0 Views

บทที่ 66 – ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5)

 

แบรนด์แวนการ์ดได้เริ่มต้นขึ้นอยาางเรียบง่ายมากๆ

แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่จะมาอธิบายถึงแบรนด์ที่เริ่มต้นขึ้นมากจากเขตเสริมกำลังของกังนัมว่า ‘เรียบง่าย’ แน่นอน

ยังไงก็ตามมันก็ไม่ได้ผิดนักที่จะพูดว่ามันเรียบง่ายเพราะเนื่องจากว่ามันได้ปรากฏออกมาโดยการเริ่มต้นแค่ป้ายโฆษณาเท่านั้นไม่มีอย่างอื่นอีกเลย

นอกไปจากนี้ถึงแม้ว่าแบรนด์นี้จะใช้ชั้นที่ 13 กับ 14 ของตึกก็ตามแต่ชั้นที่ 14 ก็ถูกล็อคทางเข้าเอาไว้ แม้แต่คนที่ทำธุกิจในชั้นอื่นๆก็ยังตั้งคำถามกับความจริงนี้

“มันเป็นห้องเก็บของงั้นหรอ? ไม่สิ มันไม่น่าเป็นงั้น ค่าเช่าที่นี่มันแพงมากเลยนะ”

ยังไงก็ตามเรื่องนี้มันก็ไม่สำคัญเลยเนื่องจากว่าเจ้าของแบรนด์ก็เป็นเจ้าของตึกนี้ด้วย

“ต้องมั่นใจขนาดไหนกันถึงได้มาแขวนแค่ป้ายที่ดูน่าสงสารอยู่ใจกลางกังนัมนี่นะ? อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะบอกซะหน่อยสิว่าพวกเขาขายอะไร อีกไม่นานจะต้องมีหนี้ทับถมมาแน่ๆเลย”

นี่มันก็ไม่ได้สำคัญเลยเนื่องจากว่าเจ้าของก็มีเงินอยู่จำนวนมาก

แน่นอนว่าคนอื่นๆก็ไม่ได้รู้ในความจริงพวกนี้ คนส่วนใหญ่ได้แต่หัวเราะขำๆกับเรื่องนี้และบางคนก็หัวเราะออกมาอย่างชิงชัง

ส่วนคนที่เหลือก็มีไปที่ชั้นที่ 13 เพื่อสอบถามว่าขายอะไรกันแน่

และพวกเขาก็ได้เข้าใจดีแล้วว่าแบรนด์แวนการ์ดนั่นมันหมายถึงคำๆนี้จริงๆ แวนการ์ด(แนวหน้า)

“ยินดีต้อนรับสู่แวนการ์ด”

พนักงานสองคนที่ยูอิลฮานได้เลือกคัดมาได้ออกมาต้อนรับลูกค้าของพวกเขา คนหนึ่งแนะนำส่วนอีกคนอยู่ที่เคาน์เตอร์ ตอนแรกยูอิลฮานคิดว่าจะจ้างแค่คนเดียว แต่ว่าหลังจากคิดพักหนึ่งเขาก็ตัดสินใจเป็นสองคนแทน

ยังไงก็ตาลูกค้าก็ยังไม่พร้อมจะรับการต้อนรับจากพนักงาน พวกเขาสติหลุดไปเมื่อได้เห็นอาวุธที่โชว์หลาอยู่

“นี่มันคือ….”
“อาวุธพวกนี้มันอะไรกัน? ในที่สุดก็มีร้านแบบนี้แล้วหรอ?”

พูดตามตรงแล้วมันไม่เคยมีร้ายขายของแบบนี้มาก่อนจนถึงตอนนี้ มันไม่มีทางที่พวกเขาจะทำแบบแวนการ์ดได้เลยเนื่องจากเพราะว่าถึงจะมีช่างตีเหล็กคนอื่นๆบนโลก แต่ว่าคนพวกนั้นก็ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะสร้างอาร์ติแฟคที่ดีไปกว่าของที่มาจากต่างโลก

“ถ้าหากว่าคุณต้องการคุณสามารถจะจับตรวจสอบในข้อมูลของไอเทมได้ แต่ว่าคุณไม่สามารถแกว่งพวกมันได้นะ”
“ฉันสงสัยจังว่ามันจะเป็นอะไร มันก็ดูดีนะหากมองจากข้างนอกนะ ไปกันดีกว่า มันไม่มีทางที่ของพวกนี้มันจะดีไปกว่าของที่มาจากต่างโลกหรอกใช่ไหมล่ะ?”
“แต่ว่ามันก็ดูเจ๋งนะ มาลองดูข้อมูลมันก่อนดีกว่า ฉันตรวจสอบได้ใช่ไหม?”
“ตามที่คุณต้องการเลย ยังไงก็ตามหากว่าคุณก้าวออกไปด้านนอกพร้อมกับของที่ยังไม่ได้จ่ายตังเซนเซอร์จะทำงานดังนั้นระวังไว้ด้วย

พนักงานได้รับการเตือนเพียงสามเรื่องจากยูอิลฮาน

อย่างแรกเลยแวนการ์ดจะทำการเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น นั่นก็คือวันจันทร์เวลา 10 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น ในวันอื่นๆพวกเขาจะเข้ามาไม่ได้
อย่างที่สองคือลูกค้าหนึ่งคนซื้อของไปได้แค่ 2 อย่างเท่านั้น
อย่างที่สามไม่อนุญาติให้พ่อค้ามาซื้อ

คนที่ขอดูดาบไม่เหมือนกับคนแรกที่อยากจะไปด้านนอกหลังจากเห็นแบบนี้ เขาสามารถจะมองออกได้เลยว่าอย่างน้อิยดาบก็ตรงและคมมากๆ เขาได้หยิบเอาดาบยาวขึ้นมาทันทีที่เขาได้รับการอนุญาติจากพนักงาน

ชายคนนี้ได้ออกไปล่าทั้งในต่างโลกและบนโลกมาอย่างมากทำให้เขามีเลเวลถึง 22 แล้ว เขาได้ใช้เวลาอย่างมากไปกับการกวัดแกว่งอาวุธ

“ว้าว”

เพราะแบบนี้เองทำให้เขารู้ได้ถึงความสมดุลที่ยอดเยี่ยมของดาบยาวได้ในทันทีที่เขาจับดาบขึ้นมา

ต่อให้ออฟชั่นมันไม่ได้ดีเขาก็พอใจแล้ว เขาได้รู้สึกถึงความใส่ใจของช่างเป็นอย่างดี – เขาได้คิดแบบนี้ในตอนแรก

แต่ถึงแม้แบบนั้นเขาก็ตจ้องตะลึงเมื่อได้เห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นมา

[ดาบยาวกระดูกหมาป่า ‘แหลมคม’]
[ระดับ – แรร์]
[พลังโจมตี – 1,950]
[ออฟชั่น – ผู้ใช้ดาบสามารถจะตัดการป้องกันที่สูงกว่าพลังโจมตีของดาบเล่มนี้ได้]
[อาวุธผลิตจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากช่างที่ดีที่สุดของโลกโดยที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ แต่แม้แบบนั้นพลังของมันก็ไม่ได้ด้อยเลย ดาบเล่มนี้ได้ทำขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมดาๆและมันได้แสดงถึงอาวุธที่ผลิตจำนวนมาก]

“นี่มัน….”
“มันเป็นขยะใช่ไหมล่ะ? ไปที่อื่นกันเถอะน่า”
“ใช่ ถ้านายอยากไปก็ตามใจเลย”

ชายคนนั้นได้เตะเพื่อนของเขาที่พูดไร้สาระออกมาและหันไปถามพนักงานทันที

“ดาบเล่มนี้ที่ฉันจับมามันบังเอิญทรงพลังสินะ? มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าไม่ นี่คือมาตราฐานของแวนการ์ด”
“มาตราฐาน…..”

นี่มันเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมถึงแม้ว่าจะอยู่ในคลาสสองที่เป็นระดับท็อปของโลกแล้วในตอนนี้ นี่มันคือมาตราฐานของแบรนด์เท่านั้นเอง ชายคนนั้นทำได้แต่หัวเราะออกมาอย่างเก้ๆกังๆ

“โอ้พระเจ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกกัน?”
“ทำไมนายถึงทำตัวน่ารำคาญแบบนี้นักนะ! หือ?”

เพื่อนร่วมงานของเขาไม่สามารถจะทนกับพฤติกรรมของชายคนนั้นได้และหยิบเอามีดสั้นใกล้ๆขึ้นมาและมันได้จบด้วยการที่เขาต้องร้องขึ้น พลังโจมตีของมีดสั้นนั่นมันอยู่ในระดับ 1,300 รถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนทำมาจากกระดูกล้วนๆก็ตาม เขาไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเองเลย แต่ว่าเขาก็รู้ดีว่าเขาก็จะไม่เชื่อไม่ได้

พวกเขาได้สบตากันเอง จากนั้นก็ถามพนักงานพร้อมๆกัน

“เท่าไหร่?”

พนักงานได้ตอบด้วยรอยยิ้มสบายๆ

“อาวุธมาตราฐานของแวนการ์ดทั้งหมดมีราคาชั้นล่ะ 100 ล้านวอนครับคุณลูกค้า คุณยังสามารถซื้อมันได้ด้วยวัตถุดิบมอนสเตอร์ที่เหมาะสมอีกด้วย”

แน่นอนว่าสิ่งที่ยูอิลฮานได้คิดมากที่สุดในตอนที่ทำอาวุธเลยก็คือราคาของมัน พูดตามตรงแล้วเขาก็อยากจะให้อาวุธพวกนี้กับทุกๆคนฟรีๆเลยหากมีโอกาส แต่เขาก็รู้ดีว่าโอกาสดีๆแบบนี้มันไม่สามารถจะมอบให้ทุกๆคนได้ เขาไม่มีทางที่จะไปสร้างอาวุธให้กับทุกๆคนบนโลกได้แน่นอน

เพราะแบบนี้มันก็เลยทีราคาอยู่ที่ 100 ล้าน ชายขอบระหว่างราคาที่ยอมรับได้และเป็นราคาที่คนอื่นๆจ่ายได้ยูอิลฮานได้คิดว่ามันอยู่ที่ 100 ล้าน

แน่นอนว่ายูอิลฮานก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง เขารู้ว่ามันก็จะมีคนที่ไม่สามารถจะซื้ออาวุธพวกนี้ไปได้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติพอและมีพรสวรรค์ก็ตาม ยังไงก็ตามเขาจะไปทำอะไรได้ล่ะ แม้แต่พระเจ้าก็ยังพลาดเลยนี่

เพราะแบบนี้เองเขาก็คิดว่านี่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว ถ้าหากว่าเขาทำมันผิดงั้นเขาก็จะเปลื่่ยนมันในทีหลัง

“มันไม่มีทางที่อาวุธดีๆแบบนี้มันจะมีราคาแค่ 100 ล้านแน่! ต่อให้มันมีราคาถึง 5 พันล้านวอนก็ยังมีคนมาต่อแถวขอซื้อมัน”
“ยังไงก็ตามพวกเราก็ไม่มีแม้แต่ 100 ล้านเลย”
“นั่นก็จริง”

ลูกค้ารายแรกไม่สามารถที่จะซื้ออาวุธได้ทำให้พวกเขาจากไปอย่างช่วยอะไรไม่ได้

เนื่องจากยุคนี้มันเป็นยุคแห่งการสื่อสารทำให้พวกเขาได้เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับแวนการ์ดต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ตทันที และมันก็เป็นไปตามที่พวกเขาคิดข้อมูลแบบนี้ได้รับความสนใจจำนวนมากในทันที

[มีใครได้ยินเรื่องแวนการ์ดมั้ง?]
[ถึงงั้นฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องโกหก]
[ฉันเพิ่งจะซื้อเกราะอกกับค้อนศึกมา ฉันจะไม่พูดมากอะไรนะ แต่ว่าทุกๆคนที่มีเงินควรจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ การคิดว่านั่นเป็นเรื่องหลอกมันมีแต่จะทำให้พวกนายเสียเวลา]
[อ่า บ้าเอ้ย นั่นมันจะต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ แต่ว่ามันก็ยังกวนใจฉันอยู่ดี]
[พวกเราได้ขายบ้านและซื้ออาวุธให้น้องชายคนเล็กกับตัวฉัน ฉันไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใครนะแต่ว่าฉันรู้สึกขอบคุณเขามากๆ]
[โอ้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย!]

ในสองชั่วโมงแรกที่ร้านได้ถูกเปิดขึ้นมามันไม่ได้มีการขายของออกไปเลย แต่ว่าในชั่วโมงที่สามก็ได้มีการขายออกไปสองชิ้นและอีกสองชั่วโมงต่อมาก็มีเพิ่มถึง 50 ชิ้น จากนั้นร้านก็ได้ปิดลงไป

และเพียงแค่ครึ่งวันที่ผ่านไปก็ได้มีการพูดคุยกันกระจายออกไปสู่คนจำนวนมากและพวกเขาทั้งหมดต่างก็ต้องการจะซื้อไอเทมแต่ว่าพนักงานก็ได้ทำตามคำสั่งของยูอิลฮานอย่างเคร่งครัดพวกเขาได้ปิดร้านในทันทีที่ถึงเวลา 5 โมงเย็น

มีคนที่พยายามจะใช้กำลังฝืนเข้ามาและก็มีคนที่พยายามจะแอบเข้ามาขโมยไปอีกด้วย แต่ว่าพวกเขาทั้งหมดต่างก็เจอแต่ความล้มเหลว เวทย์ป้องกันได้หยุดพวกนั่นเอาไว้ แน่นอนอยู่แล้วเพราะนี่มันคือเวทย์ของทูตสวรรค์นี่

“มันชัดเจนอยู่แล้วว่าร้านๆนี้มันไม่ธรรมดา”
“นี่มันบ้าอะไรกันเนี้ย? นี้มันคือสิ่งที่ถูกเตรียมไว้จากพระเจ้าหรือป่าวนะ?”
“แทนที่จะใช้เงินไม่ใช่ว่าเขาจะให้เควสเราแทนหรอ?”

ผู้คนได้ไปถามพนักงานที่ทำงานอยู่ แต่เนื่องจากว่าพูดเขาถูกจ้างแค่กับยูอิลฮานเท่านั้นทำให้พวกเขาไม่สามารถจะตอบคำถามอะไรได้

นอกจากยูอิลฮานแล้วมีเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้ถึงความจริงของเรื่องนี้นั่นก็คือคังมิเรย์ คังฮาจินและนายูนา พวกเขาทั้งสามคนกำลังนั่งคุยกันในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนโต๊ะกลมอยู่

“คนๆนั่นคืออะไรกัน… ฟู่ มันเหนื่อยเกินกว่าจะพูดถึงแล้ว เขาไม่น่าจะเอาช่างตีเหล็กมาที่โลกนี้ใช่ไหม?”
“พี่ก็น่าจะรู้ดีนะว่านั่นมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความสามารถของเขา เขาจะต้องได้รับมันมาจากต่างโลกและมาปล่อยของพวกนี้บนโลก”

คังมิเรย์ได้ตอบกลับไปด้วยเสียงเย็นชาหลังจากได้มองดูประสิทธิภาพของเกราะไหล่และรองเท้าที่คังฮาจินได้ซื้อมาให้ตัวเขาเอง หลังจากที่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ของน้องสาวเขาอยู่คังฮาจินทำได้แค่ยิ้มออกมาขมๆ

“ใช่แล้ว นั่นมันจะต้องเป็นเรื่องจริง มันไม่ใช่แค่ว่าความสามารถของเขายอดเยี่ยมเท่านั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนดีนะแต่ว่าเขาก็ยังมีการติดต่อที่ไม่น่าเชื่อแบบนี้อยู่อีก เขาไปทำอะไรกันนะถึงได้รับการสนับสนุนจากช่างตีเหล็กแบบนี้นะ?”
“ฉันไม่คิดว่ามันจะจบลงด้วยแค่คำว่า ‘ช่างแบบนี้แน่’ มันได้บอกว่าดีที่สุดในโลกทั้งมวล โลกทั้งมวลนะ”

นายูนาได้ชี้ในความผิดพลาดของคังฮาจิร โลกทั้งมวล มันไม่ใช่สิ่งที่จะดูแคลนได้เลย แต่ว่าในเมื่อข้อมูลไอเทมมันบอกมาแบบนี้ดังนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

เพราะแบบนี้มันหมายความว่าเกราะไหล่ที่ทำขึ้นมานี้มันมีความสามารถที่มากกว่าช่างคนใดในต่างโลก มันเป็นระดับที่ไม่สามารถจะเข้าไปถึงได้แค่จากการตีเหล็กเป็นร้อนปีด้วยเช่นกัน แต่ว่าตัวยูอิลฮานเองก็ไม่ได้รู้เหมือนกัน

“มันเป็นสิ่งที่ดีกับโลกนะ มันไม่น่าเชื่อเลยแต่ว่าธุรกิจนี้ของเขามันเป็นส่วนช่วยในการขยายการค้าที่เขามีกับฉัน เขาเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ”

คังมิเรย์ได้สรุปออกมา ใบหน้าของเธอก็ยังมีการไม่ยอมรับปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน เธอได้รู้สึกประทับใจเล็กๆและมีความโกรธที่มากกว่า ความหวังจางๆและความสิ้นหวังที่ลึกซึ้ง

“ฟุ ฟุฟุ”

ทันใดนั้นเองนายูนาได้หัวเราะแบบแปลกๆออกมา เธอได้พบว่าสถานการณ์แบบนี้มันตลกมาไปแล่้ว

“ฟุ ฟุฟุฟุ”
“นายูนา เธอโดนเวทย์โจมตีจิตใจหรือยังไงกัน?”
“ฟุ ป่าวเลย ก็แค่หุหุ ฉันก็แค่เข้าใจแล้ว”

นายูนาได้พึมพัมออกมาซึ่งมันดูไม่เข้ากับเสียงหัวเราะโง่ๆของเธอเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คังมิเรย์ต้องถามกลับไปอย่างมึนงง

“เธอเข้าใจอะไรของเธอ?”
“นิดนึงนะ แต่ว่าก็มากกว่ามิเรย์”
“ไร้สาระ”

คิ้วของคังมิเรย์ได้ขมวดขึ้นมา คังฮาจินที่รู้ว่าเธอได้โกรธแล้วได้พยายามจะไปหยุดนายูนา แต่ว่าการหยุดลงแค่นี่มันคงไม่สมกับชื่อนายูนาแน่ เธอได้หัวเราะต่อออกไปและสัมผัสกับเกราะไหล่ที่อยู่ด้านหน้าของเธอ

“ตลกจริงๆเลย มันเป็นแบบนี้ได้ไงกันนะ? มันน่าสนใจจริงๆ”
“บังเอิญจัง ฉันก็ยังคิดว่ามันน่าสนใจมากๆแล้ว”

มือทั้งสองข้างของคังมิเรย์ได้เกิดประกายสายฟ้าสีทองขึ้นมาแล้ว ถ้าหากว่าคังฮาจินไม่ได้หยุดเธอ ที่ทำงานนี้ได้เกิดการระเบิดขึ้นแน่

“เธอควรจะบอกฉันนะว่าอะไรมันน่าสนใจ?”
“เงียบน่า”
“มิเรย์ในตอนโกรธก็น่ารักเหมือนกันนะ!”
“หยุด”

คังฮาจินได้ตีนายูนาพร้อมกับถอนหายใจออกมา เขาได้ปล่อยให้เธอร้องเจ็บหน้าผากทิ้งไว้และเก็บเอาเกราะไหล่และรองเท้ามาก่อนจะวางลงไปบนโต๊ะกองเอกสาร

“พอเป็นเรื่องของนายยูอิลฮานที่ไร พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ แต่ว่าเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ เราควรจะให้เขามาทำงานกับเรา หัวหน้าตระกูลว่ายังไง?”
“ฟู่”

ตระกูลเป็นสิ่งที่ทั้งคังมิเรย์กับคังฮาจินได้เคยเสนอให้กับยูอิลฮาน นี่คือกลุ่มของผู้ใช้พลังในเกาหลี

คังมิเรย์เป็นหัวหน้าในขณะที่คังฮาจินเป็นรองหัวหน้าและนายูนาเป็นแค่สมาชิกธรรมดาเท่านั้น สมาชิกของตระกูลมีเพียงแค่สามคนนี้เท่านั้นเอง

นั่นก็คือจนกระทั่งตอนนี้

“จนกระทั่งตอนนี้จำนวนของสมาชิกที่เป็นทางการคือหลักร้อย มันก็มีบ้างที่กลุ่มเล็กๆจะเป็นที่รู้จักในเกาหลี แต่ว่าการมีคนมากขึ้นมันก็ทำให้ใจชื้นได้ เพื่อที่จะให้ชื่อของตระกูลเราเป็นที่รู้จัก เขาก็ควรจะเริ่มทำกิจกรรมขึ้นหลังจากรับสมาชิกมา”
“ใช่ เราควรทำแบบนั้น”

คังมิเรย์ได้หยักหน้าของเธออย่างมั่นใจ ท่าทางที่เธอแสดงออกมาก็ยังคงซับซ้อนอยู่ แต่ว่าคำพูดที่ออกมาจากปากของเธอก็ชัดเจนเอามากๆ

“มาเริ่มต้นการหาสมาชิกให้กับตระกูล ‘เทพสายฟ้า’ กันดีกว่า”
“มันจะดีกว่านะถ้าหากเป็นชื่อมัน…”
“เงียบน่า”

ในขณะเดียวกันยูอิลฮานที่ทำให้เหล่าผู้บริหารของตระกูลเทพสายฟ้าต้องวุ่นวายอยู่นั่นเอง…

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ 2,989,744]
[คุณได้รับบันทึกเงาทมิฬเลเวล 93]
[ฆ่ามอนสเตอร์คลาส 2 ด้วยการปกปิดตัวตนในการโจมตีเพียงครั้งเดียวด้วยการโจมตีทีเผลอ 1/3,000]

“อ่าให้ตายสิ มันจะง่ายอะไรแบบนี้!”
[เอาเถอะ ก่อนหน้านี้คุณก็เพิ่งจะฆ่าคนคลาส 4 มาในการโจมตีเพียงครั้งเดียวนะ] (เอิลต้า)
[Zzzz] (ลิต้า)

….ในตอนนี้เขากำลังฝึกฝนอยู่เพียงลำพังเพื่อที่จะยกระดับสกิลการปกปิดตัวตนของเขาในดันเจี้ยนที่อันตรายที่สุดในโลก

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 2 แล้วครับ