 ตัว]

ห๊ะ? ยูอิลฮานได้ตกใจจนเผลอโพล่งออกมาเป็นภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ

[มันเป็นมอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวเป็นกลุ่ม หมาป่าโลกันตร์เลเวล 35 แม้ว่าจะไม่ใช่ในดันเจี้ยนแต่ก็อยู่แถวนั้น]

“เธอน่าจะจำได้นะว่าเธอบอกอะไรกับฉันไปเมื่อวาน เธอบอกว่ามอนสเตอร์เลเวลสูงๆจะไม่ปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่ามันจะปรากฏตัวแค่ในดันเจี้ยนหรอ?”

[พวกมันไม่ได้ติดกับดักเพราะสติปัญญาของพวกมันมีสูงเกินไป]

เมื่อฉันได้ถอนหายใจออกมากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ เอิลต้าก็ยังถอนหายใจยาวออกมายิ่งกว่ายูอิลฮานก่อนที่จะพูดออกมา

[จริงๆแล้วฉันก็คิดว่ามันแปลกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่ว่าฉันจะคิดยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีมอนสเตอร์เลเวลมากกว่า 10 จำนวนมากออกมาพร้อมๆกัน]

“แล้วถ้างั้นทำไมเธอถึงทำใจเย็นแบบนี้”

[ฉันไม่อยากจะทำกระโตกกระตากกับพวกสิ่งมีชีวิตระดับต่ำ]

น้ำเสียงที่เธอพูดออกมามันดูเย็นชาแปลกๆ นี้มันดูเหมือนกับลิต้าในอดีตหรือป่าวนะ? กับเอิลต้าที่สร้างกำแพงหนาขึ้นระหว่างพวกเขาแล้วทำให้ยูอิลฮานได้รู้สึกเศร้าเล็กน้อย

การเน้นย้ำในตำแหน่งของตัวเองและแสดงออกถึงการดูถูกคนอื่นของเธอนี้ทำให้เธอดูคล้ายกับนางร้ายผู้หยิ่งผยอง เขาอยากจะเจอหน้าลิต้าผู้ที่เขาคุ้นชินจนเหมือบกับน้องสาวจริงๆเลย

ในตอนนั้นเองเอิลต้าก็ได้พูดขึ้นขัดจังหวังในสิ่งที่เขาคิด

[ยังไงก็ตามในตอนนี้ฉันต้องขอความร่วมมือจากคุณดังนั้นฉันจะบอกความจริงกับคุณตรงๆ สถานการณ์ของโลกในตอนนี้มันไม่ปกติแล้ว]

ดูเหมือนว่าการทำแค่ยืนคุยกันอยากนี้จะเป็นการเสียเวลาทำให้เอิลต้าได้ดึงผมของยูอิลฮานเหมือนกับตัวบังคับทิศทางที่แน่นอน ยูดิลฮานได้วิ่งไปตามทิศทางนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ยักษ์ที่ถูกควบคุมทันทีในขณะที่เอิลต้าก็ยังพูดต่อไป

[คุณน่าจะรู้อยู่แล้วในระหว่างการเคลื่อนย้ายมนุษย์ไปสู่โลกอื่น ในระหว่างที่คุณถูกทิ้งเอาไว้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดยกเว้นมนุษย์ก็ยังคงอยู่บนโลกนี้]

“อ่า ใช้แล้ว ในตอนที่ฉันชำแหละพวกสัตว์ป่าพวกนั้นลิต้าก็บ่นเรื่องที่ฉันฆ่าพวกมันด้วยเหมือนกัน”

[มันไม่มีทางเลือกอื่นแต่ว่าเพื่อความสมดุลของโลก พวกเราจึงไม่สามารเข้าข้างมนุษย์ได้มากเกินไปดังนั้น…. ไม่ว่ายังไงก็ตามคุณก็ยังน่าจะรู้ว่าพวกสัตว์ป่าก็ไม่ได้รับอนุญาติได้ปรับเปลื่ยนร่างกายเหมือนคุณ]

“ใช่แล้ว”

[พระเจ้าเห็นสมควรว่านี้ก็น่าจะพอแล้ว ท่านทรงคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไรถ้าหากท่านปล่อยพวกสัตว์ป่าไว้ซัก 10 ปีก่่่อนมนุษย์จะกลับมา]

ด้วยเหตุผลบางอย่างยูอิลฮานเขาได้รู้ในสิ่งที่เธอต้องการจะพูดแล้ว

[ยังไงก็ตามเพราะความผิดพลาดอะไรก็ไม่รู้ทำให้แกนเวลาของโลกบิดเเบี้ยวไปและในขณะที่โลกอื่นผ่านไป 10 ปี บนโลกนี้ก็ได้ผ่านไป 1000 ปีแล้ว]

“1000 ปีงั้นหรอ!?”

และก็เป็นไปตามที่เธอคิดยูอิลฮานได้ตกตะลึงกับส่วนๆนี้

“ฉันคิดว่ามันน่าจะประมาณ 150 ปี!”

[มันคือ 1000 ปี]

“มันไม่ใช่ว่า 300 ปี หรือ 500 ปีหรอ?”

[ใช่สิ!!!]

“แม่จ๋าาาา!”

เอิลต้าก็ยังพูดต่อไปโดยไม่สนว่ายูอิลฮานจะตกตะลึงกับช่วงเวลาพันปีของเขาแค่ไหน

[แม้ว่าจะมีการรีเซ็ตในตอนที่มนุษยชาติได้กลับมา แต่ว่าเราไม่สามารถจะจัดการกับด้านจิตใจได้ ถ้าหากเป็น 10 ปีก็ไม่น่าจะมีอะไรมากนัก แต่ว่าหากสัตว์ป่าได้ใช้ชีวิตมาเป็น 1000 ปีโดยที่ไม่ได้ตายไปแล้วล่ะก็งั้นมันคงจะเป็นเรื่องแปลกแล้วหากพวกมันไม่ได้เปลื่ยนไป และเพราะเรื่องนี้ทำให้มันได้ลดช่องว่างของเรื่องเวลาไปอย่างมาก]

“สรุปมาเลย”

[มันเป็นไได้สูงที่มอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกจะแข็งแกร่งและมีสติปัญญามากกว่าปกติเมื่อเทียบกับในโลกอื่นๆ]

“เราซวยแล้ว….”

[การมีอยู่ของพวกเราก็เพื่อไม่ใช่มันเกิดขึ้นแบบนั้น]

เอิลต้าได้ปรพกาศออกมา แม้ว่ายูอิลฮานที่รู้สึกห่างเหินกับความหยิ่งไร้อารมณ์และความเย็นชาที่เธอแสดงออกมาก็ยังรู้สึกดีขึ้นกับเธออีกครั้งจากคำพูดคำนี้

[ฉันได้รายงานเรื่องนี้ไปยังสวรรค์แล้วและเพื่อที่จะปรับสมดุลกับว่าทุกๆคนกำลังทำการเคลื่อนไหวอยู่ ยังไงก็ตามมันน่าจะต้องใช้เวลาในการจัดการพักหนึ่ง ยูอิลฮานนายจะว่าอะไรไหมถ้าหากว่าในช่วงนั้นนายจะต้องวิ่งวุ่นมากเลยทีเดียว แต่ว่าเราก็จะมีรางวัลมาให้นายด้วยหากนายทำตามที่เราขอ]

สิ่งที่เอิลต้ากำลังพูดอยู่คือการกลายมาเป็นโล่ให้กับมนุษย์จนกว่าอาวุธของพวกเขาจะเตรียมเสร็จ

ยูอิลฮานได้แต่ตอนกลับไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น

“มันฟังดูน่าจะเจ็บปวดและยากลำบากมากเลยนะ”

[ฉันจะไม่ขอปฏิเสธในเรื่องนี้]

เขาได้หยุดอยู่กับที่และพูดขึ้นจากความรู้สึกจริงๆของเขา

“และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฉันชอบมันไงล่ะ!”

เขาได้คิดว่ามันจะต้องเป็นเรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่าที่เขาคิดแน่ แต่ยูอิลฮษนก็ชอบที่จะเคลื่อนไหวมากกว่าที่จะเฝ้ามองดูโดยไม่ยอมทำอะไร ในตอนนี้เขาได้รู้แล้วว่าเขาได้ใช้ชีวิตมาเป็น 1000 ปี เขาจะต้องเปลื่ยนแปลงตัวเองแล้ว

นอกไปจากนี้เขาก็กำลังกระตือรือร้นเมื่อคิดว่าเขากำลังจะเข้าไปมีประสบการณ์กับสิ่งที่ไม่มีใครเคยประสบมาก่อน

ถ้าหากเขาไม่ตายนะ

“ถึงแบบนั้นถ้าหากฉันคิดว่าฉันต้องตาย ฉันจะวิ่งหนีนะ”

[มันไม่มีทางที่คุณจะตายแน่ ทุกสิ่งจะอยู่ภายใต้การประเมินพลังของตัวคุณเอง]

เอิลตาได้ส่งเสียงขึ้นจมูกออกมา เธอได้เห็นถึงความสามารถจริงๆของยูอิลฮานแล้ว เมื่อวานนี้เขาได้แสดงความเหนือกว่ามากๆในการต่อสู้กับมอนสเตอร์จำนวนมาก เธอยังได้เห็นการสร้างอาร์ติแฟคที่ทรงคุณค่ามากเมื่อวัดจากวัตถุดิบที่เขามี

และเธอยังได้เห็นหอกเหล็กที่เขาเอาออกมาจากบ้านในวันนี้อีกด้วย

เอิลตจ้าได้ประเมินตัวเขาพลาดไปอย่างมากแล้ว มอนสเตอร์เลเวล 30 งั้นหรอ? อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย เขาไม่ใช่คนที่จะต้องมาหวาดกลัวมอนสเตอร์เลเวลแค่นี้ด้วยซ้ำ ทั้งพลังและเทคนิคของเขาได้ฝึกมาจนทะลุขึดจำกัดไปแล้ว แค่มองจากร่างกายของเขาก็พิสูจน์ในความจริงของนี้ออกมาแล้ว

[อีกไม่นานมอนสเตอร์จะโผล่มาแล้ว และพวกมันจะฟังเคียวกินมนุษย์ในทันที ดังนั้นจัดการพวกมันทั้งหมดก่อนหน้านั้น]

ยูอิลฮานได้เริ่มก้าวเท้าเร็วยิ่งขึ้น

เขาได้หยิบหน้ากากไอรอนแมนขึ้นมาสวมและจับหอกที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์แน่น

ในตอนนี้เขายังรู้สึกถึงพวกมอนสเตอร์ได้อีกด้วย จิตสังหารที่แตกต่างไปจากที่เขารู้สึกในตอนที่อยู่มหาลัย

เอิลต้าได้ตะโกนออกมา

[ถอนเขี้ยวพวกมันทั้งหมดออกมาซะ เซอร์แวนท์ของข้า!!!]

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย <