0 Views

บทที่ 8 – คุณไม่เห็นฉันหรอ? (5)

“30%… ไม่สิ ฉันให้คุณ 40%”

เมื่อหญิงสาวหน้ากากฮัคได้ปประกาศออกมาอย่างใจกว้าง ยูอิลฮานก็ได้เริ่มชำแหละทันทีโดยไม่ลังเลใจ หน้ากากฮัคได้ดูยูอิลฮานที่ขยับไปมากอย่างช่ำชอง แน่นอนว่าคนอื่นๆก็วิจารณ์ขึ้นแล้วเช่นกัน

“ผู้หญิงคนนั้น เธอจะต้องเป็นจักพรรดินีแน่ๆ เธอได้อ่อนแอลงมาก แต่ว่าสายฟ้านั่นต้องเป็นตัวเธอแน่ๆ 100%”

“เธอมาโรงเรียนวันนี้นี่ เธอจะต้องเป็นนักเรียนใช่ไหม? จำรูปร่างเธอไว้”

“เงียบน่า ถ้านายเข้าไปไกลได้โดนผ่าด้วยสายฟ้าแน่”

“นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการเลย!”

“…แต่ว่านะไอรอนแมนนั่นเป็นใคร?”

ทหารก็ยังคงยืนมองพวกนั้นอยากตกตะลึง ร้อยโทที่กำลังรายงานก็ไปก็ยังถอนหายใจออกมาลึกๆและทหารทั้งหมดก็ยุ่งอยู่กับการแอบส่องเรือนร่างของหน้ากากฮั๕ในขณะที่เรียกเธอว่าจักรพรรดินีและบูชาตัวเธอ

เขารู้สึกสงสารทหารที่กลายมาเป็นทหารน้อยกว่าหนึ่งวันหลังจากที่ไปอยู่โลกอื่นเป็นสิบปี แต่พูดตามตรงแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่ยูอิลฮานจะต้องไปสนใจ

“แล้วก็นะไอรอนแมนนั่นเป็นใคร?”

“โอ้จริงด้วย ฉันพึ่งจะนึกได้นะไอเทคนิคโจมตีของเขามันอะไรกันนะ? มันไม่ใช่ว่าเขายิงลำแสงออกมาจากฝ่ามือหรอ?”

“นั่นมันไม่ใช่ขวานหรอ?”

“ไม่ใช่ว่าเขาแค่เหวี่ยงมอนสเตอร์ไปรอบๆหรอ?”

สกิลปกปิดของยูอิลฮานได้มาถึงจุดที่ความเป็นจริงได้ถูกปิดเบือนไปแล้วเกือบหมด ยูอิลฮานในตอนนี้ได้เต็มไปด้วยความต้องการที่จะโต้กลับคำพูดของคนอื่นๆที่พ่นแต่สิ่งไร้สาระออกมา แต่ว่าเขาก็ได้ห้ามตัวเองเอาไว้และเหวี่ยงเคียวต่อไป หินพลังเวทย์ได้ลอยออกมาส่องแสงขึ้นจากตูดของแมลงวัน

“เสร็จแล้ว”

ยูอิลฮานได้คว้าหินพลังเวทย์นั้นกลางอากาศอย่างสวยงามและส่งมันให้กับจักรพรรดินี เธอได้รับมันมาก่อนที่จะหยักหน้าอย่างสุภาพ

“ขอบคุณ”

ของมูลค่า 40% ก็ได้ถูกเขาเอาไว้แล้วภายใต้ข้อตกลงที่ทำกันเอาไว้ เมื่อข้อตกลงได้สิ้นสุดลงแล้วพวกเขาจึงแยกกันออกมา จักรพรรดินีได้เก็บของลงไปในกระเป๋าที่เธอเตรียมเอาไว้และเริ่มเดินหลังจากหันหลังกลับไป

“ดะ เดี๋ยว… แอ๊ก!”

บางทีอาจจะเป็นเพราะคำสั่งทำให้ร้อยตรีคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหาเธอ แต่ว่าก่อนที่เขาจะมาถึงเธอเขาก็ต้องตัวแข็งทื่อหลังจากโดดสายฟ้าอ่อนๆช็อตเข้าใส่ การใช้สายฟ้าทำเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวโดยที่ไม่ทำให้เกิดอากาศบาดเจ็บนี้ไม่ได้ต้องการพลังที่สูงเลยแต่ว่าเป็นการควบคุมเท่านั้นเอง หากพระเจ้าได้มาเห็นฉากนี้เข้า เขาก็คงจะตะโกนประมาณว่า ‘ใช่ นี้แหละเป็นสิ่งที่ฉันต้องการจะได้เห็นจากการที่ส่งมนุษย์ไป’

คนอื่นๆที่ได้เห็นฉากนี้ต่างก็กระซิบกันเอง

“น่าทึ่ง”

“น่าจะเจ็บนะ”

“เขาต้องรู้สึกดีแน่ๆ”

“เขาโดนจักรพรรดินีช็อตเขา เขาจะต้องรู้สึกดี….”

“ฉันอยากจะโดนช็อตมั้งจัง…”

“ทำไมที่นี่มีแต่พวกโรคจิตเนี้ย!?”

หลังจากที่จักรพรรดินีได้จากไปแล้ว ยูอิลฮานที่จัดการสินสงครามของเขาเสร็จและยืนขึ้นมา เขาได้เอากระเปาะจากแมลงลูกบอลมาทำเป็นถาดใส่กระดองหลังของแมลงต่างๆไว้บนนั้น

ผู้คนก็น่าจะวิ่งเข้ามาหาเขาแล้วอีกไม่นาน มันจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายแน่ในเมื่อเขาต้องแบกสินสงครามพวกนี้ท่ามกลางความวุ่นวาย แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ เขาไม่มีทางจะยอมทิ้งของพวกนี้ไปแน่นอน

ยังไงก็ตามความกังวลของเขามันก็ไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิง นี้ก็เป็นเพราะว่าเมื่อพวกเขาละสายตาจากจักรพรรดินีและหันกลับมามองที่เดิมแล้วพวกเขาก็มองไม่เห็นยูอิลฮานอีกต่อไปแล้ว

“โว้ว เขาหายไปไหนแล้ว?”

“น่าทึ่งมาก เขาจะต้องใช้ความเร็วที่เรามองไม่ทันแน่”

“บุรุษความเร็วแสง..!”

“บุรุษความเร็วแสง!!!”

ใช่สิ ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น

แม้ว่าสถานการณ์มันจะเป็นไปตามที่เขาต้องการแต่ยูอิลฮานก็อดที่จะรู้สึกซับซ้อนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กองกำลังงมองหายูอิลฮานอย่างจริงจังแต่ก็ยังไม่สามารถจะหาเขาเจอทำให้ยูอิลฮานได้แต่เจ็บใจ

เขาได้เดินผ่านฝูงชนในขณะที่ขบคิดกับตัวเขาเอง เขาได้เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเขาลงมาจากเนินเขาแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมกระเป๋าเอาไว้ในห้องเรียน เขาจึงต้องกลับไปหากระเป๋าก่อนจะเดินกลับมาที่บ้าน

หลังจากยูอิลฮานได้กินอาหารเย็นกับแม่ที่ได้มาทักทายเขาอย่างยินดีที่เขาได้กลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัยจากเหตุการณ์มอนสเตอร์บุกที่โรงเรียน พ่อของเขาก็ยังกลับบ้านมาด้วยใบหน้าที่หวาดกลั่วเพราะเหตุการณ์บางอย่างอีกด้วย เมื่อเขาเห็นว่าสถานการณ์เรียบร้อยแล้วเขาก็ได้แอบออกมาจากบ้านเงียบๆหลังจากแกล้งทำเป็นขึ้นห้องไปนอนแล้วซักพักหนึ่ง

ในมือของเขาตอนนี้มีกระเป๋าที่ใส่เอากระดองหลังของแมลงที่เขาล่าในวันนี้เอาไว้และเครื่องมืออีกบางส่วน

[คุณกำลังจะไปไหนนะ?]

“ที่ไหนก็ได้ที่สงบๆ”

ความจริงแล้วในทุกๆคืนจะไม่มีมนุษย์เลยเพราะความหวาดระแวงของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กรุงโซลนี้ที่พึ่งจะเกิดเหตุการณ์ที่โรงเรียนขึ้นเมื่อกลางวัน

เขาได้มาทิ้งตัวอยู่ภายในสนามเด็กเล่นระแวกใกล้เคียงแบบสุ่มๆและเอากระดองแมลงออกมาวางเกลื่อนบนพื้น

ใช่แล้ว ตัวเขาได้อกมาเพื่อที่จะสร้างเครื่องป้องกันที่จะเป็นประโยชน์กับตัวของเขา

“อย่างที่คิดเลยมันน้อยไปนิดที่จะเอามาใช้ทำเกราะ นอกไปจากนี้มันยังไม่ใช่โลหะอีกด้วย…. มันน่าจะเป็นไปได้ถ้าหากเอามาทำแค่เครื่องป้องกันข้อมือกับเข่า”

เขาอยากจะทำเกราะขึ้นหากมันเป็นไปได้แต่ว่ากระดองของแมลงมันแข็งเกินกว่าที่จะจัดการได้ มันไม่ใช่ของที่จะทำกระบวนการละลายและขึ้นรูปใหม่ได้เหมือนกับโลหะดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะทำการดัดแปลงมันเล็กๆน้อยๆแทน

แต่ว่าเอิลต้าก็ยังกังวลแม้ว่ามันจะเป็นขั้นตอนง่ายๆ

[ผลผลิตที่เกิดมาจากมอนสเตอร์มันแข็งมากเกินไปที่จะจัดการทำอะไรได้ มันจะดีกว่าถ้าหากไม่แตะต้องมันมั่วๆในเมื่อยังไม่มีช่างฝีมือที่เหมาะสมในโลก]

“เธอกำลังพูดอะไร?”

ยูอิลฮานได้แย้งเธอขึ้นในขณะที่กำลังเริ่มทำถุงมือ

“มันไม่ใช่ว่าช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลกมันอยู่ข้างหน้าเธอหรอ?”

[โอ้…. ลิต้าาาาาาาาา!!!!!!]

ดูเหมือนว่าเอิลต้าจะชอบลิต้ามากสินะ ยูอิลฮานได้พึมพัมขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะหันกลับไปหยิบเอาเลื่อยออกมาจากกระเป๋าและเริ่มงานของเขา แต่เอิลต้าที่มองดูเขาตัดกระดองออกอยู่ก็พูดออกมา

[ถึงอย่างนั้นคุณก็อยู่ในโลกโดยที่ไม่มีมานาสินะดังนั้นคุณก็คงจะไม่รู้เรื่องการหัตถกรรมมานาสินะ?]

“นั่นมันอะไรนะ ชื่อมันฟังดูเท่ดีนะ!?”

[มันหมายถึงการสลักพลังพิเศษลงไปในเครื่องป้องกันหรือชุดเกราะโดยการใช้คริสตัลมานา รวมไปถึงหินพลังเวทย์ด้วยนะ หรือให้พูดอีกอย่างก็อีกการสร้างอาร์ติแฟค]

“สอนฉันที”

ดวงตาของยูอิลฮานได้ลุกโชนขึ้นด้วยความหลงไหลในความรู้และเทคนิคใหม่ๆ เขาได้ยกเอิลต้าขึ้นมาก่อนที่จะมาวางไว้ข้างหน้าดวงตาของเขาและตะโกนออกมาราวกับจะสะกดจิตเธอ

“สอนฉันที!”

[ใกล้ไป คุณมาใกล้ไปแล้ว! ฉันจะสอนคุณเองดังนั้นเอาฉันกลับไปบนหัวคุณได้แล้ว]

เขาได้เอาเธอกลับไปวางบนหัวอย่างเชื่อฟัง เอิลต้าได้สูดหายใจลึกเพื่อที่จะลืมหน้าของยูอิลฮานที่อยู่ใกล้เกินไปจนถึงจุดที่เธอแทบจะชนกับเขาแล้ว จากนั้นเธอก็พูดออกมา

[หากพูดแบบกว้างๆแล้วมันคือการสร้างเครื่องป้องกันกับชุดเกราะขึ้นโยใช้มานาซึ่งมันจะไม่ได้ใช้เพียงแค่แรงกายอย่างเดียว พูดกันตรงๆเลยการสลักมานาก็คือแนวคิดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการตีเหล็ก]

“สำหรับในตอนนี้ฉันยังทำการตีเหล็กไม่ได้แม้ว่าฉันจะต้องการจะทำก็ตาม ก่อนอื่นบอกวิธีการสร้างอาร์ติแฟคกับฉันก่อน”

[ฉันติดค้างอะไรคุณหรือป่าว?]

“สอนฉะ…..”

[ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะสอนคุณ]

เธอได้คิดขึ้นในใจว่าเธอจะต้องไปจัดการเทศน์ครั้งใหญ่กับลิต้าแน่ๆในตอนที่เธอกลับขึ้นไปสวรรค์

[วัตถุดิบส่วนผสมที่จะใช้ในการสร้างหลักๆก็คือหินพลังเวทย์หรือคริสตัลมานาในแบบอื่นๆก็ได้ที่คล้ายๆกัน ยกตัวอย่างเช่นหัวใจมังกรก็ได้]

“อย่าได้ยกตัวอย่างอะไรที่มันไกลเกินที่ฉันจะเอื้อมถึงสิ”

ยูอิลฮานได้หยิบเอาหินพลังเวทย์ออกมาในขณะที่บ่นไปด้วย เอิลต้าได้พูดต่อทันที

[ในรูปแบบแรกพื้นฐานสุดเลยคือคุณจะต้องสร้างของที่ต้องการขึ้นในขณะที่วางหินพลังเวทย์เอาไว้ใกล้ๆ หลังจากกระบวนการนี้จะถูกเรียกว่าการ ‘ผสาน’ และเมื่อคุณสร้างชิ้นส่วนขึ้นได้แล้วจากนั้นคุณจะต้องบดหินพลังเวทย์ให้เป็นผงและนำไปโดยบนพื้นผิวสิ่งที่สร้างเพื่อให้มันดูดซับลงไป]

“จากนั้น?”

[แค่นี้แหละ ผู้เชี่ยวชาญการสร้างอาร์ติแฟคเรียกขั้นตอนนี้ว่า ‘เสร็จสิน’]

“เสร็จสิ้นบ้าอะไรล่ะในเมื่อมันยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ ฉันยอมรับไม่ได้ว่ามันเป็นการสร้างสิ่งของ”

เอิลต้าได้พูดต่อขึ้นทันทีราวกับว่าเธอคิดเอาไว้กับเสียงบ่นของยูอิลฮานอยู่แล้ว

[แน่นอนว่ามันยังมีรูปแบบอื่นอีก มันเป็นวิธีที่จะที่จะไม่ได้หยุดแค่ที่การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องป้องกันหรืออาวุธเท่านั้นและยังจะเป็นวิธีที่จะมอบพลังพิเศษให้อีกด้วย]

“นั่นแหละคือสิ่งที่เธอควรจะสอนฉัน”

[ยังไงก็ตามวิธีนั่นมันไม่ใช่แค่ว่ายากมากๆสำหรับคุณเท่านั้น แต่มันก็ยังจำเป็นต้องใช้หินพลังเวทย์จำนวนมากและก็ยังมีสิ่งสำคัญคือความตั้งใจของชั่งฝีมืออีกด้วย]

“บอกฉันมาเถอะน่า”

คนที่อยู่ข้างหน้าทำตัวเหมือนกับเด็กเอาแต่ใจแบบนี้ใช่มนุษย์คนเดียวกับที่ใช้ชีวิตมาเป็นพันปีจริงๆงั้นหรอ? เอิลต้าได้มองยูอิลฮานและคิดขึ้นภายในใจ จากนั้นก็พูดออกมาอย่างระมัดระวัง

[มันก็มีขั้นตอนเหมือนกับวิธีก่อนหน้านี้จนกระทั่งถึงส่วนของการผสาน แต่ว่าขั้นต่อต่อมาจะเป็นการมอบพลังลงไปในหินพลังเวทย์ตรงๆ ขั้นตอนนี้จะเรียกว่า ‘การประทานพลัง’]

“แล้วการมอบพลังมันทำยังไง?”

[ง่ายๆเลยก็คือการใช้พลังมานาของช่างฝีมือ นอกไปจากนี้ก็ยังต้องใช้หินพลังเวทย์และพลังจิตใจของผู้สร้างอีกด้วย]

จิตใจ ยูอิลฮานได้พึมพัมขึ้นเบาๆ

[ถ้าหากว่าคุณต้องการให้ผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้นงั้นคุณก็จะต้องปรารถนาให้ผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้นและถ้าหากคุณต้องการให้ผู้ใช้รวดเร็วขึ้นคุณก็จะต้องปรารถนาให้ผู้ใช้รวดเร็ว และถ้าหากว่าคุณต้องการให้คนๆนั้นมีความสามารถในการป้องกันไฟคุณก็แค่จะต้องปรารถนาในสิ่งนั้น ระดับของพลังนี้จะแตกต่างกันไปอย่างมากตามคุณภาพของหินพลังเวทย์ มานาของและจิตใจของผู้สร้าง]

และเพราะแบบนี้มันจึงเป็นการยากสำหรับตัวยูอิลฮานในปัจจุบันที่จะทำมันขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นทั้งในคุณภาพของหินพลังเวทย์ มานาของยูอิลฮาน จิตใจของยูอิลฮาน ในสายตาของเอิลต้าแล้วต่างก็อยู่ในระดับต่ำสุดทั้งนั้น

เรื่องนี้ยูอิลฮานก็ยังรู้ตัวทำให้เขาไม่ได้ถามเธอต่อไป เขาได้หันกลับมาทำงานต่อเงียบๆทันที

เขาได้เริ่มตัดส่วนสุ่มๆ ขัดทราย มัด ขัดทราย ร้อยเชือกหนังแข็งๆเข้าไปและขัดทรายอีกครั้ง

หากจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เครื่องป้องกันหยาบๆที่ทำขึ้นมาง่ายๆแล้วล่ะก็ผิดถนัดเลย เครื่องป้องกันนี้ถูกทำขึ้นให้พอดีกับตัวยูอิลฮานโดยเฉาพะดังนั้นมันจึงดีมากสำหรับตัวเขา

เอิลต้าก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะยอมรับในความจริงที่ว่าอุปกรณ์นี้ได้เปลื่ยนแปลงไปอย่างยอดเยี่ยมจนถึงจุดทำให้แยกออกได้ยากมากว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นชิ้นส่วนของมอนสเตอร์มาก่อน

หลังจากที่เขาได้สร้างเครื่องป้องกันแล้วยูอิลฮานก็ได้โรยผงเวทย์ที่ได้ผ่านกระบวนการการผสานลงไปในเครื่องป้องกัน แม้ว่ากระบวนการนี้จะเป็นกระบวนที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลยแต่ว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาต่างก็มีประสิทธิภาพและประนีต มันถึงขั้นที่ว่าเอิลต้ายังคิดขึ้นว่า ‘สง่างาม’ เมื่อมองดูอยู่ข้างๆ

[นี้มันเป็นขั้นตอนที่คุณเคยชินงั้นหรอ?]

“ไม่ใช่แค่นั้น แต่ว่าฉันพึงจะรู้ตัวเมื่อได้ทำอะไรหลายๆอย่างจนถึงตอนนี้…. งานกรรมกรทุกอย่างต่างก็เคล็ดลับที่จะต้องหาทั้งนั้น

[มันอาจจะฟังดูดีนะถ้าหากไม่พูดอันท้ายนะ]

เขาได้พูดออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ว่านี้เป็นสิ่งที่ยูอิลฮานคิดแบบนั้นจริงๆ เขามีความสามารถในการเข้าใจในกระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและเขาก็ได้นำมันมาปรับใช้งานในชีวิตจริงไม่ว่าเขาจะทำอะไร เรื่องการหาเคล็ดลับนี้เขาไม่ได้นำมันมาปรับใช้เพียงแค่ในงานกรรมกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตีเหล็ก ชำแหละและศิลปะการต่อสู้ด้วย

เอิลต้าได้หัวเราะออกมาแต่หากว่าเธอได้เข้าใจในสิ่งที่ยูอิลฮานพูดแล้วล่ะก็เธอจะต้องช็อคไปแน่ๆ สิ่งที่เขาพูดคือสิ่งที่ไม่มีในสกิลด้วยซ้ำ

[คุณได้เรียนรู้สกิลหัตถกรรมมานา]

เครื่องป้องกันเข่าและข้อมือของเขาได้สร้างใน ‘แบบพื้นฐาน’ เสร็จสิ้นแล้ว เอิลต้าได้ตะลึงงันเมื่อมองเห็นมันและพึมพัมออกมา

[คุณได้สร้างเครื่องป้องกันขึ้นจริงๆด้วยวัสดุดาษๆแบบนี้… หากเป็นแบบนี้แม้ว่าจะเจอกับมอนสเตอร์เลเวล 27 ไม่สิ ต่อให้เป็นเลเวล 30 ก็ไม่น่าจะลำบากแล้ว]

“มันยังไม่จบซักหน่อย ยังมีหินพลังเวทย์เหลืออยู่เลย”

หินพลังเวทย์เหลืออยู่จำนวนมากและมีอันหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเท่าเม็ดถั่วและมีอีกอันขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตรเท่ากับข้าวฟ่าง

เอิลต้าได้รู้ในทันทีเพื่อเห็นส่วนประกอบนี้ เขากำลังจะทำการหัตถกรรมมานาในรูปแบบที่สอง

[นี้มันเป็นไปไม่ได้]

“ฉันจะลองไว้เป็นประสบการณ์น่า”

ยูอิลฮานก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าตัวเขาในตอนนี้ฉันทำสำเร็จหรือป่าว แต่ว่าถ้าหากเขายังคงพยายามไปเรื่อยๆสักวันเขาจะประสบความสำเร็จเอง

ความสำเร็จของยูอิลฮานก็เป็นเพราะความพยายามเช่นนี้มาตลอด เขาทำมันทั้งหมดเพียงลำพังอยู่แล้ว

นี้แหละคือชีวิตของยูอิลฮาน

เอิลต้าที่รู้ได้แล้วว่ายูอิลฮานไม่ได้มีความคิดจะหยุดลงก็ได้แต่หยักไหล่และไม่ยุ่งอีกต่อไป นี้เป็นเพราะว่าอุปกรณ์ก็ทำเสร็จขึ้นมาแล้วและมันยังเป็นของที่อยู่ไปเหนือกว่าที่เธอคิดอีกด้วย

ในตอนนั้นเองูอิลฮานได้หยิบเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ของสิ่งนี้ไม่ใช่่กระดองจากสินสงครามอีกแล้ว แต่เป็นเคียวของตั๊กแตนยักษ์

[….คุณกำลังจะทำอะไร?]

“ก็ดูเอาสิ”

มือข้างหนึ่งเขาได้ถือเอาหินพลังเวทย์ขนาดเท่าเม็ดข้าวฟ่างทั้งหมดเอาไว้เอาไว้และอีกมือหนึ่งเขาได้ถือเครื่องป้องกันข้อมือข้างซ้าย ใบมืดเคียวของตั๊กแตนยักษ์และหินพลังเวทย์ขนาดเท่าเม็ดถั่ว

ในขณะที่ยูอิลฮานได้กระทำที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ของยูอิลฮาน เอิลต้าก็ได้อยากจะถามเขาจริงๆว่าเขาได้ฟังในสิ่งที่เธอพูดไหม

ไม่ว่ายังไงก็ตามไม่ว่าเธอจะคิดอะไรก็ตาม แต่ยูอิลฮานก็หลับตาตั้งสมาธิไปโดยที่ไม่สนใจเธอแล้ว

‘ควบคุมพลังมานาในหินพลังเวทย์ด้วย….จิตใจ….’

หินพลังเวทย์ขนาดเท่าเม็ดข้าวฟ่างได้เริ่มหมองลงไปและพังลงไปทีละอัน ยูอิลฮานยังไม่ได้เข้าใจเรื่องของมานาดีเลยแต่ว่ากระบวนการนี้ก็ช่วยให้เขารู้สึกได้ถึงมานาชัดขึ้นอีก

ด้วยความกลัวที่จะพลาดอะไรที่เขาสัมผัสได้ไปเขาได้ตั้งสมาธิให้มากยิ่งขึ้น

‘เคียว… เหมือนกับตั๊กแตน….’

หินพลังเวทย์ขนาดเท่าเม็ดข้าวฟ่างทั้งหมดได้หายไปโดยสมบูรณ์แล้ว ยังไงก็ตามหินพลังเวทย์ขนาดเท่าเม็ดถั่วก็ได้เริ่มที่จะพังลงไปหลังจากที่เปล่งแสงออกมาพร้อมๆกับเคียวที่เปล่งแสงสีฟ้าตอบสนองขึ้น

[…อ่า บางที]

เอิลต้าที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ในที่สุดแล้วเธอก็คิดขึ้นว่ามั่นน่าผิดหวังกับความพยายามของเขาที่มันจะมาล้มเหลวแบบนี้

‘ชิ ฉันไม่รู้อะไรด้วยแล้ว’

เธอได้ส่งพลังเล็กๆออกไป มันเล็กน้อยมากจนตัวยูอิลฮานยังรู้สึกไม่ได้เลยเข้าไปภายในเครื่องป้องกันข้อมือ ในตอนนั้นเองหินพลังเวทย์ขนาดเม็ดถั่วได้ส่องแสงออกมาก่อนที่จะหายไปพร้อมกันกับเคียว

สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือเครื่องป้องกันข้อมือข้างซ้าย

[หัตถกรรมมานาได้เพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 2!]

[มันล้มเหลวไหม?]

“ไม่”

ยูอิลฮานได้ตอบกลับมาอย่างมั่นใจก่อนจะใส่เครื่องป้องกันข้อมือลงไปและกระชับมันให้แน่น

หลังจากได้ใส่เครื่องป้องกันข้อมือเสร็จแล้ว เขาก็ได้สูดหายใจสั้นๆและวิ่งไปที่ชิงช้าที่อยู่ใกล้ที่สุด

เขาได้วาดมือผ่านชิงช้าไปโดยที่ไม่ได้สัมผัสใดๆ ยังไงก็ตามในตอนที่เขาวาดมือผ่านไปโซ่ทั้งสองอันที่เกี่ยวชิงช้าเอาไว้อยู่ก็ได้ถูกตัดและที่นั่งชิงช้าได้ตกลงไปบนพื้นทราย

ยูอิลฮานได้โพสท่าตัวเองด้วยการชูแขนซ้ายขึ้นทันที

[โอ้]

“เธอเห็นแล้วใช่ปะ?”

ได้มีเคียวที่คมกริบยื่นออกมาจากตรงกลางของเครื่องป้องกันข้อมือของเขา เคียวนี้ปกติแล้วจะซ่อนอยู่ข้างในและมันจะโผล่ออกมาในเฉพาะตอนที่เขาต้องการเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการ

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย <