0 Views

บทที่ 82 – คนแปลกหน้า (1)

 

ชื่อเสียงของแวนการ์ดได้เพิ่มมากขึ้นไปทุกๆวัน

ระดับของอาวุธมาตราฐานก็ยังเพิ่มขึ้นมาทีละนิด และหลังจากที่ประสิทธิภาพของอาวุธระดับสูงที่ขายให้กับทั้ง 26 ตระกูลได้ถูกเปิดเผย พลังของแวนการ์ดก็ได้กลายเป็นที่รู้จักกันดีมากขึ้น นอกไปจากนี้หลังจากที่กองกำลังทหารของเกาหลีกลุ่มปราบปรามได้เผยว่าพวกเขาก็ยังได้รับการสนับสนุนมาจากเกาหลีแล้วด้วยทำให้แบรนด์ๆนี้ได้มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นไปอีก

ก่อนหน้านี้กองกำลังปราบปรามได้รับการพิจารณาว่าเป็นกองกำลังกลุ่มที่น่าสงสารมากที่สุดในเกาหลี แต่ว่าตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นกลุ่มที่โชคดีที่สุดไปแล้วทันที

แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้เปลื่ยนความจริงที่ว่าพวกเขาก็ยังต้องทนทุกข์อยู่ แต่ว่าเนื่องจากมีอุปกรณ์ที่มีทั้งระดับและคุณภาพที่มากขึ้นทำให้การบาดเจ็บล้มตายของพวกเขาได้ลดน้อยลงไปซึ่งมันไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักแล้ว แม้กระทั่งความเร็วในการพัฒนาของพวกเขาก็ยังเพิ่มมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกตอนนี้ก็คือเลเวลของตนเอง

กองกำลังปราบปรามกำลังเพิ่มเลเวลของตัวเองขึ้นด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลที่ทรงพลังเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำงานให้กับประเทศและแม้ว่าหากประเทศหรือกองกำลังปราบปามได้พังลง เลเวลของพวกเขาก็ยังมีอยู่ไม่เปลื่ยนแปลงและมันจะเป็นจุดแข็งของพวกเขาเอง

“อ้าาาา ฉันจำเป็นต้องจับคุณยูอิลฮาน”
“ยอมแพ้เถอะร้อยโทนฮาน ทำไมคุณไม่เลือกใครสักคนที่นี่ไปล่ะ?”
“ต่อให้ฉันตายก็ไม่มีวัน! ความรักมันเป็นเรื่องของการเอาชนะ! ฉันจะต้องเอาชนะเขาได้แน่นอน!”
“เอาเถอะ ขอให้โชคดีล่ะกันนะ”

ร้อยโทฮานโยรังในตอนนี้ได้เต็มไปด้วยความฝันที่ไร้สาระของเธอกับสถานการณ์ในโลกตอนนี้ที่เปลื่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

ผู้หญิงที่ได้ท้องก่อนหน้าที่จะเดินทางไปต่างโลกพร้อมกับเด็กในท้องตอนนี้ได้ให้กำเนิดเด็กออกมาและโกลในตอนนี้ก็ได้กลายเป็นบ้านสำหรับเด็กที่เกิดมาหลังจากหายนะครั้งใหญ่ซึ่งก็คือพวกรุ่นใหม่ ภายใต้ความพยายามของรัญบายและภาคธุกิตได้ทำการฟื้นฟูอาคารที่มีความสำคัญด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยมีอยู่เป็น 10 เท่า

หลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นดันเจี้ยนในญี่ปุ่นได้มีความตึงเครียดในการจัดการกำดันเจี้ยนมากยิ่งขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลกและมันเป็นผลให้เหล่าตระกูลที่ทรงพลังได้รับโอกาสที่จะฉายแสงออกมามากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตระกูลที่ได้รับการเสริมด้วยอุปกรณ์จากแวนการ์ดได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าตระกูลอื่นๆทั้งหมดจนได้รับความอิจฉาอย่างท่วมท้น

ยังมีความขัดแย้งได้เกิดขึ้นเพราะการที่ตระกูลได้สู้กันด้วย แต่ว่ายูอิลฮานก็ได้ก็ได้แจ้งออกไปว่าคนที่ขโมยอาวุธของแวนการ์ดจะไม่สามารถได้รับตั๋วในการซื้ออาวุธระดับสูงจากแวนการ์ดได้ทำให้พวกเขาสงบกันลง

โอกาสมันยังไม่หมดลง พวกเขาจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งได้เหมือนกัน! เมื่อเหล่าตระกูลได้รู้ถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็เริ่มที่จะเชื่อฟังมากขึ้น ยูอิลฮานในตอนนี้ได้ส่งผลต่อตระกูลทั้งหมดในโลกด้วยร้านแวนการ์ดของเขาเอง

“ในตอนนี้ฉันกำลังเป็นที่สนใจ
[ทำไมคุณถึงหยุดเล่นบทเป็นพลังอยู่เบื้องหลังแล้วเริ่มเคลื่อนไหวล่ะ]

การทักจากเอิลต้าได้ทำให้ยูอิลฮานปิดแลปท็อปลงไปและยืนขึ้นมา เขาอยากจะเห็นสถานการณ์ที่เปลื่ยนไปตามการประกาศจากแวนการ์ด แต่ว่าแค่ในตอนนี้มันก็พอแล้ว

“โชคดีที่พวกเรารักษาที่ที่ปลอดภัยของเราไว้ได้”
[คุณคิดว่ามันจะล้มเหลวใช่ไหมล่ะ?]
“ใช่ ถ้างั้นฉันจะต้องมีงานที่จะต้องทำมากขึ้นแน่”

เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงวัตถุประสงค์ของยูอิลฮานที่สร้างแวนการ์ดขึ้นมาก็คือการเสริมพลังของมนุษยชาตแล้ว หากว่าแผนการนี้มันพังลงไปเนื่องจากความโลภของมนุษย์คนอื่นๆถ้างั้นในตอนนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแบกรับงานเพียงคนเดียวทั้งหมด

ยังไงก็ตามโชคดีที่เนื่องจากการขายอุปกรณ์ทั้งมาตราฐานและระดับสูงได้เป็นไปอย่างราบรื่นทำให้พวกเขาทั้งหมดสามารถลำบากไปด้วยกันได้แล้ว

ภายใต้การแก้ปัญหาที่เขาจะไม่ต้องลำบากทำทุกอย่างเพียงลำพังแล้ว ยูอิลฮานก็ได้ทำอุปกรณ์ให้กับนายูนาและคังฮาจินจากตระกูลเทพสายฟ้า และเช่นเดียวกันกับตระกูลอื่นๆอีก 25 ตระกูล

แน่นอนว่าเขาก็ได้ออกไปล่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนบ้างในตอนที่เขาว่าง แต่ว่าหลังจากที่เลเวลของเขาได้มาถึงที่ 87 เพราะการล่าโอโรจิ ความเร็วในการเพิ่มของเลเวลของเขาก็ช้าจนน่ารังเกจียจ มันเกือบจะดูเหมือนว่าเขาจะอยู่เลเวลเดิมไปตลอดชีวิต

“เมื่อไหร่ฉันจะเลเวล 100 แล้วได้อาชีพที่ 3….”
[สิ่งที่คุณพูดออกมาเหมือนไม่คิดอะไรมันคือเป้าหมายทั้งชีวิตของคนอื่นๆในทุกๆโลกเลยนะ ความเร็วการพัฒนาของคนบนโลกได้เหนือกว่าที่ฉันคิดไว้ แต่ว่าสำหรับความเร็วของคุณแล้วมันเทียบกันไม่ติดเลย!]

เขาเคยเป็นกังวลว่าเขาจะใช้มานาไม่ได้เลยก่อนที่จะไปถึงเลเวล 100 แต่ว่าพอมาถึงตรงจุดนี้แล้วดูท่าว่าความกังวลของเขามันจะเสียเปล่าไป

เอาล่ะ มันจะยากขึ้นในทุกๆครั้งที่เขาเลเวลขึ้น หากว่าเขาไม่ได้รับค่าประสบการณ์จากโอโรจิเพียงลำพังล่ะก็ป่านนี้เขาก็ยังคงทรมานอยู่ที่เลเวล 84 อยู่เลย

[ท่านยูอิลฮาน ในตอนนี้เราต้องเคลื่อนไหวแล้ว]

จิตสำนึกของเรต้าคาร์อิฮ่าห์ได้พูดออกมา ยูอิลฮานก็ยังเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ

“ใช่ ฉันจะทำมากที่สุดที่ฉันทำได้ไปแล้ว”

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะครอบคลุมถึงมนุษย์ทุกๆคน แต่ว่ากลุ่มคนที่อยู่แถวหน้าในการต่อสู้กับมอนสเตอร์ก็ได้แข็งแกร่งขึ้นมาด้วยการช่วยจากแวนการ์ดแล้วแน่นอน หากจะพูดว่าพลังการต่อสู้ของคนพวกนั้นเพิ่มขึ้นสองสามเท่ามันก็จะไม่เกินเลยไปเลย

มอนสเตอร์ที่หลั่งไหลจากดันเจี้ยนก็ได้เริ่มถูกกวาดล้างแล้ว ในขณะเดียวกันที่เขตคันโตของญี่ปุ่นที่มีความเข้มข้นของมานาที่สูงขึ้นจากคลื่นดันเจี้ยนก็ได้เริ่มเสถียรแล้ว

“แล้วฉันก็ยังใช้มานาได้ชำนาญมากขึ้นแล้วด้วย”
[คุณมันสัตว์ประหลาด]

คำพูดของเธอได้ออกมาจากความคิดจริงๆของเธอโดยไม่ได้เกินจริงไปเลย เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่ายูอิลฮานจะปรับตัวกับมานาที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนทั้งชีวิตได้ในเวลาแค่เดือนเดียว เอาเถอะ หากรวมในบาเรียเวลาด้วยแล้วมันจะเป็นสามเดือน

แน่นอนว่าเขายังไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถจะสร้างสกิลใช้งานได้จากการใช้มานา แต่ว่ามันก็น่าทึ่งมากแล้วที่เขาสามารถจะเสริมพลังให้กับสกิลที่เขามีและใช้การปกปิดตัวตนได้อย่างอิสระ

“ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเป็นแบบนี้นี่ คิดดูนะเอิลต้า บันทึกอคาชิคมันให้ฉันทำอะไรล่ะในตอนที่ได้อาชีพที่ 2 น่ะ? มันให้ฉันฆ่ามอนสเตอร์คลาส 3 ในทันที แล้วเธอคิดว่ามันจะให้ฉันทำอะไรอีกในตอนอาชึพที่สามล่ะ?”
[ฉันไม่อยากจะคิดถึงมัน]
[เงื่อนไขพวกนั่นมันน่ากลัวมาก ข้าก็ยังมีคลาสที่เกี่ยวกับเทพแห่งความตายเหมือนกัน แต่ว่ข้าไม่เคยได้รับเงื่อนไขที่เข้มงวดแบบนั้นเลยแม้ว่าในตอนที่ฉันได้คลาส 3 นะ]

เรต้าคาร์อิฮ่าก็ยังเสริมขึ้นมา ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้พูดเรื่องของตัวเองเลย แต่ว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปความคิดของเธอก็ชัดเจนและมั่นคงขึ้นทุกๆวันทำให้แสดงการเปลื่ยนแปลงออกมา

ทำไมล่ะ? แน่นอนว่ายูอิลฮานก็รู้ในคำตอบนั้นและมันก็เป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้

ซึ่งมันไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากการให้เธอได้กลืนกินส่วนหนึ่งของพลังชีวิตที่เขาได้รับมาจากสกิลนักสะสมความตาย! นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับจิตสำนึกแบบปกติและที่มันเป็นไปได้ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นยมทูตมาก่อน

มันยังไม่มีสิลที่จะใช้พลังชีวิตที่สะสมเอาไว้และเนื่องจากว่ายูอิลฮานได้ล่ามอนสเตอร์มาเป็นจำนวนมากอยู่แล้วต่อให้เรต้าคาร์อิฮาห์กลืนกินไปบ้างมันก็ไม่ได้ต่างออกไปเลย ดังนั้นเขาก็เลยให้เธอทำแบบนั้น

ยังไงก็ตามเมื่อเขาได้เห็นความคิดของเรต้าคาร์อิฮ่าห์ได้ชัดเจนมากยิ่งๆขึ้น เขาก็ยังคิดว่าเขาอาจจะทำให้สิ่งที่ไม่น่าเชื่อขึ้นในอนาคตได้ก็เป็นได้

และเรต้าคาร์อิฮ่าห์ก็ยังได้พูดออกมาราวกับว่าเธออ่านความคิดของยูอิลฮาน

[ข้าก็ยังอยากที่จะช่วยท่านยูอิลฮานให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้]
“ฉันก็คิดไว้แล้วว่าเธอจะพูดแบบนั้น เธอก็ไม่ได้กินพลังชีวิตไปเฉยๆอยู่แล้ว”
[คะ คุณมีพลังในการทำนายอนาคตงั้นหรอ!?]

เรต้าคาร์อิฮ่าห์ได้ตกตะลึงขึ้นมา ยูอิลฮานก็แค่พูดในสิ่งที่มันคล้ายๆกันและถามกับเธอ

“ด้วยพลังของยมทูตของฉันมันจะเป็นไปได้ถูกไหม?”
[มันอาจจะเป็นไปได้เมื่อคุณได้รับคลาสที่ 3 ของคุณมา แต่ว่ามันจะต้องใช้พลังชีวิตจำนวนมหาศาลแน่ๆ]

เอิลต้าได้ถอนหายใจออกมา แต่ยูอิลฮานได้ยิ้มขึ้นอย่างสดใส

“นี่มันน่าสนใจ”
[ข้าจะมีประโยชน์มากกว่าเจ้าสารเลวโอโรจิที่อยู่ตรงนั้น]
“เฮ้ อย่าไปพูดถึงเจ้าปีศาจนั่นสิ อ๊าาา! เขามาแล้วนั่น”
[กรรรรรรรรรรรรรรร!]

เขาได้คิดว่าจะปล่อยให้เธอได้กลืนกินในความคิดและพลังของโอโรจิด้วยซ้ำแต่ว่าเขาก็ได้หยุดเอาไว้

เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่ความคิดจะติดมาพร้อมกันกับในตอนที่ดูดพลังชีวิตมาทำให้เขารู้สึกว่ามันจะเสียเปล่าเกินไปหากว่าเขาเอาโอโรจิที่เป็นมอนสเตอร์กลายพันธ์ไปทิ้งเพียงแค่เพราะความรำคาญ มันมีบางสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับมันไว้อยู่เช่นกัน

“เอาล่ะ ถ้างั้น”

เขาได้เตรียมอุปกรณ์ระดับมาตราฐานที่จะขายในแวนการ์ดไว้มากพอแล้วและรวมไปถึงอาวุธระดับสูงเช่นกัน

เขาได้ขอให้ตระกูลเทพสายฟ้าเป็นคนป้องกันดูแลพ่อแม่ของเขาด้วยและในปัจจุบันนี้มันก็ไม่มีสัญญาณของการเชื่อมต่อกับต่างโลกหรือการล้นของพลัง หากเเป็นแบบนี้มันจะต้องมีบางสิ่งเกินขึ้นแน่ แต่ว่ามันคงไม่ใช่สำหรับในตอนนี้ ยูอิลฮานได้ทำในสิ่งที่เขาทำได้ไปจนหมดแล้ว

“เราควรไปเลย?”

ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวเมื่อไหร่จะมีอะไรเกิดขึ้นเสมอมันทำให้ยูอิลฮานลังเลใจ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะเคลื่อนไหวก่อนที่หายนะครั้งใหญ่ครั้งที่สองจะเกิดขึ้น

โลกที่ถูกทอดทิ้งดาเรย์ โลกที่น่าสยดสยองที่ถูกปกครองด้วยมังกร

จริงๆแล้วสถานที่ที่ยูอิลฮานสามารถจะเพิ่มเลเวลได้ไวที่สุดก็คือที่นั่นด้วยเช่นกัน

ยูอิลฮานได้ไปที่แกรนแคนยอนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากว่าโลกได้มีความเสถียรที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตทำให้มีนักท่องเที่ยวได้มาที่นี่มากยิ่งขึ้น แต่ว่าก็ไม่มีใครสักคนที่รู้ถึงตัวตนของยูอิลฮานเลย

“ดันเจี้ยนไปทางนี้ปะ?”
[สิทธิ์การเข้าถึงดันเจี้ยนยังไม่ได้มีลงมา เอาล่ะ มันช่วยอะไรไม่ได้ก็เพราะว่าสงครามในกำแพงแห่งความโกลาหลกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและกองกำลังที่สำคัญของเขาทั้งหมดต่างก็รวมอยู่ที่นั่น]

ดันเจี้ยนที่เชื่อมต่อกับดาเรย์ได้อยู่ลึกที่สุดภายในแกรนแคนยอนนี้และถูกปิดผนึกเอาไว้ด้วยพลังของสวรรค์

สำหรับยูอิลฮานที่เข้าไปในดันเจี้ยนโดยไม่ทำลายผนึกไปทำให้เขาต้องสร้างทางลับขึ้นมาหรือก็คือหลุมลับ แต่ว่ามันก็เห็นได้ชัดว่าหลุมลับนี่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำขึ้นด้วยเขาเอง มันก็แค่เปิดขึ้นมาหลังจากที่ทำการรายงานออกไปและได้รับการอนุญาติ

“แล้วงั้นเวลาเราจะออกมาล่ะ?”
[เราจะทำเหมือนกับในตอนที่เขาเข้าไป เขาจะเจาะรูขึ้นมาอีกครั้งและออกมา ถ้าหากว่ามีพวกเผ่ามังกรหลุดออกมาด้วยงั้นมันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพังของดันเจี้ยนจากนั้นมันก็จะเชื่อมต่อไปถึงดันเจี้ยนอื่นด้วย ดังนั้นเราจะต้องเป็นมันอย่างรวดเร็ว เข้าใจนะ?]

ถึงแม้ว่าเสียงของเอิลต้าจะดูกังวล แต่ยูอิลฮานได้ตอบกลับไปอย่างมั่นใจ

“ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหา ในเมื่อตอนที่ฉันจะออกมาก็คือฉันได้ฆ่าพวกมันส่วนใหญ่เกือบหมดออกไปแล้ว”
[คุณกำลังดูถูกมังกรอยู่นะ? พวกมันจะทำลายโลกทั้งใบ]
“เป็นเธอต่างหากที่กำลังดูถูก เอิลต้า”

เอิลต้าได้แต่ตอบกลับไปด้วยการถอนหายใจ แต่ว่าคนที่อยากจะถอนหายใจจริงๆคือยูอิลฮานเองมากกว่า

“เธอยังไม่เข้าใจจริงๆงั้นหรอแม้ว่าเธอจะได้มีประสบการณ์กับสิ่งพวกนั้นทั้งหมดรอบๆโลกนะ? เธอคิดว่าเราจะออกมาได้ง่ายๆเมื่อเราเข้าไปงั้นหรอฦW
[ไม่]

เอิลต้าก็รู้มามากเหมือนกัน มันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามแผนของยูอิลฮาน

“ทีนี้ฟังนะ”

เมื่อเอิลต้ายอมรับ คำพูดของยูอิลฮาน็พรั่งพรูออกมาเหมือนกับแม่น้ำด้วยน้ำเสียงที่แฝงการดูถูกเล็กน้อยที่เธอยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ให้มากนัก

“สำหรับในตอนนี้เรากำลังจะเข้าไปในที่ที่เขาคิดว่าเราจะต้องเจอกับพวกที่เริ่มจากคลาส 3 แต่ว่าในกลางทางจะต้องมีสิ่งที่ผิดพลาดเกิดขึ้นและฉันก็จะต้องสู้กับมังกรคลาสสี่เหมือนกับมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะปัญหาของวงเวทย์ของเอลฟ์หรือมังกรที่พัฒนาขึ้นมาก็ตาม
[คุณกำลังหมายถึงวงเวทย์ที่ทรงพลังน่ะหรอ!?]

แม้แต่เรต้าคาร์อิฮ่าห์ก็ยังตกตะลึงกับการคาดเดาของยูอิลฮานที่บ้าบิ่น

“ยังไงก็ตามฉันจะสามารถเอาชนะคลาส 4 ได้ซักวิธีเนื่องจากว่าฉันได้การเป็นแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าในตอนที่สู้กับโอโรจิ ฉันอาจจะกลายเป็นผ้าขี้ริ้วในทุกๆครั้งที่ฆ่าพวกมันซักตัวก็ตาม แต่ว่าในท้ายที่สุดฉันก็เอาชนะพวกมันทั้งหมดมาได้”
[คุณมั่นใจว่าคุณจะทำลายผู้ที่ทำให้ดาเรย์ล่มสลายง่ายๆได้ยังไงกัน?]
“ใช่แล้ว ฉันอาจจะได้รับคลาส 3 มาในระหว่างนั้นก็ได้ มิตรภาพระหว่างฉันกับเธอก็อาจจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย”
[เขาเป็นแบบนี้เสมอแหละ] (เอิลต้า)

ยังไงก็ตามคำพูดยังไม่หมดแค่นี้

“แต่ว่าหลังจากที่ฉันเอาชนะพวกมันทั้งหมดและในตอนที่ฉันกำลังจะออกมาอย่างโล่งใจก็ได้มีมังกรคลาส 5 ที่โกรธกับความตายของเผ่าพันธ์มันได้ออกมาจากสักที่และนั่นคือตอนจบแหละ”
[หยุดเถอะ มันยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมอีก!] (เอิลต้า)
[คุณมีพลังของเทพพยากรณณ์จริงๆงั้นหรอ!?] (เรต้า)

ในระหว่างที่คุยกันนี้ยูอิลฮานก็ได้เดินไปรอบแกรนด์แคนยอนเพื่อหาดันเจี้ยนถึงแม้ว่าตัวเขาจะคาดการณ์ในอนาคตที่น่ากลัวเอาไว้ก็ตาม เอิลต้าได้แขวะขึ้นมาอย่างอ่อนแรง

[แต่ทำไมคุณดูมีชีวิตชีวาล่ะ?]
“ก็ถ้าฉันเจอคลาส 5 ฉันก็แค่วิ่งหนีได้ไง พวกเราจะสู้กับมันได้ด้วยการรวมทุกๆอย่างที่เรามีบนโลกไปสู้กับมัน”
[คุณเป็นแค่คลาส 2 ไม่สิ ถึงแม้ว่าคุณจะได้คลาส 3 ตามแผนที่วางไว้ แล้วคุณจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณจะหนีจากสิ่งมีชีวิตชั้น…. โอ้ คุณหนีได้นี่]

เอิลต้าได้ยอมรับในขณะที่กำลังจะเถียงออกไป ในตอนนี้ยูอิลฮานใช้มานาได้แล้ว ถ้าหากใช้การปกปิดตัวตนสุดพลังของเขา งั้นแม้แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจว่าจะหาเขาได้หรือป่าวเลย

[เอาล่ะ ถ้าคุณพูดแบบนั้นงั้นเราก็แค่เข้าไปกัน! โอ้ ทางรับดันเจี้ยนก็ได้รับอนุญาติแล้วด้วย!]
“เยี่ยม นี่มันคือจิตวิญญาณนักสู้!”

[เกิดบ้าอะไรขึ้นกับคนพวกนี้กัน น่ากลัวจริงๆ] (เรต้า)

ยูอิลฮานที่ยโสและผองเพื่อน(?) ได้เข้าไปในดันเจี้ยนที่เชื่อมต่อกับดาเรย์โดยไร้ความลังเล

เอิลต้าที่น่าสงสารไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเธอยิ่งคล้ายกับยูอิลฮานไปแล้ว


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 3 แล้วครับ