0 Views

บทที่ 79 – ตอนนี้ฉันก็ด้วย (5)

ยูอิลฮานได้เหลากระดูกของโอโรจิจำนวนมากจนมันคมขึ้นจนกลายเป็นใบมีดและมันก็เหมือนกับเกล็ดบนเสื้อคลุม พวกมันต่างก็เป็นอาร์ติแฟคระดับแรร์

ในระหว่างกระบวนการหัตถกรรมมานาพวกมันทุกๆนั้นได้ใช้หินพลังเวทย์ที่เขามีอยู่อีกมากทำให้ใบมีดพวกนี้่ได้เปลื่ยนไปเป็นระดับยูนีค

[มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้สร้างที่พยายามจะทำแบบนี้นะ….]

มันจะไม่มีใครคิดที่จะทำแบบที่ยูอิลฮานเลยงั้นหรอ? การพยายามจะทำให้อาร์ติแฟคสองอย่างมารวมกันเป็นอย่างเดียวได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในโลกอื่นๆจนมาถึงตอนนี้ มันก็มีการประสบความสำเร็จบ้างเช่นกันและในบ้างครั้งก็เกิดอาร์ติแฟคที่ทรงพลังเกิดขึ้นมา

ยังไงก็ตามสิ่งที่ยูอิลฮานกำลังทำในตอนนี้มันมีคุณภาพที่ต่างไป เขาไม่ได้พยายามจะรวมอาร์ติแฟคสองอันเป็นอันเดียว แต่ว่าเป็นการสร้างอาร์ติแฟคอย่างอิสระให้เข้ากันได้ในฐานะของชิ้นส่วนอาร์ติอฟคด้วยความสามารถในการจัดการกับโลหะที่บ้าไปแล้ว

นี่มันเป็นสิ่งที่บ้ามาก! มันก็น่าจะมีวิธีอื่นในการทำแบบนี้นอกจากเกล็ดกับใบมีดอีกด้วย และยูอิลฮานก็น่าจะรู้ในวิธีอื่นๆด้วยเช่นกัน แต่ว่าในตอนนี้เขาทำแค่ในสิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น

บางทีเขาอาจจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับเขาในตอนนี้หรือก็เพราะเอิลต้าตัดสินใจจะเชื่อแบบนี้

“ใบมีดเสร็จแล้วววว”

เนื่องจากว่าเขาทำชิ้นส่วนเสร็จแล้ว ในตอนนี้ยูอิลฮานก็ได้ไปเริ่มทำเกราะ ในระหว่างจัดการใบมีดกระดูก เขาก็ได้รู้ความจริงว่ากระดูกก็ยังมีคุณสมบัติของโลหะเหมือนเกล็ดอีกด้วย ดังนั้นเขาก็เลยละลายส่วนที่เหลือของกระดูกด้วยเพลิงนิรันดร์และทำให้พวกมันกลายมาเป็นแท่งโลหะสีม่วง

สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือละลายมันและขึ้นรูปเป็นเกราะ

จากหมวกจนถึงเท้ายูอิลฮานได้ทำแต่ละส่วนของชุดเกราะแบบเต็มตัวขึ้นและรวบรวมใบมีดขนาดใหญ่และเล็กมาก่อนที่จะหยิบหินพลังเวทย์คลาส 3 มา

‘พลังป้องกัน พลังโจมตี ฉันต้องเอาพวกมันทั้งหมดมา ไม่สิ ฉันจำเป็นต้องทำแบบนั้น’

ภายในหัวของยูอิลฮานก็คือรูปร่างตัวเขาที่ใส่เกราะที่สมบูรณ์แล้ว

เกราะของเขาไม่ใช่แค่จะไม่ถูกกระสุนพลังเวทย์ของโอโรจิเท่านั้น แต่ว่ามันจะต้องปกป้องเขาได้ตลอดเวลา และไม่ใช่แค่ป้องกันเท่านั้นแต่ต้องสวนกลับไปได้ด้วย!

หัตถกรรมมานาได้เริ่มขึ้นและมานาได้เดือดขึ้นมาในทันทีเหมือนกับกำลังคอยมันอยู่ จากนั้นมันได้ห่อหุ้มหินพลังเวทย์กับชุดเกราะ

เนื่องจากว่าตาของเขาปิดอยู่ทำให้ยูอิลฮานรู้เพียงแค่ว่ามีแสงสว่างส่องออกมา แต่ว่าเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจลึกๆจากลิต้า เขาก็พอจะเดาได้ว่าการทำหัตถกรรมมานาของเขาประสบผลสำเร็จ

[เกราะเต็มตัวงูเหลือมแห่งมังกรเพลิงเกราะเหล็กได้เสร็จสิ้น]

[เกราะเต็มตัวงูเหลือมแห่งมังกรเพลิงเกราะเหล็ก]
[ระดับ – ตำนาน]
[พลังป้องกัน – 6,500]
[พลังโจมตี – 4,200]
[ออฟชั่น –
พลังป้องกันเพิ่มขึ้น 40%
ความต้านทานธาตุไฟเพิ่มขึ้น 80% มีโอกาส 20% ที่จะสะท้อนการโจมตีส่วนหนึ่งกลับไปได้เมื่อถูกการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับเพลิง
เรียกใบมีดออกมาจากที่ที่ต้องการได้บนชุดเกราะ เมื่อใช้มานาใบมีดจะขยายใหญ่ขึ้น]
[ข้อจำกัดการใช้งาน – ผู้สร้าง ยูอิลฮาน]
[ผลงานชิ้นเอกที่สร้างขึ้นมาจากช่างตีเหล็กที่ใช้วัสดุที่เหมาะกับทักาะของเขาและได้นำเอาความสามารถสูงสุดออกมา ไม่เพียงแค่แข็งแรงทนทานเท่านั้น แต่ว่ามันยังมีคมเขี้ยวที่ทรงพลังมากพอจะบดขยี้ลมหายใจศัตรู]

ดวงตาของยูอิลฮานได้เปิดขึ้น เบื้องหน้าของเขาก็คือเกราะเต็มตัวที่ส่งแสงสีม่วงดำที่แสดงถึงออร่าแห่งความตายออกมา แต่ว่ามันก็ดูสวยงามมากเช่นกัน

ใบมีดนับร้อยที่เขาได้สร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจไม่มีให้เห็นเลยสักที แต่ว่ายูอิลฮานก็รู้ความจริงว่ามันจะปรากฏออกมาแน่ในตอนที่เขาต้องการ

เขาก็กังวลว่ามันจะจบลงแค่อาร์ติแฟคระดับยูนีคเท่านั้น แต่ว่าดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องกังวลเลย นอกไปจากนี้มันก็ยังมีออฟชั่นที่เขาต้องการทั้งหมดทำให้เขาพึงพอใจกับมันเป็นอย่างมาก

ในบรรดาออฟชั่นพวกนี้ ความต้านทานที่เกี่ยวข้องกับไฟเป็นที่ดึงดูดเขาที่สุด เขาได้คิดย้อนไปในตอนที่รับได้รับบาดเจ็บจากกระสุนเวทย์ของโอโรจิ ด้วยออฟชั่นนี้มันจะไม่มีทางเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกแน่

ยังไงก็ตามสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเลยก็คือการขยายใบมีดที่เขาไม่ได้ต้องการมันเลยจริงๆ มันไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการมันหรอก เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยที่จะคิดถึงเรื่องนี้

“นับจากที่ฉันใช้มานาได้ ฉันก็ได้เห็นในสิ่งที่มันเป็นไปได้มากขึ้นแล้ว”
[มันเป็นเรื่องธรรมดาที่อาร์ติแฟคจะได้รับอิทธิพลมาจากผู้สร้าง]

เอิลต้าได้พูดเหมือนกับไม่มีอะไร แต่ว่าเธอก็ยังตกใจเช่นกัน

การขยายอาวุธมันเป็นเวทย์ที่เจอได้บ่อยๆ แต่ว่ามันก็เป็นเวทย์ การที่ยัดพลังเวทย์เข้าไปให้เป็นออฟชั่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่ยูอิลฮานคิด

แม้ว่าการทำหัตถกรรมมานาจะเป็นการใส่ความหวังลงไปในไอเทม แต่ว่าความหวังที่ยิ่งใหญ่หรือไร้สาระมันก็จะไม่เกิดผล

นี่มันเป็นเหตุผลที่เอิลต้าสามารถจะอัดพลังแห่งปาฏิหาริย์ลงไปในกระเป๋าสะพายได้ถึงแม้ว่าหัตถกรรมมานาของเธอจะมีเลเวลที่น้อยกว่ายูอิลฮานเพราะว่าเธอเป็นทูตสวรรค์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในด้านเวทมนตร์ระดับสูง

ยังไงก็ตามยูอิลฮานก็ประสบความสำเร็จในการใส่พลังแห่งเวทมนตร์ลงไปถึงแม้ว่าเขาจะเพิ่งใช้มานาได้ ใช่แล้ว เหตุผลที่ทำไมอุปกรณ์ที่เขาสร้างขึ้นมาถึงแข็งเป็นอย่างมากมันไม่ใช่แค่สกิลการตีเหล็กของเขา แต่ว่ามันก็ยังอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ของเขาที่มากมายมหาศาลนั่นเอง

นั่นมันหมายความว่าถ้าหากว่ายูอิลฮานได้รับบันทึกไปเรื่อยๆแบบนี้งั้นบางทีโลกก็ไม่พอสำหรับเขาแล้ว

ยังไงก็ตามความคาดหวังที่เต็มไปด้วยความหวังของเอิลต้าก็ได้ถูกขัดลงไปด้วยเสียงที่ดังต่อมาจากยูอิลฮาน

“ว้าว นี่มันแข็งเป็นบ้าเลย ฉันไม่มั่นใจกับความสามารถของมันมาก แต่ว่ามันแข็งยิ่งกว่าฮาคาเนี่ยมแน่นอนเลย”

เพลิงนิรันดร์ได้ยกระดับความร้อนขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และดาบรวมเมฆาสวรรค์ก็ทนอยู่ในเพลิงนั่นเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยูอิลฮานได้หัวเราะออกมาในขระที่หยิบดาบที่ยกได้ยากแม้ว่าจะใช้ทั้งสองมือก็ตาม

“ฉันคิดว่าเพลิงนิรันดร์จะละลายมันได้ซะอีกนะ แต่ว่าต่อให้ละลายได้ การจะขึ้นรูปมันเป็นหอกก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉันเหมือนกัน”
[อืมม ส่วนผสมในการทำกับดักแห่งการทำลายมันเน้นไปที่คุณสมบัติด้านเวทมนตร์มากกว่าความแข็งนะ] (เอิลต้า)

เอิลต้าได้พูดออกมาและมองไปที่เตาเผา เธอได้มองไปที่ปลายดาบยักษ์ที่เขายังถือเอาไว้อยู่ มันก็ละลายแล้วนี่?

แม้แบบนั้นดาบรวมเมฆาสวรรค์ก็ทำมาจากกระดูกของโอโรจิ มันแข็งเกินกว่าที่จะพูดออกมาได้ เอิลต้าก็คือดว่ายูอิลฮานก็อาจจะเจอปัญหากับระยะเวลาในการละลายมันดังนั้นเธอเลยแนะนำออกไป

[คุณก็แค่ใช้มันเป็นดาบก็ได้นี่ คุณก็เชี่ยวชาญวิชาเหมือนกันนี่ มันจำเป็นจริงๆหรอที่จะต้องเปลื่ยนมันไปเป็นหอก?]
“แน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ที่จะเตรียมดาบดีๆไว้ ยังไงก็ตามฉันชำนาญในการใช้หอกมากกว่า นอกไปจากนี้ถ้าหากว่าฉันทำในสิ่งที่ฉันต้องการไม่ได้งั้นฉันก็ไม่มีคุณสมบัติเป็นช่างแล้ว”

ยูอิลฮานเป็นคนที่มักจะอยู่เหนือการประเมินตลอดเวลา แต่ว่าเขาก็แยกความต่างระหว่างสิ่งที่ทำได้กับทำไม่ได้ออก และดาบเล่มนี้ถึงมันจะยากก็ตาม มันก็เป็นศัตรูที่ท้าทายได้

เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งที่เขากังวลมากที่สุด การจะแก้มันก็คือเวลาเท่านั้นทำให้การต่อสู้ของเขากับดาบรวมเมฆาสวรรค์ต้องปล่อยไว้ก่อน

{กรรรรรรรรรรรรรรรรรรร!}

ในตอนนี้เองเสียงคำรามที่จะแยกหัวของเขาก็ได้ดังขึ้นมา บางทีมันอาจจะเศร้าที่ดาบที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างมันกำลังถูกละลายลงไปด้วยไฟทำให้พลังชีวิตที่ยูอิลฮานได้ดูดมาด้วยสกิลผู้สะสมความตายเกิดคลั่งขึ้นมา

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่พลังชีวิตของมันแต่ว่าดาบรวมเมฆาสวรรค์ก็ได้สั่นเล็กน้อย

“โฮ่”

เมื่อเห็นแบบนี้มุมปากของยูอิลฮานได้ยกโค้งขึ้น

ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็คิดว่าอาจจะมีความเป็นไปได้อีกหลายอย่างที่จะทำกับอาวุธนี้ในอนาคต

***

“ฟู่วววว”

เมื่อสองเดือนได้ผ่านไปแล้วยูอิลฮานก็หยิบเอาโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา

“แม้แต่วินาทีเดียวก็ยังไม่ผ่านไปเลย โอ้ 2 3 วิแล้ว”
[ในที่สุดคุณก็รู้แล้วสินะว่าอาร์ติแฟคที่ฉันให้คุณไปมันสำคัญยังไง?]

เสียงของเอิลต้าฟังดูภูมิใจมาก เธอได้นึกไปถึงคำพูดของสเปียร่าที่ว่าสิ่งมีชีวิตชั้นสูงควรทำในสิ่งที่สิ่งมีชีวิตชั้นสูงทำได้และสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำก็ควรทำในสิ่งที่พวกเขาทำได้

เนื่องจากว่าเธอรู้ในพลังของนาฬิกาทรายแห่งกาลเวลาดีทำให้เธอก็ยังเข้าใจในความตั้งใจที่ทูตสวรรค์คนนั้นให้สิ่งนี้กับเขาได้

‘พวกเราก็ทำมันมาก เธอเข้าใจพวกเขาใช่ไหม’

แต่ไม่ว่าเอิลต้าจะมีความรู้สึกที่ซับซ้อนยังไงก็ตาม ยูอิลฮานได้มองไปที่หน้าร้านแวนการ์ดและหยักหน้าอย่างพอใจ

“ฉันบอกว่าฉันจะขายพวกมันในสองเดือนต่อมา แต่ว่าการสอบถามข้อมูลมันระเบิดกระจายไปแล้ว”
[ฉันคิดว่าโทรศัพท์ของคุณก็จะลุกเป็นไฟด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตระกูลเทพสายฟ้าจะพยายามซ่อนไว้แล้ว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะซ่อนมันได้ตลอดหรอก]
“ถึงแม้แบบนั้นฉันก็มีแผนที่จะให้โอกาสกับทุกๆตระกูลที่มีส่วนร่วมกับคลื่นดันเจี้ยนอย่างเป็นธรรม”

ไม่ เข้าต้องการแบบนี้ เขาได้ตั้งใจสร้างอุปกรณ์ระดับมาตราฐานและระดับสูงภายในบาเรีย แต่ว่าเขาก็จะไม่สามารถเอาของพวกนั้นไปขายได้ เอิลต้าก็ยังคิดย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบาเรียและบ่นออกมา

[ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะใช้วัสดุพวกนั้นทั้งหมด]
“บรรพบุรุษเคย…”
[หยุดเรื่องบรรพบุรุษเลย!]

เมื่อเห็นเอิลต้าบ่นมาอย่างนี้ ยูอิลฮานก็หัวเราะออกมาและลูบหัวเธอ

“ยังไงก็ตาม ฉันเกือบจะทำไอเทมที่จะขายเสร็จแล้ว ดังนั้นฉันก็น่าจะยื้อเวลาไปอีกซะนิด แล้วก็มาดูกัน ฉันคิดว่าฉันยังต้องพบกับตระกูลเทพสายฟ้าอีกครั้งแล้วก็ยัง….”

ยูอิลฮานก็ยังนึกย้อนไปถึงร้อยโทฮานโยรังกับร้อยเอกยุนเดฮานที่เขาได้เจอในโตเกียวและหัวเราะออกมา

ทั้งสองคนดูจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์เนื่องจากว่าทั้งคู่มีพลังใกล้ๆกับคลาส 2 แต่ว่าสิ่งของบนร่างกายของพวกเขาก็เรียกได้เลยว่าขาดอยู่หากเป็นในแง่ดีแต่หากเป็นแง่ร้ายคือขยะไปเลย

เขาไม่ได้มีความประทับใจแย่ๆกับทั้งสองคนและเนื่องเขาได้ประทับใจในสิ่งที่ยุนเดฮานกล่าวออกไปในระหว่างที่เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้น เขาจะรู้สึกรำคาญมากแน่หากว่าคนๆนั้นตายไปเพราะเขาติดต่อไปหาช้าเกินไป

“ฉันควรติดต่อไปหาพวกเขาปะ?”

ยูอิลฮานได้พึมพัมในขณะที่หยิบเอานามบัตรออกมาจากกระเป๋าสะพายด้วยความสามารถของกระเป๋าด้วยความเคยชิน

ในตอนที่ฮานโยรังได้ดีใจกับการได้กลับบ้านหลังจากมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายในชิบะถูกจัดการ ยูอิลฮานได้ปลอมตัวเป็นนักสู้ธรรมดาและเข้าไปหาร้อยเอกยุนเดฮานเพื่อเอาข้อมูลนี้มา

ยุนเดฮานกับฮานโยรังได้เบิกต้ากว้างเมื่อได้ยินว่ายูอิลฮานต้องการจะค้าขายอุปกรณ์ เมื่อยูอิลฮานได้หยิบเอาอาวุธออกมาจากกระเป๋าสะพายทั้งสองคนก็รู้ได้ว่าเขาไม่ได้พูดขึ้น ยูอิลฮานรู้มานานแล้วว่าสองคนนี้คุยรู้เรื่อง

หลังจากนั้นก็ถึงจังหวะของยูอิลฮาน ตาของทั้งสองคนได้เบิกกว้างขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินว่ายูอิลฮานต้องการขายอาวุธในราคาถูกให้กับกองกำลังปราบปราม

แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองคนก็สงสัยขึ้นเนื่องจากว่าทั้งซูซาโนะและยูอิลฮานใช้หอก แต่ว่ามันก็ไม่สำคัญเลย ในตอนนี้ยูอิลฮานไม่ได้มีเจตนาจะซ่อนตัวอยู่แล้ว

ทำไมล่ะ? ก็เพราะนับตั้งแต่ที่เขาใช้มานาได้แล้วความน่าจะเป็นที่เขาจะถูกผลักตกจากการเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็น้อยลงไปอย่างมากแล้ว!

นอกไปจากนี้ก็ยังเป็นเพราะตระกูลเทพสายฟ้าที่เขามีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างดีก็เป็นกลุ่มตระกูลที่ทรงพลังไม่แพ้ตระกูลอื่นๆในโลก

[พวกเขาน่าจะเพิ่งมาถึงเกาหลีนะ]
“….โอ้จริงด้วย มันเพิ่งจะผ่านมาแค่วันเดียวนับตั้งแต่คลื่นดันเจี้ยนสินะ”
[ถ้าพูดให้ถูกมันเพิ่งจะผ่านมาเป็นเวลา 9 ขม. 38 นาทีนับตั้งแต่ที่คุณฆ่ามอนสเตอร์ตัวสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นมาจากคลื่นดันเจี้ยน]

ถึงแม้ว่าเขาจะคิดไว้แล้วแต่ว่าเมื่อได้ยินเขาก็รู้สึกแปลกๆ เขาได้สร้างทุกๆอย่างที่เขาทำได้เป็นเวลาสองเดือนและแม้กระทั่งทดสอบพวกมันจนสมบูรณ์ แต่ว่าในตอนนี้มนุษยชาตก็เพิ่งจะหายใจได้เลย

มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้รู้สึกมานานแล้วนับตั้งแต่ที่เขาถูกทิ้งไว้บนโลก

[สเปียร่าได้บอกว่าคุณจะสามารถเอาชนะความไร้สาระบ้าๆนี่ได้]
“ฉันอยากจะไปตบหน้าเธอซักครั้งจริงๆเลย”
[ถ้าเป็นไปได้ก็ทำเลย ไม่สิ ฉันขอร้องให้คุณช่วยตบ… อะแฮ่ม ไม่สิ อย่าได้ไปสนใจในทูตสวรรค์ที่มีแต่กล้ามเนื้อไร้สมองเลย]

ดูเหมือนว่าเอิลต้าจะเกลียดในทูตสวรรค์ที่มีชื่อว่าสเปียร่ามากๆเลยทีเดียว ในตอนนี้ยูอิลฮานก็ได้ติดต่อไปหายุนเดฮานด้วยข้อมูลที่เขาได้มา

[เรากำลังรอสายจากคุณอยู่เลย มาพบเราได้ตลอดเวลา]

นี่คือคำพูดที่ยุนเดฮานได้พูดกลับมาในทันทีที่รับสาย มันดูเหมือนว่าเขาจะเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวยูอิลฮานเปลื่ยนความคิด

“ยอดเยี่ยม”

ยูอิลฮานได้ยิ้มและพูดออกมา

“มาคุยธุกิจกันเถอะ”

ในตอนนี้คือช่วงเวลาของแผนในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับมนุษยชาติขั้นที่ 2


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 3 แล้วครับ