0 Views

บทที่ 72 – ฉัน เทพพระเจ้า!? (5)

 

ยูอิลฮานได้เงหน้าขึ้นอย่างฉับพลันในทันที ความเข้มข้นของมานาจำนวนมากกำลังโจมตีเขา

ไม่ใช่แค่นั้นแต่มอนสเตอร์ในที่นั่นก็ดูเหมือนจะถูกดึงดูดทำให้พวกมันเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะวิ่งไปยังจุดๆหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง

“ออร่านั่นมันอะไรนะ? ฉันคิดว่ามันโครตอันตรายเลย”
[โอ้พระเจ้า มันคือการล้นของพลัง!] (ลิต้า)
[มันเกิดขึ้นได้ยังไง] (เอิลต้า)

ลิต้ากับเอิลต้าที่สังเกตุเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังตะโกนออกมาอย่างตกใจ ยูอิลฮานที่รู้ได้แล้วว่าสถานการณ์นี้มันเป็นเรื่องเร่งด่วนยังไงทำให้เขาเริ่มวิ่งไปในทางเดียวกันกับที่มอนสเตอร์และขว้างหอกออกไปเพื่อที่จะลดจำนวนมอนสเตอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ยังไงก็ตามถ้าหากว่าแค่นี้เขาก็หยุดสถานการณ์ได้งั้นการล้นของพลังก็คงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกแล้ว

“การล้นของพลังเป็นปรากฏการที่จะเกิดขึ้นเมื่อประสิทธิภาพของกับดักแห่งการทำลายแข็งแกร่งจนเกินไป แถมในตอนนี้มันไม่ใช่แค่กับดักแห่งการทำลายเท้านั้นแต่ว่าดันเจี้ยนก็ยังพังลงอีกด้วยดังนั้นมันจะเกิดบ้าอะไรขึ้นกันเนี้ย?”
[ฉันก็ไม่รู้! การที่กับดักแห่งการทำลายที่จู่ๆก็ทำงานนี่มัน… ไม่เลย นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก] (ลิต้า)

ในตอนที่ลิต้าตะโกนส่ายหัวออกมา ยูอิลฮานก็ได้คิดว่าสถานการณ์นี่มันน่ากลัวมากแล้ว

“ในสถานการณ์นี้ที่ที่มีมอนสเตอร์จำนวนมหาศาลถูกปล่อยออกมาในพื้นที่ที่จำนัดเนื่องจากการพังของดันเจี้ยน ถ้าหากว่ามีใครสักคนโยนกับดักแห่งการทำลายมาในที่ที่เดียวกัน งั้นมันจะเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้เกิดการล้นของพลัง?”

การคาดการณ์ของยูอิลฮานถูกตรง จริงๆแล้วถ้าหากว่าการล้นของพลังเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้อย่างคลื่นดันเจี้ยนมันก็คงไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้ว

[ทำไมใคนคนนั้น… ใครกัน!] (เอิลต้า)
[คนทรยศ… มันมีจำนวนมาก] (ลิต้า)

ในขณะที่เอิลต้าเห็นด้วยและตกใจอยู่ ลิต้าที่รู้ถึงสถานการณ์แล้วได้กัดฟันกรอด

เธอรู้เป็นอย่างดีว่าคนทรยศที่เจอในครั้งนั่นเป็นแค่พวกปลายแถว ที่เขาถูกฆ่าไปก็เนื่องจากว่าพวกเธอไม่มีทางที่จะสืบสาวหาเบื้องหลังจากเจ้านั่นได้ พวกเธอก็ยังรู้ด้วยว่ามันยังเป็นไปได้ที่จะมีคนทรยศอีกมากในหมู่ระดับสูง ดังนั้นพวกเธอจึงระมัดระวัง มันไม่ใช่ว่านี่เป็นเหตุผลให้ทูตสวรรค์คนอื่นๆจำนวนมากถูกส่งมาที่โลกเพื่อป้องกันเรื่องนี้หรอ?

[ทำไมเขาต้องทำแบบนี้? เขาต้องการจะทำลายโลกงั้นหรอ?] (เอิลต้า)
[มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่คิดแบบนั้น ยังไงก็ตามสำหรับตอนนี้การแก้ปัญหาการล้นของพลังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด!] (ลิต้า)

ลิต้าพูดถูก ในตอนนี้มันไม่มีความจำเป็นจะต้องคิดเรื่องอื่นๆแล้ว ยูอิลฮานจำเป็นแค่รีบวิ่งไปข้างหน้า

“พายุซูซาโนะกำลังไล่ตามมอนสเตอร์ไป!”
“เวรเอ้ย ตามท่านซูซาโนะ! ถ้าพวกเราตามไม่ทันงั้นเราทั้งหมดจะตาย!”
“การล้นของพลัง มันเป็นการล้นของพลังแน่นอนและหากมันเกิดพวกกลายพันธ์ขึ้นในสถานที่ที่มีความเข้มข้นของมานาที่สูงมาก… เวรเอ้ย!”

กองทัพซูซาโฯะก็ยังดูจะรู้ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนี้เช่นกัน บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เคยมีประสบการณ์กับการล้นของพลังในต่างโลกและที่ LA มาก่อนด้วย ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นสถานการณ์แบบนี้เขาจึงเดาได้ถูกต้อง

[ยูอิลฮานช่วยรีบกว่านี้หน่อย! เร็วกว่านี้อีกนิด!] (เอิลต้า)
“ฉันรู้ ตอนนี้ฉันวิ่งเต็มที่แล้ว!”

สถานที่ที่ได้ถูกสันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลางของการล้นของพลังที่อยู่ห่างไจากที่ที่ยูอิลฮานสู้อยู่คือ 30 กิโลเมตร มันเป็นเรื่องโชคดีที่มันไม่ได้เกิดขึ้นไกลนักทำให้ยูอิลฮานเร่งสปีดเต็มกำลัง

หลังจากที่เขาได้ค้นพบการผสานกันของการฟื้นฟูเหนือมนุษย์กับพลังเหนือมนุษย์ทำให้ในตอนนี้มันเป็นไปได้แล้วที่เขาจะใช้พลังเหนือมนุษย์ได้แทบจะต่อเนื่องตราบที่เขายังมีบลัดดริ้งอยู่ เขาได้เน้นพลังทั้งหมดไปที่กล้ามเนื้อในการวิ่ง

ในตอนนี้เนื่องจากเขาใช้มานาไม่ได้ดังนั้นการใช้พลังเหนือมนุษย์ตลอดเวลาคือพรสำหรับเขาแล้ว

[มันอันตราย….] (ลิต้า)

ลิต้าได้กังวลขึ้นมา

[นี่มันอันตรายเกินไป ตอนนี้มันไม่ดีแล้ว มันจะเป็นเรื่องแย่ถึงในจุดที่ฉันคิดว่าการพังของดันเจี้ยนคือสิ่งที่ได้รับการวางแผนมาอย่างละเอียดอ่อน ความเข้มข้นของมานามันมากเกินกว่าปกติในเขตคันโตและเลเวลของมอนสเตอร์ก็สูงตามขึ้นไปด้วย การพังของดันเจี้ยนก็ได้กิดขึ้นมาพร้อมๆกัน คลื่นดันเจี้ยนและการที่ผู้ใช้พลังที่แข็งแกร่งมารวมตัวกัน ทั้งหมดนี้ต่างก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของมานาที่เพิ่มขึ้นและพวกมันก็กระจายกับดักแห่งการทำลายออกไปเพื่อให้เกิดการล้นของพลังเทียมขึ้นมา มอนสเตอร์ที่อยู่รอบๆนี่ส่วนใหญ่อยู่ที่คลาส 2 และบางทีมอนสเตอร์ที่เกิดขึ้นมาในตอนท้ายของการล้นพลังนี้บางที… แค่บางที] (ลิต้า)
“มันไม่สำคัญอะไรหรอก”

ในขณะที่กำลังวิ่งเต็มสปีดนี้ยูอิลฮานก็ได้ตรอบสอบในสภาพของเขา สกิลของเขาและอุปกรณ์ของเขาอีกครั้ง

“ฉันจะฆ่ามันไม่ว่าจะเป็นคลาส 3 หรือ 4 ก็ตามที”

เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงในตอนที่เขาได้จบชีวิตจอมเวทย์ไปในทันที ยูอิลฮานก็คิดว่าเรื่องในคราวนี้มันไม่จบง่ายแบบนั้นแน่และส่ายหัวของเขา

สถานการณ์ในตอนนี้มันต่างไปจากคราวที่แล้วอย่างสมบูณณ์ จอมเวทย์ไม่มีการป้องกันเลยสักนิดและเขาก็ไม่ได้มีโอกาสแสดงความสามารถออกมาเต็มทีและเขาก็เป็นจอมเวทย์ที่มีพลังป้องกันต่ำที่สุดในคลาสทั้งหมด

เขาไม่รู้เลยว่ามอนสเตอร์อะไรจะออกมาจากการล้นของพลัง แต่ว่าการป้องกันของมันจะต้องอยู่ในระดับที่ต่างไปกับจอมเวทย์แน่นอน บางทรพลังโจมตีและระยะการทำลายของมันก็ด้วย

ยังไงก็ตามถึงแตกต่างแล้วทำไงได้ล่ะ? การเสริมพลังมนุษยชาติของยูอิลฮานยังไม่สำเร็จเลยและมอนสเตอร์ก็มาปรากฏขึ้นแล้ว ดังนั้นยูอิลฮานต้องยอมแพ้แล้วก็หนีไปเพราะการที่เห็นว่ายากที่จะฆ่ามันหรอ?

นั่นมันเป็นไปไม่ได้เลย ง่ายๆคือหากเขาฆ่ามันไม่ได้งั้นโลกก็จะก้าวสู่เส้นทางการถูกทำลายแล้ว มันไม่มีใครอื่นอีกแล้วนอกจากยูอิลฮานที่จะฆ่ามันได้

[อิลฮาน พวกเรามาถึงแล้ว!]

ยูอิลฮานได้หยุดความคิดของเขาและเงยหน้าขึ้นมา

นี่คือสถานที่ที่น่าทึ่งจริงๆ พายุมานาที่รุนแรงและมอนสเตอร์จำนวนมหาศาลที่วิ่งเข้าไปหามันโดยไม่คำนึงถึงชีวิตพวกมันเลย เมืองที่พังทหาลและมนุษย์ที่หลงทางไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ

ถ้าเขามาถึงก่อนหน้านี้มันจะต่างไปไหมนะ? เขาจะสามารถป้องกันการปรากฏตัวของพวกกลายพันธ์ได้ไหมนะถ้าเขาใช้อาวุธทั้งหมดของเขา? แต่ว่าในตอนนี้คำถามประเภทนี้มันไม่มีค่าใดๆ

มอนสเตอร์ที่รวมกันที่นี่ทั้งหมดได้ทิ้งตัวเองไปในพายุและเลเวลของตัวกลายพันธ์จำนวนมากที่น่ากลัวก็ได้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้

และแม้แต่ในหมู่พวกกลายพันธ์ด้วยกันเองก็ยังมีมอนสเตอร์ตัวใหญ่ที่ได้ดูดซับในพลังของกับดักแห่งการทำลายทั้งสามอันปรากฏขึ้นมา

{ก๊าซซซซซซซ}
“พรืดด”

หลังจากได้เห็นรูปลักษณ์ที่ปรากฏตัวออกมาพร้อมๆกับเสียงคำราม ยูอิลฮานก็ได้หลุดหัวเราะออกมา

“เธอพอจะมีดาบในตำนานให้ฉันปะ?”
[ไม่] (ลิต้า)

ลิต้าได้ตอบกลับมาอย่างเด็ดขาด ยูอิลฮานได้หยักหน้าเหมือนกับเขารู้อยู่แแล้วและยืดเอวอยู่ข้างหน้าของมอนสเตอร์ยักษ์ที่มีแปดหัวและแปดหาง

“ถ้างั้นฉันก็ทำได้แต่สู้มันทั้งแบบนี้”

ในตอนนี้มอนสเตอร์มันได้ปรากฏตัวมาเบื้องหน้าของมนุษยชาติแล้ว มอนสเตอร์ตัวนี้มันดูคล้าบกัวโอโรจิในตำนวนที่ถูกจัดการไปโดยซูซาโนะตามตำนานญี่ปุ่น

{ก๊าซซซซซซซซซซซ!}
“หลักการการเกิดของพวกตัวกลายพันธ์นี่มันยังไงกัน? อย่าบอกฉันนะว่าเรื่องตำนานไร้สาระนั่นเป็นเรื่องจริงนะ?”
[ไม่มีทาง แต่ว่าในดินแดนญี่ปุ่นนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโอโรจิเป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยไม่ใช่หรอ?] (ลิต้า)

จากทั้งหนังสือ มังงะ หนัง เกมส์ การ์ตูน และจากคนอื่นๆ เรื่องราวของเจ้าตัวนี้ถูกถ่ายถอดออกไปนับครั้งไม่ถ้วน การมีอยู่ของโอโรจิมันเป็นเรื่องปลอม ดังนั้นมันจึงไม่มีบันทึกอะไรอยู่เลย แต่ว่าสื่อต่างๆก็ได้ส่งนตัวการมีอยู่ของมอนสเตอร์ปลอมๆนี้ต่อไป

[ฉันคิดว่าที่มันมีรูปร่างแบบนั้นเพราะมันได้ดูดซับบันทึกจากพวกเขาเหล่านั้น นี่มันคือสัตว์กลายพันธ์จริงๆ] (ลิต้า)

จริงๆแล้วยูอิลฮานไม่ได้สนสักนิดว่ามันจะมีรูปลักษณ์ภายนอกยังไง ต่อให้มันเป็นยังไงก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอยู่แล้ว เขาแค่ต้องสู้กับมัน

สิ่งที่สำคัญสุดในตอนนี้ก็คือพลังจำนวนมหาศาลที่เหมาะสมกับรูปลักษณ์ที่น่ากลัวของมันมากกว่า

{กรรรรรรรรรรรรรรร!}

มันได้พ่นน้ำลายออกมาจากปากของมันโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ เนื่องจากมันมีแปดปากทำให้มีน้ำลายออกมาถึง 8 ก้อน น้ำลายพวกนี้ได้เผาทุกๆอย่างที่มันสัมผัสและสร้างหลุมดินลงมา ทั้งมนุษย์และมอนสเตอร์ด้วยกันเองต่างก็ระเหยกลายเป็นไอในทันที มันเป็นพลังที่ไร้สาระเป็นบ้าเลย

“เวร!!”
“อะ โอโรจิ…”
“ไม่เป็นไร พวกเรามีท่านซูซาโนะอยู่ด้วย ตำนานกำลังถูกเล่นซ้ำอยู่!”
“ที่สำคัญกว่านั้นถ้าเราไม่หนีเราจะตายนะ! ศัตรูมันไม่ได้มีแค่โอโรจิเท่านั้นนะ!”

โอโรจิมันเป็นแค่หัวหน้าของพวกกลายพันธ์ มันยังมีพวกกลายพันธ์อื่นๆที่ปรากฏออกมาจากผลลัพธ์ของการล้นของพลังอยู่อีก งูยักษ์ กิ้งก่ายักษ์และปลาที่เดินสองขา… พวกมันทุกตัวต่างก็แข็งแกร่ง

“ยะ อย่าบอกฉันนะว่าพวกมันทั้งหมดมีคลาส 3 นะ?”
“ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ว่าก็มีตัวที่มีคลาส 3”
“เหี้ยแล้ว เราจะไปฆ่ามันได้ยังไงล่ะ!”

แม้แต่คนที่ได้ต่อสู้กับมอนสเตอร์ระดับสูงมานับร้อยตัวในตอนนี้ก็ยังตื่นตระหนก

นี่มันเป็นระดับที่ต่างไปจากที่พวกเขาเคยเห็นมาจนถึงตอนนี้โดยสิ้นเชิง พวกเราได้มีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการต่อสู้กับพวกก่อนหน้านี้ที่เพิ่งจะผ่านเลเวล 50 มาและในตอนนี้เลเวลต่ำสุดของพวกนี้มันก็อยู่ที่เลเวล 90 แล้ว พวกมอนสเตอร์คลาสสามมีนับสิบตัว

{ก๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ!}

โอโรจิได้พ่นก้อนน้ำลายสีม่วงของมันอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมนุษย์ได้ตื่นตระหนกจากการเห็นมอนสเตอร์เลเวลสูงจำนวนมากทำให้ก้อนน้ำหายสีม่วงนี้เป็นหายนะสำหรับพวกเขา นอกจากนี้เวลาในการพ่นน้ำลายใหม่ของมันก็ไม่ได้ยาวนานเลย ถ้าหากว่านี่เป็นเกมผู้สร้างคนสร้างมันไว้ในระดับนรกแล้วล่ะ

นอกไปจากนี้ก้อนน้ำลายสีม่วงก็ไม่ได้จบแค่การโจมตีตรงๆเท่านั้นแต่มันยังกระจายเพลิงสีม่วงออกไปทุกๆที่ มันเป็นพลังทำให้สนามรบนี้ได้กลายเป็นนรกเพลิง

“อ่า ฉันจะบ้าแล้วจริงๆ”
[ไม่ต้องสงสัยเลย มันอยู่คลาส 4 แน่ๆ] (เอิลต้า)

แม้แต่เอิลต้าก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีเพราะเธอไม่รู้จะแนะนำเขายังไง

เธออยากจะช่วยเขา แต่ว่าสกิลการสนับสนุนของทูตสวรรค์ไม่สามารถจะทำงานได้เว้นแต่จะอยู่ในโลกที่ถูกทอดทิ้ง เธอมอบคลาสนี้ให้กับยูอิลฮานเพราะว่าเธอไม่อยากจะถ่วงเขา แต่ว่าในตอนนี้มันก็ยังใช้งานไม่ได้

[อ๊าาา จริงๆเลย!] (เอิลต้า)
[ไม่ เอิลต้า] (ลิต้า)

เพียงแค่ในตอนที่เอิลต้ากำลังจะระเบิดความหงุดหงิดที่เก็บเอาไว้ออกมา หรือก็คือเธอกำลังจะทำสิ่งที่ขัดกับกฏของสวรรค์นั่นเอง ลิต้าได้ห้ามเธอไว้ด้วยน้ำเสียงสงบๆ

[เชื่อในตัวอิลฮานและรอเขา] (ลิต้า)
[นี่มันต่างกับในตอนที่เขาฆ่าจอมเวทย์มากนะ!] (เอิลต้า)
[ถ้างั้นก็พาเขามาและหนีไปถ้ามันดูจะไม่ได้ผลจริงๆ] (ลิต้า)
[เข้าใจแล้ว] (เอิลต้า)

สิ่งที่ทั้งสองคนพูดกันนี้ห่างทูตสวรรค์คนอื่นๆมาได้ยินคงลงโทษพวกเธอแล้วแน่ แต่ว่าโชคดีที่ในตอนนี้ไม่มีใครอยู่ มนุษย์ไม่มีใครเลยที่รู้สึกถึงทูตสวรรค์และทูตสวรรค์ต่างก็ยุ่งอยู่กับคู่หูที่ตัวเองดูแลอยู่

ยังไงก็ตามตัวยูอิลฮานเองก็ได้มองไปหาโอโรจิแล้ว

“ฉันคิดว่าฉันจะต้องล่อมัน”
[อะไรนะ?] (เอิลต้า)
[ว่าไงนะ?] (ลิต้า)
“หากเป็นแบบนี้ทุกๆคนนอกจากฉันได้ตายแน่ ฉันจะต้องล่อมันไปสู้ที่อื่น”

หลังจากตัดสินใจได้แล้วเขาก็พุ่งตัวออกไป ในมือของเขามี pile bunker ที่ไม่ได้ใช้บ่อยนักอยู่ แน่นอนว่ากระสุนในตอนนี้ก็โหลดอยู่ในขั้นสี่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นโอโรจิก็ตามแต่มันก็ไม่สามารถมองทะลุการปกปิดตัวตนของยูอิลฮานไปได้และเนื่องจากว่าเขาได้ฆ๋ามอนสเตอร์ไปอย่างนับไม่ถ้วนในขณะที่สกิลเทพแห่งความตายทำงานอยู่ทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าเดิมถึง 60% และเมื่อนับรวมในพลังทั้งหมดของเขาที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อโจมตีทีเผลอทำให้ตอนนี้เขาสามารถจะสร้างเสียหายได้ถึง 3 เท่าจากปกติ

แน่นอนว่านั่นก็ไม่พอที่จะฆ่าโอโรจิ แต่ว่ามันก็น่าจะพอที่ทำให้มันคลั่งไล่ล่ายูอิลฮานได้

ยูอิลฮานได้กระโดดตัวลอยขึ้นไปหลายร้อยเมตรในที่เดียวแต่ว่าโอโรจิก็ยังคงไม่เห็นตัวเขา

แม้ว่าจะมีศัตรูที่มาคุกคามถึงชีวิตของเขา แต่ทำไมเขาถึงยังทำออกมาล่ะ? ยูอิลฮานได้หัวเราะออกมาและเล็ง pile bunker ไปที่กึ่งกลางหัวที่อยู่ตรงกลางของมัน จากนั้นก็ใช้การกระโดดบนท้องฟ้าอีกครั้ง

“รับนี่ไปเลย ดู การ โจม ตี ของ ฉัน สิ้!”
[อย่ามาพูดอะไรแปลกๆในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้สิ] (เอิลต้า)

ในเวลาเดียวกันนี้ pile bunker ก็ได้เจาะเข้าไปในลำคอของโอโรจิที่มันเพิ่งจะเปิดขึ้นมาหลังจากยิงกระสุนเวทย์ไป ในอตนี้เองตาของโอโรจิได้เบิกกว้างอย่างเฉียบพลัง ยูอิลฮานได้ยิงกระสุนออกไปพร้อมๆกับในขณะที่เขาถ่ายโอนน้ำหนักของกระเป๋าสะพาย

{ก๊าซซซซซซซซซซซซซซ!}

เสียงกรีดร้องนี้มันดูเหมือนกับจะทำให้โลกแยกออกจากนั้น เสียงๆนี้ได้ดังลั่นไปทั่ว คนที่กำลังหนีเพราะความกลัวและคนที่กำลังสู้อยู่ต่างก็ต้องสั่นเพราะคลื่นสั่นสะเทือนนี้

และพวกเขาก็ได้เห็นคนที่ซ่อนตัวมาจนถึงตอนนี้ คนที่ที่นำทางพวกเขา

เนื่องจากว่าเขาฆ่าศัตรูไม่ได้ในครั้งเดียวทำให้การปกปิดตัวที่ยาวนานของเขาได้หายไปแล้ว

“ซูซาโนะ”
“โอ้พระเจ้า เขาเป็นมนุษย์จริงๆหรอ?”
{กี๊ซซซซซซ!}

คอของโอโรจิที่ถูก pile bunker โจมตีเข้าไปอย่างสมบูรณ์ได้พังจนยับเยิน กระสุนของ pile bunker ก็ยังไม่ได้หมดพลังลงมันได้ตัดผ่านคอของโอโรจิไปจนถึงร่างกายของมันพร้อมด้วยน้ำหนักหลายพันตัน เสียงดังลั่นได้ออกมาก่อนที่จะปิดท้ายด้วยเสียงระเบิด

ในขณะที่โอโรจิกำลังร้องอย่างเจ็บปวดนี้ ยูอิลฮานก็ได้ลงมาถึงพื้นแล้ว

“ทะ ท่านซูซาโนะ”
“ซูซาโนะ!”

เขารู้ดีว่าสายตาของผู้คนตรงมาที่เขาแล้ว แต่ว่าเขาก็ไม่สนใจ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องพวกนี้ เขาได้พุ่งตัวออกวิ่งในทันที

{ก๊าซซซซซซ!}

ทุกๆอย่างมันได้เป็นไปตามแผนของเขา เมื่อเจอกับความเจ็บปวดอย่างมหาศาลทำให้โอโรจิไล่ตามยูอิลฮานอย่างสุดพลัง ถึงแม้ว่าจะมีเหยื่อจำนวนมากแต่มันก็ไม่สนใจเพราะความโกรธที่ต้องการแก้แค้นกับยูอิลฮานที่ทำลายหัวของมัน

“มานี่ ตามมาเลย!”
{ก๊าซซซซซซ!}

ยูอิลฮานได้นำเอาพลังทั้งหมดของพลังเหนือมนุษย์มาเสริมที่กล้ามเนื้อขาของเขาและความเร็วของเขาในตอนนี้มันจนถึงจุดที่ชื่อเล่นบุรุษความเร็วแสงของเขามันไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว

นอกไปจากนี้ยังมีขวดบลัดดริ้งคาปากของยูอิลฮานอยู่ดังนั้นทำให้ความเหนื่อยล้าของเขาได้หายไปในทันทีก่อนที่พลังเหนือมนุษย์จะหมดไปซะอีก เขาสามารถจะรักษาพลังไว้จนกว่าบลัดดริ้งจะหมดลงไป

นี่มันเป็นไปได้เนื่องจากความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อของยูอิลฮานและสกิลของเขาที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำๆในสถานการณ์ที่วิกฤตอย่างไม่สิ้นสุด

“ท่านซูซาโนะ….”
“พาโอโรจิไปที่อื่น”
“เวรเอ้ย เราต้องช่วยเรา”
“สะกิดมันเรายังทำไม่ได้เลย”

กองทัพซูซาโนะส่วนใหญ่ได้ประกอบไปด้วยคนที่ยูอิลฮานได้ช่วยชีวิตเอาไว้ มันเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาต้องการจะช่วยยูอิลฮาน แต่ว่าในทางกลับกันพลังของพวกเขาอ่อนแอเกินไป

นอกจากนี้ยังมีมอนสเตอร์ตัวอื่นๆไล่พวกเขาอยู่ด้วยทำให้ตอนนี้แค่ดูแลตัวเองพวกเขาก็ยากแล้ว

ในขณะเดียวกันพวกตระกูลต่างๆก็ตระหนักได้ว่านี่เป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้เป็นที่รู้จัก แม้กระทั่งบางคนยังคิดว่าพวกเขาควรจะเป็นคนฆ่าโอโรจิ

“ฉันจำเป็นต้องตัดคอโอโรจิ”
“มิเรย์”
“ฉันรู้ เราจำเป็นต้องฆ่าพวกมันก่อน!”

คังมิเรย์ได้สร้างหอกสายฟ้าขึ้นเหนือคทาของเธอและขว้างมันออกไป หอกของจักรพรรดินีที่เป็นจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติได้ฉีกกระชากมอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามาหาตระกูลเทพสายฟ้า แต่ว่าเธอก็ยังไม่พอใจกับมัน

“ฉันไม่สามารถจะฆ่ามอนสเตอร์คลาส 3 ได้ในครั้งเดียวเลย ถึงแม้ว่าฉันจะใช้มานาลงไปถึงหนึ่งในสี่”
“ยูนา บัฟมิเรย์เร็ว”
“โอเคพี่ แต่ว่าฉันทำให้ดีที่สุดไม่ได้”

นายูน่าได้บ่นออกมาในขณะที่มอบบัฟให้กับมิเรย์ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของเธอคำพูดหลังของเธอทำให้คังฮาจินต้องคิดขึ้นก่อนจะถามกลับไป

“เธอใช้สิ่งที่ดีที่สุดไม่ได้หรอ? ในสถานการณ์สำคัญแบบนี้อะนะ?”
“ฉันจำเป็นต้องบัฟให้อิลฮานนนน”
“อะไรนะ”
“ถ้าเราไม่ฆ่าโอโรจิที่นี่ในตอนนี้งั้นโลกก็จะพังลงไป แต่ว่าไม่มีใครนอกจากเขาจะฆ่ามันได้ใช่ไหมล่ะ? ดังนั้นฉันต้องช่วยเขา”

ไม่ว่าจะเป็นเพราะว่าเธอขาดความเคารพในตัวเองหรือเชื่อมั่นในตัวเองมากก็ตาม นายูน่าก็ได้ประกาศออกไปอย่างหนักแน่น เธอได้ประกาศว่าไม่มีใครแล้วนอกจากยูอิลฮานที่จะทำมันได้ เธอบอกว่าคนอื่นๆทุกๆคนทำไม่ได้ และบอกว่าเธอต้องช่วยเขา

หากคนอื่นมาได้ยินเข้าก็คงจะโกรธ คังฮาจินก็เช่นกัน

“ไม่มีใครนอกจากนายยูอิลฮานที่จะฆ่ามันได้งั้นหรอ? ให้ตายสิ ฉันก็รู้มากขนาดนี้เลย”

จากในตอนที่เรื่องซูซาโนะได้มีชื่อเสียงขึ้นมา พวกเขาก็สงสัยแล้วว่าตัวตนของซูซาโนะน่าจะเป็นยูอิลฮาน

ยังไงก็ตามวิธีการต่อสู้ของเขาก็ต่างจากที่พวกเขาเคยเห็นมามากเกินไป และนอกจากนี้เนื่องจากว่าพลังของเขามหาศาลเกินไปทำให้พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อ เพราะแบบนี้ทำให้พวกเขาปฏิเสธความเป็นจริงเรื่องนั้น

ยังไงก็ตามเมื่อไม่กี่นาทีก่อนในตอนที่เขาได้ทำลายหัวของโอโรจิไป คังฮาจินก็ไม่มีทางจะไม่ยอมรับมันได้อีกแล้ว บนโลกนี้ ไม่สิ ในหมู่คนที่แข็งแกร่งทั้งหมดในโลกต่างๆมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ใช้อาวุธแบบนั้น

“ทำไมถึงเป็นเธอล่ะ?”

คังมิเรย์ได้ถามนายูนาหลังจากที่ฆ่ามอนสเตอร์ด้วยหอกสายฟ้าที่ได้รับการเสริมพลังจากนายูนา

เธอก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันเมื่อได้ยินว่าไม่มีใครอีกนอกจากยูอิลฮานที่จะฆ่าโอโรจิได้ดังนั้นการแสดงออกของเธอจึงเฉียบคมมาก

“เอาล่ะ นั่นมันเพราะฉันเป็นผู้สนับสนุนหมายเลขหนึ่งของโลกไงล่ะ”

นายูนาได้ประกาศออกมาอย่างน่าไม่อาย ความภูมิใจของเธอที่ไร้ขีดสุดนี้ดูเหมือนกับเพื่อนเธอคังมิเรย์มาก

“มาจัดการที่นี่ให้เร็วที่สุดและไปช่วยอิลฮานนนน”
“โอเค ฉันจะต้องจัดการที่นี่เหมือนกัน มันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาเป็นหนี้ฉัน”
“เธอชอบเขาจริงๆใช่ไหม?”
“เงียบน่าพี่ แค่ป้องกันแนวหน้าไปก็พอ!”

พวกอัศวินโลหะและมาเกียต่างก็รู้ว่าพวกเขาจะต้องป้องกันพวกมันเหมือนกับที่เทพสายฟ้าทำอยู่เช่นกัน

ไม่สิ กลับกันเลยด้วยการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ที่ไร้สาระนี้ทำให้เกิดการร่วมมือที่ไม่มีวันเกิดขึ้นมาก่อนขึ้นมาแล้ว

“หัวหน้าอัศวินโลหะมิเชล สมิทสัน”
“ลอร์ดแห่งมาเกีย คาริน่า มาลาเทสต้า”

ชายผู้ที่มีความรู้สึกไม่ดีที่ต้องการจะฆ่ายูอิลฮานกับสาวที่ดูเหมือนชนชั้นสูงที่ดูจะไม่น่ามาร่วมมือกันได้ได้ร่วมมือกันแล้ว

ทั้งสองกองกำลังนี้ในตอนแรกหลังจากเสียกองกำลังไปบางส่วนได้คิดจะหนีไปแล้ว แต่ว่าหลังจากที่มอนสเตอร์บ้าๆแบบนี้อย่างโอโรจิออกมา พวกเขาก็รู้แล้วว่านี่มันไม่ใช่ปัญหาที่พวกเขาหนีไปได้อีก มันเกี่ยวข้องกับชะตาของโลกแล้ว

ไม่ว่าพวกเขาจะโง่และงี่เง่ายังไงพวกเขาก็รู้ในสถานการณ์ตรงหน้า พวกเขาต้องใช้ชีวิตเดิมพันและเอาชนะวิกฤตินี้ให้ได้เพื่อที่จะให้โลกได้รอดต่อไป

นอกไปจากนี้พวกเขายังบังเอิญมีสิ่งที่กันและกันขาดไป อัศวินโลหะมีการป้องกันที่สูง และมาเกียก็มีพลังเวทย์ที่ไร้เทียมทาน

“พวกคุณรับมือมันได้จริงๆนะ? พวกมันแข็งแกร่งมาก พวกมันต่างไปจากระดับที่พวกเราเจอมาจนถึงตอนนี้โดยสิ้นเชิง”
“ฮึ่ม พวกมันไม่คณามือฉันหรอกน่า”

จริงๆแล้วพวกเขาเจ็บเหมือนกับในนรกเลยล่ะ แต่ว่าหากพวกเขายื้อไว้ไม่ได้งั้นโลกก็จบแล้ว

“ฝากตัวด้วย”
“ฟู่ เช่นกัน”

ทั้งมิเชลและคาริน่าต่างก็พูด ‘เวร เวร’ อยู่ภายในใจของตัวเอง แต่ว่าพวกเขาก็สร้างปาร์ตี้ขึ้นมาด้วยภายนอกที่ดูใจเย็น นี่มันเป็นในตอนที่ตระกูลที่แข็งแกร่งทั้งสองตระกูลได้ร่วมมือกันแล้ว

“ถ้าเข้ามาในตี้แล้ว งั้นก็ไปสู้กันได้แล้วไอ้พวกเวรตะไล”

และคังฮาจินที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ป้องกันแนวหน้าของพวกกลายพันธ์ก็ได้ตะโกนออกมาจนสุดเสียง