0 Views

บทที่ 165 – ฉันเป็นศูนย์กลางของโลก (7)

 

[แม้ว่าฉันจะพอเดาระดับของพลังเอาไว้แล้ว แต่ว่ามันชัดเจนมากเลยว่าโลกนี้อยู่ในระดับที่สูงมากไปกว่าโลกอื่นๆ บางทีอาจจะเป็นหนึ่งในโลกระดับสูงๆที่ได้ผ่านมหาภัยพิบัติครั้งที่ 3เลยก็ได้]

นี่คือความเห็นของเลียร่าที่พูดออกมาเมื่อพวกเขาเข้าไปในพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ ยูอิลฮานก็ยังเห็นด้วยกับเธอ แต่ว่าฟีราตานั่นเหนือไปกว่านั้นก็คือทั้งๆที่พวกเขาเพิ่งจะเกิดมหาภัยพิบัติครั้งที่ 3 แต่พวกเขาก็มีคลาส 4 อยู่ถึง 5 คนแล้ว ลานปลาสอยู่ในระดับที่ต่างออกไปจากที่นั่น

“ฟุฟุ นายรู้สึกถึงเรื่องนี้แล้วสินะ”

เออร์ม่า แอน อิลต้าได้พูดออกมาอย่างภูมิใจในฐานะที่เธอเป็นองค์หญิงที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิเพลลาเดีย

“กองกำลังในจักรวรรดิเรายิ่งใหญ่มาก พวกเรากระทั่งมีคลาส 4 ถึงสามคนในขณะที่คนอื่นๆแค่มีคนเดียวก็นับว่าโชคดี”
“องค์หญิงบอกเขาไปจะดีหรอครับ?”
“เก็บไว้แล้วได้อะไรล่ะ? เขาเป็นเชา เขาก็น่าจะรู้ได้ถึงคนพวกนั้นโดยที่ฉันไม่ต้องบอกด้วยซ้ำไป”
“หืม สามสินะ น่าทึ่งไปเลย”

ยูอิลฮานได้ตอบกลับไปแบบเฉยๆกับองค์หญิงที่ดูจะภูมิใจเอามากๆ

ยูอิลฮานไม่ได้ตกใจเลย ไม่สักนิด ในด้านพลังทางการทหารมันไม่ได้น่าตกใจเลยในเมื่อฟีราต้ายังเหนือไปกว่าเพลลาเดียซะอีก

“แล้วก็มีคนมากกว่าร้อยคนอีกนะที่อยู่ชายขอบของคลาส 4 แล้ว แต่ว่าพวกเขายังไม่อาจจะข้ามผ่านไปได้เพราะขาดแคลนคู่ต่อสู่กับบันทึกที่เหมาะสม”

ใช่แล้ว สิ่งที่ยูอิลฮานตกใจก็คือเรื่องความเชี่ยวชาญเวทย์ ในด้านความมั่นคง และจำนวนคนที่มหาศาลมากกว่าเมื่อนำไปเทียบกับที่ฟีราต้า

[ที่ฟีราต้ามีอัจฉริยะแค่ไม่กี่คน แต่ว่าที่นี่ก็มีคนที่มีพรสวรรค์อยู่มากมาย] (สเปียร่า)
[ยังไงก็ตามพวกเขาก็จะตายหากว่าไปไม่ถึงคลาส 4 น่าเศร้าจังเลยนะ ฉันคิดว่าฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกเขานะในเมื่อฉันก็มีช่วงเวลาที่ฉันติดอยู่ชายขอบการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงมาเป็นเวลานานก็ตาม] (สเปียร่า)
[โอ้ เอาจริงดิ? ฉันไม่เคยเห็นรู้เรื่องเลย ] (เลียร่า)
[โฮ่ เธออยากจะวัดกับฉันไหมล่ะ?] (สเปียร่า)

เพราะแบบนี้สงครามทูตสวรรค์ครั้งที่ 5 เลยได้เริ่มขึ้น แม้ว่าการต่อสู้จะเกิดขึ้นบนหัวของเขาแต่ยูอิลฮานก็เดินตามองค์หญิงกับคังมิเรย์ไปอย่างสบายๆในขณะที่เดาไปด้วยว่าเกิดการต่อสู้กันกี่ครั้งบนหัวของเขา

ในอ้อมแขนของยูอิลฮานดวงตาของยูมิลได้ส่องประกายออกมาเมื่อเขามองไปที่พระราชวังขนาดมหึมาและนายูนาก็ได้เดินไปตามเส้นทางอย่างสง่างามซึ่งแตกต่างไปจากตัวเธอตามปกติเอง ยูนาที่กำลังเดินอย่างเงียๆบยิ่งงดงามมากขึ้นไปจนถึงจุดที่ทำให้เขาต้องยอมรับเลยว่าทำไมเทพแห่งความงามถึงได้มอบพรให้กับเธอ

และเมื่อเรื่องที่คิดในหัวเขามากขึ้นๆไปทำให้เขาถามออกมา

“ทำไมเธอเงียบแบบนี้ล่ะ นี่มันไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ”
“เมื่อไหร่ที่ฉันอยู่ในที่ที่ไม่คุ้น ฉันจำเป็นต้องเงียบ”

เธอได้พูดออกมาราวกับว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว

“ฉันน่ะสวยเกินไปดังนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ไปไหนคนก็จ้องแต่จะเพ็งเล็งฉัน ดังนั้นฉันจำเป็นจะต้องอยู่ติดกับคนที่ฉันไว้ใจ”
“ให้ตายสิเธอเนี้ยนะแล้วมันก็เป็นเหตุผลให้เกิดปัญหาเธอถูกลักพาตัวที่โลกขึ้นด้วยสินะ”
“แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ มันช่วยไม่ได้นี่นา~”

เธอพูดมันออกมาเหมือนกับปกติได้ยังไงกันนะ? ยูอิลฮานได้แต่ตกใจแต่แล้วเขาก็ต้องยอมรับหลังจากที่สังเกตุได้ว่าทั้งเมด จอมเวทย์ แล้วก็อัศวินต่างๆที่พวกเขาเดินผ่านไปในโถงทางเดินต่างก็จ้องมองมาที่พวกเขา

ที่ยูอิลฮานเป็นปกติกับเธอได้ก็เพราะว่าเขาชินไปแล้วกับความสวยงามจากทูตสวรรค์รอบๆตัวเขา วามสวยงามของเธอมันมากพอที่จะทำให้ทุกๆคนไม่สนใจองค์หญิงที่มากับเธอได้เลย

ดังนั้นแล้วองค์หญิงก็ดูจะเศร้าลงไปเล็กน้อย

“เฮ้ เธอน่ะ หาอะไรซักอย่างมาปิดหน้าหน่อยสิ”
“นั่นมันจะเป็นทางเลือกสุดท้ายน้า~ มันไม่เป็นไรหรอกในเมื่อใบหน้าของฉันยังไม่ได้ทำให้ใครคลั่งไปน่ะ แล้วก็ยังมีคุณอัศวินรูปงามอยู่ข้างฉันด้วย!”
“ฉันปกป้องแต่ตัวเองเท่านั้นนะ”
“โอ้ว!”

ความโดดเดี่ยวของยูอิลฮานไม่มีวันจะถูกความสวยของนายูนาสั่นคลอนได้อยู่แล้ว นี่มันยิ่งไม่ต้องอธิบายเลยสำหรับองค์หญิง

“คุณยูอิลฮาน ฉันจะเตีรยมงานเลี้ยงในคืนนี้ดังนั้นวันนี้พักกันก่อนแล้วค่อยไปที่นั่นกันในวันพรุ่งนี้”
“ไม่ล่ะ ถ้าเธอบอกที่อยู่มาให้ฉัน ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย”
“แต่ว่าราชวงศ์เตรียมการต้อนรับ…”
“ฉันจะจัดการมันก่อนคืนนี้ซักอีก บอกที่อยู่มาฉันจะไปเอง”
“…ฟู่”

องค์หญิงได้แต่ถอนหายใจออกมาหลังจากเจอความตั้งใจที่แน่วแน่ของยูอิลฮาน โชึดีที่ว่าเธอได้เจอกับคนแปลกๆมามากในช่วงชีวิตของเธอ มันน่าสนใจมากที่ทุกๆคนที่มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมมักจะมีจุดแปลกๆในตัวเอง เธอได้คิดกับตัวเองว่ายูอิลฮานก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น

“ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะชะลองานเลี้ยงไว้ล่ะกันนะ แล้วก็ในเมื่อเราส่งนายไม่คนเดียวไม่ได้… ขอเวลาให้เราไปเตรียมตัวซะ 20 นาทีได้ไหม?”
“งั้นก็ได้”

หลังจากองค์หญิงออกไปเตรียมตัวแล้ว ยูอิลฮาน นายูนา ยูมิลก็ได้รออยู่ในห้องที่คังมิเรย์ได้พักอยู่ตอนอยู่ในพระราชวังนี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าคังมิเรย์จะได้รับห้องในพระราชวังแบบนี้ แต่ยูอิลฮานก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

 

“มันอาจจะมีการต่อสู้ขึ้นในซากปรักหักพังนะ ในระหว่างยุคอาณาจักรเวทมนตร์มันมีเครื่องมือต่างๆมากมายเลยล่ะ”
“แม้แต่ฉันก็สงสัยว่ามันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน จริงๆแล้วมันคืออะไรกันนะ?”
“นี่มันเหมือนเกม RPG เลยแหะ!”
“หลังจากได้เจอกับดักพวกนั้นนายจะไม่คิดแบบนั้นแน่ การทดสอบเปิดประตูหรืออะไรที่พวกนั้นพูดมันจะไม่มีความหมายเลยหากว่าคนที่เข้าไปตาย”

ดูเหมือนว่าคังมิเรย์จะพอรู้ในประวัติของซากปรักหักพัก ยูอิลฮานได้ลูบหัวยูมิลที่กำลังกัดคุกกี้อยู่ก่อนที่จะคิดบางอย่างขึ้นได้และหยิบเอาถุงคุกกี้ออกมาจากช่องเก็บของยื่นไปให้กับคังมิเรย์

“ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้น กินนี่ไปแค่อันเดียวนะ”
“นี่เป็นคุกกี้ที่นายทำ? แล้วที่ให้ฉันกินในการต่อสู้นี่…?”

คังมิเรย์ได้รับคุกกี้ไปแบบงงๆ และได้ตัวแข็งทื่อเมื่อได้อ่านข้อมูลของคุกกี้

“คุณอิลฮาน นี่มัน….?”
“เธอก็น่าจะเดาได้แล้วนี่ แต่ว่านี่ไม่ได้มีไว้ขาย”
“มันอะไรหรอ? อะไรอะ?”

ไม่นานนักที่นายูนาได้เอาถุงคุกกี้ไปจากคังมิเรย์ก็ตัวแข็งทื่อไป ยังไงก็ตามไม่นานนักเธอก็อุทานออกมา

“วาว นี่มันดูมีค่ามากๆเลยนะ”
“นี่ไม่ได้มีไว้ขายให้ทุกคน”

คังมิเรย์ที่พอจะเดาความหมายจากคำพูดได้ ได้หยิบเอาถุงคุกกี้คืนมาจากนายูนาและเก็บใส่ลงไปในกระเป๋าของเธอ เมื่อนายูนาจู้จี้อยากจะกินสักชิ้นบ้าง คังมิเรย์ก็ได้เขกหัวเธอแทนไป

ไม่นานหลังจากนั้นองค์หญิงที่ทั้งเนื้อตัวเต็มไปทั้งต่างหู แหวน มงกุฏ กำไล และแถมดูเธอจะได้เตรียมพิธีกรรมบางอย่างไว้ด้วยการโผล่ออกมา เธอได้ตะโกนออกมาอย่างกล้าหาญ

“เอาล่ะงั้นไปกันเถอะ”
“ฉันคิดว่ามันต้องมีข้อจำกัดในจำนวนเครื่องประดับที่เธอใส่สิ?”
“ฉันมีคลาสย่อยที่ทำให้ฉันใส่อาร์ติแฟคได้เพิ่มมากขึ้นน่ะ”

นี่คือคลาสย่อยที่ไร้ความหมายสำหรับใครคนอื่นนอกไปจากองค์หญิงแห่งจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่

ยูอิลฮานก็รู้ถึงศักยภาพที่ไร้ขีดสุดของคลาสย่อยเช่นกันในเมื่อตัวเขาเองก็มีคู่หูทูตสวรรค์ กับนักขี่มังกรเป็นคลาสย่อยอยู่ แต่ว่าเขาก็ได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อมาเจอกับคลาสย่อยขององค์หญิง เขายังอยากได้คลาสย่อยนี้ด้วยซ้ำไป

[นายก็รู้ใช่ไหมว่าแค่เพราะอยากได้มันก็ไม่ได้หมายความว่านายจะสมหวัง? มันก็เหมือนอย่างที่นายได้รับคู่หูทูตสวรรค์กับนักขี่มังกรมาในสถานการณ์ที่พิเศษนั่นแหละ] (เลียร่า)
“แน่นอนว่าฉันรู้ ดังนั้นอย่างแรกเลยฉันจะต้องลองทำอาร์ติแฟคประเภทเครื่องประดับในอีกสองสามเดือนต่อไป”
[อ่า นายไม่ได้ฟังเลยสักนิด] (เลียร่า)

ในขณะที่ยูอิลฮานตัดสินใจไปแล้วว่าคลาสย่อยต่อไปของเขาจะเป็นอะไร องค์หญิงก็ได้พูดมาจนถึงคำสุดท้าย

“พวกเราได้เตรียมเรือเหาะไว้แล้วดังนั้นเราจะไปกันเลยใช่ไหม?”
“..คุณมิเรย์ อาณาจักรนี่ร่ำรวยสินะ?”
“ใช่แล้ว”

คังมิเรย์ได้หยักหน้าอธิบายออกมาทันที

“ฉันคิดว่าโลกทุกๆโลกจะเป็นเหมือนๆกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่สินะ”
“ฉันอยากจะไปขึ้นเรือเหาะอ่า!”
“ทุกคนเร็วเข้า”

เรือบินได้ถูกเตรียมเอาไว้ในโซนบินในมุมหนึ่งของพระราชวังแล้ว มันไม่ได้ใหญ่อย่างที่เขาหวังเอาไว้แต่ว่าเรือเหาะมันก็มีความคงทนมากๆและมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสวยงาม

“น่าทึ่งแหะ เธอทำหัตถกรรมมานาหินพลังเวทย์ด้วยตัวหินเอง”

ยูอิลฮานได้อุทานออกมาพร้อมๆกับตรวจดูอาร์ติแฟคมากมายที่ติดตังอยู่ตามจุดต่างๆของเรือเหาะ เมื่อทำการหัตถกรรมมานาบนหินพลังเวทย์มันมีความเป็นไปได้สูงที่จะถ่ายเทพลังที่เก็บไว้ในหินพลังเวทย์และมันจะทำให้หินพลังเวทย์ปล่อยมานาออกมาได้สเถียรกว่าเดิม

ถ้าหากว่าจะมีผลเสียมันก็คงจะเป็นการที่มันมีความเป็นไปได้ที่สูงมากๆที่ฟังก์ชั่นขออาร์ติแฟคที่สมบูร์จะถูกจำกัดไปและสรุปคือจะยิ่งเสียหินพลังเวทย์เสียเปล่ามากขึ้นในการสร้างอาร์ติแฟคที่มีฟังก์ชั่นแบบเดียวกันนั้น! ยูอิลฮานได้รู้สึกเสียดายขึ้นมาหลังจากได้เห็นหินพลังเวทย์คลาส 4 จำนวนมากฝังอยู่ในส่วนต่างๆบนเรือเหาะ

“ฟู่…”
[อ่า อิลฮานกำลังโกรธเงียบๆ!] (เลียร่า)
[จิตวิญญาณผู้สร้างกำลังร่ำไห้] (เอิลต้า)

“น่าทึ่งเลยไหมล่ะ?”

องค์หญิงได้ตั้งท่าภูมิใจขึ้นมาโดยไม่ได้รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ยูอิลฮานได้ตัดสินใจที่จะไม่พูดเรื่องที่เขาสามารถจะทำไอเทมที่ดีกว่าเจ้านี่ได้ด้วยการใช้แค่หินพลังเวทย์คลาส 4 สองก้อนออกมาพร้อมๆกับนั่งลงไปเอง

ยังไงก็ตามยูมิลตื่นเต้นเอามากๆซึ่งต่างไปจากยูอิลฮาน

“พ่อเจ้าสิ่งนี้จะพาเราบินไปบนท้องฟ้าใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้ว ถึงมันจะช้ากว่าพ่อบินไปเองก็เถอะนะ”
“พ่อน่าทึ่งจัง”

แม้ว่าเธอจะอยากเถียง แต่ว่าเธอก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้ในเมื่อเธอได้เห็นยูอิลฮานใช้ปีกเสียงเพรียกแห่งการล่มสลายมาแล้วเมื่อสามวันก่อน เออร์ม่า แอน อิลต้าได้เปิดใช้งานเรือเหาะด้วยความเศร้าลงเล็กๆ

เครื่องยนต์เวทย์ได้ถูกเปิดใช้งานทำให้เรือเหาะลอยขึ้นและในทันทีหลังจากนั้นเครื่องยนต์อีกอันก็ได้ถูกเปิดใช้งานเพื่อผลักดันเรือเหาะไปข้างหน้า ความเร็วของเรือเหาะได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตลอดเวลา แต่ว่าภายในเรือเหาะนั้นเงียบและสะดวกสบายเอามากๆจนราวกับว่าพวกเขาอยู่บนพื้นปกติ จะมีก็แต่คนขับที่ยุ่งกับการเปิดใช้งานกับควบคุมอาร์ติแฟคจำนวนมากในคราวเดียว

“เป็นยังไงล่ะ”

หลังจากเรือเหาะได้ออกตัวโดยสมบูรณ์แล้ว องค์หญิงได้หันหน้ากลับมามองทั้งกลุ่มด้วยสายตาเป็นประกาย

คังมิเรย์ยังคงเงียบอยู่ราวกับว่าเธอเคยนั่งมันมาก่อนแล้ว ส่วนยูอิลฮานคิดว่านี่มันคาดไม่ถึงเลยทีเดียวในเมื่อมันสบายมากแถมยังใหญ่กว่าเครื่องบินซะอีก แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

ยูมิลได้เฝ้ามองดูฉากด้านนอกอย่างอารมณ์ดีและจะมีแต่นายูนาเท่านั้นที่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มสดใส

“นี่มันแย่กว่าเครื่องบินซะอีกนะ!”
“อะไรนะ!”
“อย่าได้เอามันไปเทียบกับที่นั่งเฟิร์สคลาสเชียวนะ!”

บรรยากาศได้เย็นยะเยือกขึ้นในทันที องค์หญิงได้จ้องหน้านายูนา แต่ว่าคนที่ถูกจ้องอยู่ก็ได้ยิ้มอย่างไม่รู้เรื่อง ยูอิลฮานได้ตัดสินใจไปเล่นกับยูมิลที่แสนน่ารักแทนที่จะมาสนพวกคนงี่เง่าสองคนนี้

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆเรือเหาะก็ได้าถึงจุดหมาย มันเป็นสถานที่ที่อยู่ตรงกลางของภูเขาหินยักษ์ที่อยู่นอกเขตเมืองไปโดยสิ้นเชิงและจากร่องรอยระเบิดขนาดใหญ่ใกล้ๆนี้มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้เวทย์ในการขุดเจาะ

อนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่และสง่างามได้กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นแล้วที่ใกล้ๆกันก็มีทางเข้าซากปรักหักพักอยู่ เขาได้คิดว่าอนุสาวรีย์นี่น่าจะเคยปิดทางเข้าซากปรักหักพังเอาไว้

ไม่ว่ายังไงทางเข้าซากปรักหักพังก็ได้ถูกเปิดไปแล้ว ทางขึ้นทังหมดได้ทำขึ้นมาจากโลหะขาวเพียงอย่างเดียวซึ่งมันเห็นได้ชัดเลยว่ามันเชื่อมไปสู่ใจกลางของภูเขาหินยักษ์ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่ามันลึกแค่ไหนก็ตาม

“องค์หญิง!”
“พวกนายมานี่หน่อยนะแล้วก็คุ้มกันเรือเหาะเอาไว้”

อัศวินกับจอมเวทย์ที่ป้องกันทางเข้าซากปรักหักพักอยู่ได้วิ่งเข้ามาทันทีที่รู้ว่าเรือเหาะลงจอด องค์หญิงได้ออกคำสั่งกับพวกเขาทันทีและนำทางทั้งกลุ่มไปซากปรักหักพัง

“นายจำเป็นจะเข้าจากที่นี่ พวกเราลำบากมากเลยล่ะกว่าจะเคลียร์อนุสาวรีย์ออกไปได้”

ดูเหมือนว่ายูอิลฮานจะเดาถูก ร่องรอยเผาไหม้และหลุมลึกทั้งหมดรอบๆอนุสาวรีย์มันดูน่าทึ่งเอามากๆ แต่ว่าตัวอนุสาวรีย์เองดูจะไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด

ยูอิลฮานได้เดินเข้าไปดู มีตัวอักษรที่เข้าใจได้ยากอยู่เต็มไปหมดและหลังจากอ่านดูซักพักหนึ่งเขาก็ได้ถามองค์หญิงขึ้นมา

“แล้วเธอไม่คิดว่ามันจะมีทางอื่นในการเปิดซากปรักหักพังเลยหรอ?”
“พวกเราลองดูแล้ว แต่ว่ามันไม่มีวิธีอื่นเลย”
“เพราะแบบนั้นพวกเธอก็เลยใช้วิธีโง่ๆแบบนี้สินะ”
“โง่ๆ!? แม้แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะใช้พลังเวทย์กับหินแข็งๆแบบนี้เลยนะ! ฉันได้พาจอมเวทย์คลาส 4 ตั้งสองคนมาจัดการกับมัน!”

ยูอิลฮานกำลังจะบอกว่าวิธีโง่ๆมันคือการจัดการเอาอนุสาวรีย์ออกไปด้วยกำลังอย่างเดียว แต่ดูแล้วองค์หญิงคงจะเข้าใจผิด

‘เธอคนนี้มีทั้งด้านฉลาดแล้วก็โง่แหะ ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะติดต่อกับเธออีกในอนาคต’

เขาได้คิดออกมาสมกับที่เป็นผู้โดดเดี่ยวและยื่นมือออกไปทางอนุสาวรีย์

“นายกำลังจะทำอะไรกับอนุสาวรีย์น่ะ?”
“ฉันกำลังจะเปิดทางเข้า”
“หือ? แต่ว่าฉันเปิดทางเข้าแล้วนี่…. อ่อ งี้นี่เอง ฉันไม่ได้เปิดมันจริงๆใช่ไหม”
“ใช่แล้ว”

ในคราวนี้องค์หญิงเขาใจถูกแล้ว ยูอิลฮานได้ให้ทั้งกลุ่มถอยออกไปด้วยการโบกมือโดยไม่พูดอะไรมาก ภาษาที่ไม่มีใครในที่นี้เข้าใจได้ตอนนี้กำลังจะออกมาจากปากของเขา

“(ยินดีต้อนรับสู่ที่แห่งนี้คนแปลกหน้า)”
“หือ? นายเพิ่งจะพูดอะไรน่ะ?”
“อย่าบอกฉันนะว่าเขาอ่านข้อความบนอนุสาวรีย์น่ะ!? คนที่มาจากโลกแบบคุณยูอิลฮานอ่านภาษาโบราณในโลกใบนี้ออกได้ยังไง…?”

เขาได้อ่านต่อไปโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกๆคน ยิ่งเขาอ่านไปแสงจากอนุสาวรีย์ก็ได้ยิ่งส่องออกมามากขึ้นและพร้อมๆกันมานาก็เริ่มระอุขึ้นมา

“(การอุทิศตนของคนรุ่นใหม่ปรารถนาที่จะสานต่อกาค้นคว้าถึงความหมายแห่งวิศวกรรมเวทย์…)”
“น่าทึ่งมาก ซากปรักหักพักกำลังตอบสนองเขา! ฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันคิดถูกที่พาเขามาที่นี่!”
“ถึงคุณอิลฮานจะน่าทึ่งอยู่แล้ว แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะมีความสามารถในการอ่านภาษาโบราณ…”

ในตอนนี้ยูอิลฮานกำลังอ่านประโยคสุดท้ายแล้ว

“(ข้าได้ทิ้งแก่นแท้นแห่งวิศวกรรมเวทย์ที่ฉันได้ใช้ทั้งชีวิตค้นคว้าเอาไว้ที่นี่ ข้าต้องการที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของวิศวกรรมเวทย์ที่ซึ่งข้าคนนี้ไม่อาจจะเอื้อมถึงได้จนกระทั่งวาระสุดท้ายเพราะความขาดความสามารถ)”

ในตอนนี้เองได้มีแสงสีน้ำเงินเรืองออกมา พร้อมๆกันนั้นเส้นทางที่ทำมาจากโลหะขาวได้เริ่มสั่นและทวีแสงรุนแรงออกมา เทคนิคหัตถกรรมมานาระดับสูงได้เริ่มพุ่งขึ้นมาในเวลานี้และเริ่มขยับอีกครั้ง ยูอิลฮานได้เริ่มอธิบายให้คังมิเรย์กับพรรคพวกฟัง

“มันดูเหมือนว่ามันไม่ได้ถูกเปิดใช้งานได้ดีนักเนื่องจากเวลามันผ่านมานานแล้วนับตั้งแต่ที่ซากปรักหักพังถูกสร้างขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าการอ่านข้อความบนอนุสาวรีย์จะกระตุ้นให้กลไกเวทย์ทำงานอีกครั้งหนึ่ง มันได้ใช้มานาของฉันนิดหน่อยในการให้มันทำงาน… แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามในตอนนี้ซากปรักหักพักจะเปิดใช้งานแล้ว”
“ถ้างั้นในตอนนี้เราก็จะได้รับทุกๆอย่างที่อยู่ในซากปรักหักพังแล้ว”

องค์หญิงได้ตะโกนออกมาอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ที่มากมาย ยังไงก็ตามหลังจากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นในทันทีที่ยอดภูเขาหิน

โชคดีที่ว่าซากปรักหักพังมันยังไม่ได้พังลงไป แต่ว่าแรงระเบิดมันไม่ได้หยุดลงและให้ความรู้สึกที่ไม่ดีกับทุกๆคนในที่นี้

“ไม่หรอก มันก็แค่กลับมาเป็นแบบปกติ แต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันต่างไปเล็กน้อย”

ในตอนที่ทุกๆคนหันไปจ้องที่ยอดภูเขายูอิลฮานได้ปฏิเสธในความคิดเห็นของทุกคน ยังไงก็ตามทั้งกลุ่มได้ต้องใจเมื่อได้เห็นยักษ์…. ‘อะไรซักอย่าง’ ที่ ‘ร่าง’ ของมันกำลังลุกขึ้นมา พวกเขาไม่ได้ฟังเขาเลย

“คุณอิลต้าพาจอมเวทย์ทั้งสองคนมาที่นี่ล้วก็ให้เขายิงเวทย์เหมือนคนบ้า”
“แต่ว่าในตอนนี้มันก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นนี่?”
“ก็อย่างที่ฉันพูดไป ซากปรักหักพังกลับมาเป็นปกติแล้ว”

ยูอิลฮานได้อบอุ่นร่างกายในขณะที่พูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจ เขาได้เตรียมตัวสู้แล้ว

“ถึงแม้ว่ามันจะช้าไปนิด แต่ว่าในตอนนี้ฟังก์ชั่นของมันได้กลัยมาทำงานตามปกติแล้ว มันก็เลยกำลังจะ ‘กำจัดผู้บุกรุก’ แล้วไงล่ะ”
[นี่มันเป็นจังหวะโจมตีที่ดีเยนะ ออกตัวได้สวย!] (เลียร่า)
[ช่วยกังวลหน่อยเถอะนะ ไม่ว่านายจะมองมันยังไงแต่มันก็เป็นมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ที่มีเลเวลมากกว่า 250 เลยนะ!] (เอิลต้า)

คังมิเรย์ได้หยิบเอาถุุงคุกกี้ออกมาจากกระเป๋ากัดลงไปหนึ่งชิ้นในปากของเธอและยื่นให้กับนายูนาและยูมิลคนล่ะชิ้น นายูนาได้มีความสุขขึ้นทันทีหลังจากได้รับคุกกี้มาทั้งๆในสถานการณ์แบบนี้

“คุณยูอิลฮาน หลังจากเอาชนะเจ้านี่ได้แต่งงานกับฉันนะ”
[ก๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ!]

มอนสเตอร์ขนาดยักษ์บนภูเขาได้ตอบกลับมาแทนยูอิลฮาน นายูนาได้บ่นทันที

“ฉันไม่ได้ถามนายซักหน่อยนะ”
“อ่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็คิดแบบเดียวกับมัน”
“นายจะมากเกินไปแล้วนะ! อย่างนายก็ตอบฉันเป็นภาษาเกาหลีซิ”
“ฉันปฏิเสธ”
“โอ้”
“แล้วก็ช่วยบัพทีดิ”
“โอ้ว! แล้วฉันก็เกลียดตัวเองจังที่บัพให้เขาโดยดี!”

[พลังโจมตีและพลังป้องกันเพิ่มขึ้น 30% เป็นเวลา 20 นาที เมื่อถูกซุ่มโจมตีจะมีโล่ปรากฏขึ้นมาคุ้มกันคุณและการโจมตีทั้งหมดจะได้รับผลเสริมจากเทพแห่งความงาม พลังแห่งเรย์น่า]

ยูอิลฮานได้กางปีกของเขาขึ้นในทันทีที่ได้รับบัฟจากนายูนา หลังจากเขาปล่อยมิลแล้ว เขาก็ยังกินคุกกี้ยัดไส้เวทมนตร์ไปด้วย

“ว้ายยย! ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีมอนสเตอร์แบบนี้อยู่ในซากปรักหักพังวิศวกรรมเวทย์!”
“มิล โจมตีระยะไกลเอาไว้ อย่าเข้าไปเข้าใจนะ?”
“เข้าใจแล้วครับ”

ระหว่างองค์หญิงรวบควมอัศวินกับจอมเวทย์ที่คุ้มกันทางเข้าซากปรักหักพังทั้งน้ำตาอยุ่ ยูอิลฮานก็ได้กำชับยูมิลและบินไปบนท้องฟ้า

ในที่ที่มันอยู่ มันเป็นอนสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เอามากๆจนเขาคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ที่จะวิ่ง 100 เมตรบนหลังของมัน

[ก๊าซซซซซซซซซซ!]

มอนสเตอร์ที่ได้เติบโตขึ้นมาจากการกินมานาจำนวนมหาศาลเป็นเวลาหลายต่อหลายปีที่มันจำศีล – โกเล็มยักษ์ที่เกิดขึ้นมาจากเทคโนโลยีระดับสูงของแก่นแท้แห่งวิศวกรรมเวทย์โบราณ มันได้คำรามออกมาอย่างกึกก้อง!


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับเพื่ออ่านก่อนใครได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 5 แล้วครับ หรือทางเว็บ Thai-novel