0 Views

บทที่ 53 – ฉันแบกเอง (1)

 

ทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับโลกที่ถูกทอดทิ้งไม่สามารถจะไปบอกกับคนอื่นๆได้นอกเหนือจากคนที่อยู่ในดันเจี้ยนในเวลานั้น ผู้คนในตอนนี้กำลังคิดว่าโลกกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและทำกฏที่เหมาะสมขึ้นมาอย่างช้าๆ

รัญบาลได้อ้างสิทธิแล้วว่าพวกเขาได้ทำองค์กรของผู้ใช้พลังอย่างเป็นทางการขึ้นและได้ตั้งชื่อมันว่า ‘กลุ่มปราบปราม’ นอกเหนือไปจากกองกำลังทหารที่มีศักยภาพสูงแล้วก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากจะเข้าร่วม ‘กลุ่มปราบปราม’

การได้รับการปฏิบัติแบบข้าราชการมันเป็นเรื่องดีที่ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆคน แต่ว่าเนื่องจากว่าพวกเขาก็ยังถูกจำกัดการกระทำด้วยทำให้พวกเขาไม่สามารถจะเเพิ่มเลเวลได้ตามที่ต่อการและแม้กระทั่งต่อให้พวกเขาต่อสู้มันก็ดูเหมือนว่าพวกเขาก็จะไม่ได้ผลพลอยได้อะไรจากมอนสเตอร์เลย แถมมันก็ไม่ได้ปลอดภัยมากไปกว่าคนอื่นๆเลย

รัฐบาลได้พยายามที่จะหยิบบยื่นสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่ม ‘ปราบปราม’ อย่างเช่นการขนส่งหรือที่พักอาศัย แต่ในเวลาเดียวกันรัฐบาลก็มีบทลงโทษในคนที่ทำผิดกฏเช่นกัน เมื่อประชาชนทั่วไปได้ยินเรื่องสิทธิการเข้าดันเจี้ยนและการแลกเปลื่ยนผลผลิตจากมอนสเตอร์ทำให้คนเริ่มที่จะคิดจากเกาหลีไป

หลายประเทศต่างก็ต้องการคนที่มีพรสวรรค์ นี่มันก็ยังมีอีกหลายประเทศที่รู้ถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับมามันมากแค่ไหนกับการที่แค่ได้รับคนที่แข็งแกร่งเขามาในประเทศ พวกเขาต่างก็มีกฏที่ผ่อนปรนมากยิ่งกว่าเกาหลีและพยายามดึงตัวผู้ใช้พลังมาให้ได้

รัฐบาลเกาหลีที่ได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่าจะใช้ความรักชาติเป็นการพลาดไปก็สายไปเล็กน้อยแล้ว นอกจากนี้มันยังมีการเริ่มเปรียบเทียบถึงการจัดการของผู้ใช้พลังในพระเทศอื่นๆและหลังจากที่เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้นก็ได้มีองค์กรของเกาหลีที่จัดตั้งขึ้นมาสู่สาธารณะอีกครั้งหนึ่ง

นี้มันคือการเกิดขึ้นของสำนักงานบริหารผู้ใช้พลังพิเศษของเกาหลี

มันไม่ใช่แค่ว่ายูอิลฮานเท่านั้นที่จะทำการหัตถกรรมมานาและให้กำเนิดอาร์ติแฟคขึ้นมาได้ คนอื่นๆนอกจากยูอิลฮานได้เดินทางไปยังต่างโลก พวกเขาก็ยังสามารถจะได้รับอาร์ติแฟคมาได้เช่นกัน

รัฐบาลเกาหลีได้ทุ่มเงินซื้ออาร์ติแฟคจำนวนมากเหมือนกับที่องค์กรอื่นๆในต่างประเทศทำกัน มันก็คืออาร์ติแฟคที่จะตัดสินในอาชีพของผู้ใช้และวัดปริมาณมานา

สำนักงานผู้ใช้พลังนี้ได้ใช้อาร์ติแฟคนี้เพื่อที่จะแบ่งระดับของผู้ใช้พลังจาก A ไปจนถึง F และจะมอบเงินเดือนให้กับผู้ใช้พลังตั้งแต่ A ไปจนถึง D ตามจำนวนความสามารถตามลำดับ คนเกาหลีเกือบทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ใช้พลังทั้งหมด ต่อให้ไม่นับรวมผู้ใช้พลังระดับ E F ที่ไม่มีคุณสมบัติในการได้รับคลาสแรก แต่ว่าจำนวนเงินที่รัฐบาลจะต้องจ่ายออกไปก็มากมายมหาศาล

แน่นอนว่ามันไม่ได้จบแค่การมอบเงินให้เท่านั้น พวกเขายังส่งมอบอุปกรณ์การสื่อสารตามระดับของผู้ใช้พลังอีกด้วย นี่มันจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใช้พลังเมื่อเจอกับมอนสเตอร์ที่ตรงกับระดับของพวกผู้ใช้พลัง

นี่มันไม่ใช่ข้อบังคับแต่หากเป็นคำขอและคนที่ยอมรับก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอีกด้วยหากว่าทำสำเร็จ แน่นอนว่าถ้าพวกเขาไม่สนใจในคำขอ พวกเขาก็จะไม่ได้รับเงิน

ในขณะเดียวกันนี้บริษัททางธุรกิจต่างก็มีความชาญฉลาดที่มากยิ่งกว่ารัฐบาล พวกเขาได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลและความสะดวกสะบายเป็นการเชิญผู้ใช้พลังและสร้างกลุ่มขึ้นมา พวกเขาไม่ได้มองแค่พลังในการต่อสู้เพียงเท่านั้น พวกเขายินดีต้อนรับในผู้ใช้พลังในสาขาต่างๆทั้งการตีเหล็ก หัตถกรรมมานา การค้นหา การชำแหละ และอื่นๆอีกมาก

พวกเขาได้ค้นคว้าวิจัยในสกุลเงินพิเศษและวัสดุที่สามารถจะได้รับมาจากต่างโลกและตรวจสอบหากช่องทางที่จะนำมาทำธุรกิจขึ้นบนโลก พวกเขาได้จัดการประชุมขึ้นเพื่อที่จะใช้ดันเจี้ยนบนโลกเพื่อเป็นการหากำไรและหารือเกี่ยวกับธุรกิจที่พวกเขาควรจะลดมันลงและสิ่งที่พวกเขาควรจะลงทุนเพิ่ม

เนื่องจากว่าวัสดุใหม่ๆต่างก็ปรากฏขึ้นมาบนโลกทำให้อุตสาหกรรมการผลิตได้ใช้งานทั้งหมดและแม้แต่สถาปัตยกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลก็ยังกลายเป็นประเด็นร้อนหนัก อย่างแรกเลยก็คือธุรกิจใหญ่ๆและอาคารรัฐบาลได้เปลื่ยนรูปลักษณ์ไปใหม่หมด

กฏของสังคม สิ่งก่อสร้าง ผู้คน ทุกๆอย่างได้เปลื่ยนไปให้เหมาะสมกับสังคมใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเกาหลีเท่านั้นแต่เกิดขึ้นในทุกๆส่วนของโลก ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติกำลังเริ่มดำเนินไปอีกครั้งหนึ่ง

แต่ว่าก็ยกเว้นยูอิลฮาน

[อิลฮานคุณจะไม่ตรวจสอบพลังของคุณหน่อยหรอ?] (ลิต้า)
“ถ้าฉันใช้มานาได้งั้นฉันจะได้ตรวจดู”
[ระดับของผู้ใช้พลังมันไม่ได้มีความหมายอะไรกับยูอิลฮานเลย เขาก็แค่ใช้สกิลปกปิดตัวตนเพื่อซ่อนในสิ่งที่ต้องการได้อย่างสบายๆเลย]
“อย่างที่ฉันพูดไป ถ้าฉันใช้มานาได้งั้นสิ่งแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น!”

ลิต้ากับเอิลต้าที่ย่อตัวมาเป็นขนาดเล็กได้อยู่บนหัวของยูอิลฮานในแต่ละข้าง ยูอิลฮานก็บ่นอยู่มากแต่ว่าเมื่อพวกเธอทำแบบนี้แล้วน่ารักมากๆ แม้แต่ยูอิลฮานก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจเลย

ตัวยูอิลฮานในตอนนี้กำลังเฝ้ามองดูการโปรโมทของชายผู้ใช้พลังคนแรกที่ถูกจัดอันรดับว่าเป็นผู้ใช้พลังระดับ A ในประเทศอยู่ บังเอิญว่ายูอิลฮานก็ยังจำได้ว่าเขาเคยพบกับคนๆนี้

[คุณโดวูจุน คุณได้เป็นระดับ A คนแรกในเกาหลีเลยนะ คุณรู้สึกยังไงบ้าง?]
[มันไม่ดีเลย เนื่องจากผมรู้ว่ายังมีคนที่เหนือกว่าผมอยู่อีก จักรพรรดินีและบุรุษความเร็วแสง สองคนนี้จะต้องนำหน้าผมอยู่แน่]

ยูอิลฮานได้พ่นกาแฟที่ดื่มลงไปในทันทีเมื่อได้ยินคนเรียกเขาด้วยชื่อเล่นนี้อีก

[ผมไม่คิดที่จะพอใจกับแค่การอยู่ในระดับ A แน่ ผมก็แค่เพิ่งจะได้รับคลาส 2 มา คนที่่อยู่ในเลเวลแบบผมต่างก็มีกันอยู่ในทุกๆที่ในต่างโลกเช่นกัน นอกไปจากนี้เนื่องจากว่ามอนสเตอร์ระดับสูงต่างก็ปรากฏขึ้นมาบนโลกแล้ว เขาไม่สมารถจะประมาทและหยุดการพัฒนาได้]

ถึงแม้แบบนั้นเขาก็ยังพูดได้สมเหตุสมผล ยูอิลฮานเป็นกังวลเล็กน้อยเพราะเขาได้เห็นสัญญาณของฮีโร่ที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นมาแล้ว แต่ว่าถ้ามันไม่ได้เกี่ยวกับเขางั้นเขาก็ไม่ได้สนใจซักนิด

[หลายๆสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในต่างโลกก็ได้เกิดขึ้นที่เกาหลีนี้ พวกเราไม่สามารถจะโล่งใจในตัวดันเจี้ยนได้ พวกเราจำเป็นตังระวังตัวในวิกฤติที่อาจจะเกิดได้ทุกเมื่อ]

ยูอิลฮานก็ยังคิดแบบเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่ามนุษยชาติจะได้ไปเรียนรู้ปรับตัวในต่างโลก แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่รู้ และคนที่แก้ปัญหาพวกนี้ก็คือยูอิลฮานผู้ที่ถูกทิ้งไว้! นั่นมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ยูอิลฮานเหนื่อยมาก ชีวิตนี่มันไม่ยุติธรรมจริงๆ

นอกไปจากนี้เมื่อได้เห็นชายคนนี้พูดแบบนี้อยู่บนทีวีเขาก็ยังคิดว่าอีกไม่นานมันจะต้องมีเรื่องใหญเกิดขึ้นแน่นอน จากนั้นเขาก็ปิดทีวีลงไป

“ฉันอยากจะใช้มานาให้ได้เร็วกว่านี้ มันจะส่งผลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าปะ?”
[คุณไม่ได้รู้สึกถึงมานาที่อยู่ในตัวหรอ? มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะกับการที่มีทูตสวรรค์สองตนอยู่กับคุณนะ] (ลิต้า)
[ต่อให้คุณพยายามยังไงคุณก็ยังใช้มานาไม่ได้ ในตอนที่ถึงเวลามันจะมาด้วยตัวเองโดยธรรมชาติ คุณไม่ต้องไปกังวลมันนักหรอก] (เอิลต้า)

ยูอิลฮานได้หดแขนลงไปเงียบๆ มันไม่ใช่ว่าเขาสัมผัสถึงมานาไม่ได้ ในเมื่อตัวเขาได้ตระหนักถึงร่างกายของตัวเองเป็ฯอย่างดีทำให้เขารู้สึกได้ถึงเมล็ดมานาที่อยู่ในหัวใจของเขานับตั้งแต่ที่เกิดหายนะครั้งใหญ่ได้เลย

ปัญหาหลักก็คือการใช้มัน ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงมานาและขยับอยู่ในร่างของเขา แต่เขาก็ไม่สามารถจะทำให้มันขยับตามที่เขาต้องการได้

มันก็เหมือนกับการที่มนุษย์ที่ไม่เคยมีปีกเลยจะบินได้ในทันทีที่ได้รับปีกมา ยูอิลฮานก็จะต้องใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับตัวกับมานา

ยูอิลฮานน่าจะใช้มันได้ภายในเวลามากที่สุด 5 เดือนนับจากนี้ตามคำที่เอิลต้าบอกออกมา เขาจำเป็นต้องอดทนจนกว่าจะถึงในตอนนั้น

“ฟู่ นี้มันนานนะ ฉันคิดฉันจะต้องได้เจอกับโลกที่ถูกทิ้งอีกสักสองหรือสามที่ก่อนหน้านั่้นแน่นอน”
[อย่าคาดการณ์ในเรื่องไม่ดีแบบนั้นสิ!] (เอิลต้า)

ในตอนที่เอิลต้าได้ร้องออกมา ลิต้าก็แนะนำขึ้นอย่างระมัดระวัง

[ถ้ามันไม่ได้ผลงั้นเราก็ควรจะทำอะไรที่มันสัมพันธ์กันมากกว่านี้นะ] (ลิต้า)
“มากกว่านี้ ยังไงล่ะ?”
[อิลฮานของฉันยังไม่รู้สินะ แต่ว่าพี่สาวคนนี้รู้%$#$%^&]

ในตอนนี้เองเอิลต้าได้เข้ามาปิดปากของลิต้าเอาไว้

[ยูอิลฮานไม่ต้องสนใจหรอก ลิต้าก็แค่พูดเล่นเพราะเห็นคุณหดหู่นะ] (เอิลต้า)
[#$%, @$*@&!]

ในขณะที่เวอร์จิ้นตลอดพันปีของยูอิลฮานนี้ทำให้เขาไม่ได้ตระหนักถึงอะไรเลย เอิลต้าได้กระซิบกับลิต้าด้วยการใช้วงแหวนนางฟ้าขึ้นมา

[สิ่งมีชีวิตชั้นสูงห้ามมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำนะ!] (เอิลต้า)
[นั่นก็จริง แต่ว่าถ้าไม่ถูกพบมันก็ไม่นับนี่!] (ลิต้า)
[ฉันควรจะไปรายงานเบื้องบนไหมห๊ะ? เธอไม่ได้ลืมไปใช่ไหมว่าเธอกลับลงมาบนโลกได้ยังไงนะ!] (เอิลต้า)
[อึก นังงูพิษ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงนะ?] (ลิต้า)
[ฮึ่ม ฉันก็แค่ทำตามกฏเท่านั้น กฏนะกฏ!] (เอิลต้า)

ยูอิลฮานที่ไม่ได้รู้ถึงคำพูดที่น่ากลัวระหว่างนางฟ้าได้หันไปตรวจสอบในสิ่งที่เขาต้องทำต่อไปในอนาคต

เขาได้จัดการสร้างสิ่งต่างๆด้วยไอเทมที่เขาได้รับมาจากดันเจี้ยนจนเสร็จแล้ว เขาได้ทำมันขึ้นมาในช่วงเววลา 2 เดือนที่เขาได้แยกจากลิต้า

ยูอิลฮานเป็นคนที่ชอบทำงานมากกว่าการกลิ้งอยู่บนที่นอน เขาได้ไตร่ตรองในสิ่งที่เขาต้องทำในอนาคตทีละขั้นๆ

“ก่อนอื่นฉันน่าจะได้รับเงินบ้างนะ”
[ฉันคิดว่าคุณไม่มีความต้องการทางวัตถุแล้วซะอีกนะ]
“ฉันอยากจะขยายที่ทำงานของฉัน และเมื่อดูจากการที่ฉันตค้องอยู่กับพวกเธอสองคนมันจะเป็นการดีกว่าหากฉันแยกออกมาจากพ่อแม่ของฉัน และเพื่อที่จะทำแบบนี้ฉันต้องการเงิน”

แม้ว่าเขาจะคิดเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง แต่การที่เขาจะต้องแยกกับครอบครัวมันก็ทำให้เขาไม่สบายใจเนื่องจากว่าการใช้ชีวิตของเขามันจะต่างออกไป

เขาได้คุยเรื่องนี้กับครอบครัวของเขาแล้ว ยูอิลฮานได้เสนอกับครอบครัวของเขาให้ไปในบ้านที่ใหญ่และกว้างกว่านี้แต่ว่าทั้งสองคนดูจะไม่สนใจเลย

ยังไงก็ตามถึงแม้ว่ายูอิลฮานจะแนะนำให้พ่อของเขาหยุดการทำงานด้วยการแสดงเงินที่เขาได้รับมาอย่างไร้เหตุผล แต่พ่อของเขาก็ไม่ได้ผงะไปเลย เนื่องจากว่าหากเขาไม่ก้าวก่ายชีวิตพ่อแม่มากเกินไปมันก็จะไม่ดีทำให้ยูอิลฮานยอมหยุดแค่นั้น

“ต่อมามันก็ยังมีสิ่งที่ฉันจะทำควบคู่ไปกับเป้าหมายแรกด้วย แต่ว่าฉันต้องการที่จะกระจายเกราะและอาวุธที่มีคุณภาพที่ดีสู่ตลาด”
[คุณกำลังจะบอกว่าคุณจะทำการอัพเกรดในอุปกรณ์ของมนุษยชาตในขณะที่หาเงินไปด้วยสินะ]
“ใช่แล้ว พูดตรงๆเลยนะคุณภาพของสิ่งที่คนใส่อยู่ในตอนนี้มันต่ำเกินไป ของพวกนั้นมันเป็นแค่เศษขยะ”

นี่มันคือสิ่งที่ได้รับมาจากการที่คนบนโลกได้มาจากการไปทำเควสที่ยากลำบากจนเวน็จในต่างโลกและถูกยูอิลฮานบอกว่านี่คือขยะ คงจะมีเพียงแต่ยูอิลฮานที่มีความชำนาญในการตีเหล็กและเทคนิคอื่นๆในการทำเกราะและอาวุธทำให้เขามองของพวกนี้เป็นเพียงขยะ

แน่นอนว่าเหตุผลที่ยูอิลฮานพยายามจะอัพเกรดเลเวลของอุปกรณ์ของคนบนโลกมันก็ง่ายมาก นี่มันเป็นเพราะเขารำคาญที่จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงคนเดียวบนโลกนี้แล้ว

แม้ว่าการที่ยูอิลฮานไปที่ไหนมันจะเกิดอันตรายขึ้นจะเป็นความจริงก็ตาม แต่ว่าด้วยเลเวลในปัจจุบันของผู้คน เพีงแค่เสือดาวเงามันก็สามารถจะพรากชีวิตของผู้คนได้หลายสิบหลายร้อยแล้ว แล้วก็หากจู่ๆเรต้าคาร์อิฮ่าห์ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในกลางเมืองล่ะ? ยูอิลฮานคิดว่ามันจะต้องมีการสูญเสียที่มากกว่าแสนแน่นอน

“ต่อให้ฉันสร้างเกราะหนังแบบอันเก่าที่ฉันใช้ก่อนหน้านี้ขึ้นจำนวนมากและขายพวกมันไปให้กับกลุ่มปราบปราม พลังการต่อสู้ของประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20%”

เหตุผลที่เขาพูดถึงกลุ่มปราบปรามมันก็ง่ายมาก ก่อนอื่นเลยกลุ่มปรามปรมเป็นกลุ่มที่จะเคลื่อนไหวเพื่อความปลอดภัยของผู้คน และอย่างที่สองก็คือในตอนนี้พวกเขาเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในเกาหลี

แม้ว่าพวกเขาจะน่าสงสารแต่พวกเขาก็ก้าวออกมาอย่างสง่างาม แต่ว่าพวกเขาก็ลืมบางอย่างไป พวกเขาไม่มีทั้งชื่อเสียงหรือพลังและรับคำสั่งโดยตรงเพื่อประเทศ แถมสภาพพลังการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ดีเลยเช่นกัน และเนื่องจากการปรากฏขึ้นของสำนักงานจัดการผู้ใช้พลังพิเศษได้ปรากฏขึ้นมาก็ทำให้พวกเขาถูกลืมเลือนลงไปมากขึ้น แต่ว่าประเทศก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยพวกเขาไป

เพราะแบบนี่ผู้ใช้พลังตามปกติทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มปรามปราบต่างก็หนีกันไปประเทศอื่น และในท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้พลังที่เป็นทหารก็ไม่สามารถจะหนีไปได้ตามต้องการก็ต้องติดอยู่เพียงกลุ่มเดียว ถ้าหากว่าสถารการณ์มันแย่ยิ่งไปกว่านี้บางทีพวกเขาอาจจะยอมเสียงและหนีไปต่างประเทศอย่างผิดกฏหมาย

ผู้คนได้เรียกกลุ่มปราบปรามว่ากลุ่มอดสู นั่นมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มปราบปรามตค่างก็ทำหน้าราวกับจะตายอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนเรียกชื่อนี้แต่ว่ามันก็เป็นชื่อที่บั่นทอนจิตใจอย่างแท้จริง

เพราะแบบนี้ทำให้ยูอิลฮานอยากจะช่วยพวกเขา ถึงแม้ว่ายูอิลฮานจะไม่ได้คิดจะให้พวกนั้นฟรีๆ แต่ว่าการกระทำของเขามันก็เป็นสิ่งที่ช่วยพวกนั้นเป็นอยากมาก

[คุณบอกว่า 20%?] (เอิลต้า)
“ใช่สิ”

แน่นอนว่าถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้รู้จักยูอิลฮานคนๆนั้นก็คงจะบอกว่ายูอิลฮานยโสมากเกินไปแล้ว แต่ว่าสำหรับเอิลต้ากับลิต้าที่รู้ในพลังของยูอิลฮานดีก็ได้ส่ายหัวของพวกเธอ

[ไม่ใช่ว่าต้องเป็น 50% หรอ?] (ลิต้า)
[ถ้าพวกเรามอบอาวุธพื้นฐานให้พวกนั้นมันก็น่าจะเพิ่มถึง 70%] (เอิลต้า)
“เธอเล่นมุกได้ดีนะ”

โดยสรุปแล้วมันก็มีหนึ่งอย่างที่น่าคิดเช่นกัน ยูอิลฮานก็ยังจะมอบอาวุธให้บางคนด้วย

“ถ้างั้นต่อไปก็จักรพรรดินี”
[ทำไมถึงต้องถึงเป็นผู้หญิงคนนั้นล่ะ?] (เอิลต้า)
[ห๊ะ ผู้หญิง?] (ลิต้า)

เสียงที่ดูจะไม่มีแววของเจตนาดีอยู่เลยของลิต้าได้ดังออกมา ยูอิลฮานก็ได้พูดต่อไป

“อาวุธของเธอดูจะอ่อนมากเกินไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเกราะของเธอ ฉันคิดว่าเธอจะต้องพุ่งไปได้ไกลแน่ถ้าฉันให้ของดีเธอสักอย่าง”
[ฉันไม่คิดว่ามันจะมีเวลาที่เธอจะตกอยู่ในอันตรายนะ] (เอิลต้า)
“แต่ว่าเธอก็ยังจะช่วยแก้วิกฤติได้ด้วยนะ”

เธอคือคนที่แข็งแกร่งในเกาหลีและเป็นคนที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ถ้าหากว่ามีคนพูดแบบนี้มันก็ไม่ผิดเลย ในท้ายที่สุดเอิลต้าก็ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของยูอิลฮานและจบด้วยการหยักหน้า

[นั่นก็จริง] (เอิลต้า)
[เดี๋ยวนะ ผู้หญิง? ผู้หญิงอะไร?]
“ฉันน่าจะติดต่อเธอดีไหมนะ?”

เมื่อยูอิลฮานตัดสินใจบางอย่างได้แล้วเขาได้แสดงความตื่นเต้นออกมา เขาได้ปล่อยเรื่องของกลุ่มปราบปรามเอาไว้ก่อนเนื่องจากว่าเขายังไม่มีช่องทางติดต่อคนพวกนั้น แต่ว่าในตอนนี้เขาก็ได้ตัดสินใจที่จะขายไอเทมให้กับจักรพรรดินีแล้ว เขาได้ยืนตรงขึ้นมา

ในขณะที่เอิลต้าเดาะลิ้นของเธอ ลิต้าก็ขมวดคิ้วขึ้น เมื่อยูอิลฮานได้ต่อสายไปไม่นานนักคังมิเรย์ก็รับสาย

‘มันก็สักพักแล้วนะ มีอะไรหรอ?’

เสียงที่สงบของเธอได้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกใจเย็นลง ยูอิลฮานที่คุยอยู่ก็ได้เริ่มหัวข้อหลักในทันที

“เธอมีความคิดที่จะซื้ออาวุธอะไรไหม?”
[คุณบอกว่าอาวุธหรอ… คุณได้อาร์ติอฟคเวทย์หรืออะไรแบบนี้มาหรอ?]
“อย่างที่เธอน่าจะรู้จากอุปกรณ์ของฉันในตอนที่เธอได้เห็นครั้งล่าสุด ฉันนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับคนที่สร้างอุปกรณ์ดีๆได้”

น่าเศร้าที่เขาได้บอกไปว่าเขารู้จักในสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่ ความรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังได้เต็มอยู่ในตัวยูอิลฮานทันที

การโกหกในตอนนี้มันคือพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา แต่ว่าแม้แต่ในตอนนี้มันก็ยังส่งผลกับจิตใจเขาด้วย

ไม่นานนักจักรพรรดินีก็ตอบกลับมา

[ยังไงก็ตามในตอนนี้ฉันได้ใช้อาวุธระดับแรร์อยู่เหมือนกัน]
“ระดับยูนีคหรือสูงกว่านั้นทั้งเกราะและอาวุธ แล้วก็ฉันสามารถจะดึงเอกลักษณ์ของตัวเธอมาได้คุณคังมิเรย์ คุณคิดยังไงล่ะ?”

จักรพรรดินีได้ตอบกลับทันที

[ฉันขอแทนยูนากับพี่ชายของฉันด้วยได้ไหม? ถ้ามันเป็นค่าตอบแทนอะไรฉันจะหายให้หมด]

นี่มันคือในตอนที่การแลกเปลื่ยนนี่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 2 แล้วครับ