0 Views

บทที่ 157 – ถ้าฉันเป็นคนเปิดมันคงเป็นประตูสู่นรกแน่ (5)

 

แม้ว่ายูอิลฮานจะใช้เวลาสู้กับมอนสเตอร์ ‘ปีศาจสั่นสะเทือนวิปริต’ ไปมากแต่ว่าเมื่อเขากลับมาลูกน้องของเขาก็ยังคงหลับอยู่เลย การที่พวกลูกน้องเขาต้องทนมาเป็นเวลา 2 ปี 9 เดือนในโลกที่ถูกทิ้งได้ส่งผลตกค้างไว้ให้พวกเขาไว้ทำให้พวกเขาเลือกที่จะหลับให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่พวกเขาจะได้เก็บพลังงานเตรียมตัวไว้ทุกสถานการณ์

ถึงจะมีร่องรอยกับสัญญาณของมอนสเตอร์นับพันที่พยายามจะบุกเข้าไปในคฤหาสน์ แต่ว่าระบบป้องกันอัตโนมัติก็ดูจะจัดการพวกมันไปหมดแล้ว

เพราะระบบอัตโนมัตินี้เองทำให้ยูอิลฮานไม่ได้รับค่าประสบการณ์เช่นกัน แต่ว่าการพัฒนาของพื้นที่แห่งความอบอุ่นและความเศร้าก็ยังพัฒนาขึ้นไปอยู่ทำให้ยูอิลฮานพอจะรับได้

“โอเคเยี่ยม งั้นฉันจะรีบไปอาบน้ำนอนแล้ว”

ยูอิลฮานได้วิ่งตรวจดูระบบความปลอดภัยของคฤหาสน์แล้วก็ฮัมเพลงเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ที่นี่เขาสามารถจะนอนหลับได้อย่างสบายใจต่างไปจากอพาร์ตเมนท์ที่กังนัม

จนกระทั่งตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพักอย่างเต็มที่เพราะเขาไม่เคยลงการระวังตัวเลยแม้แต่ตอนนอน แต่ว่าด้วยคฤหาสน์หลังนี้ เขาสามารถจะนอนหลับได้อย่างเต็มที่ด้วยพลังของผู้เชี่ยวชาญสกิลพักผ่อน

[ยินดีต้อนรับยูอิลฮาน] (เอิลต้า)

เมื่อเขาเข้ามาในห้องเขาก็ได้เจอกับยูมิลที่นอนอยู่บนเกาอี้หนังสีดำที่เขาได้ใช้นั่งป้องกันคฤหาสน์มาตลอดสองสัปดาห์แล้วก็เอิลต้าที่นั่งเฝ้ายูมิลอยู่

[ทำไมนายมาช้าจังล่ะ? มีคลาส 4 อยู่จริงๆไหม?] (เอิลต้า)

เมื่อได้ยินคำถามของเอิลต้า หัวของยูอิลฮานได้เริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้งและหยักหน้ารับ

“มีคลาส 4 อยู่ตัวนึง แต่ว่ามันมีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้นน่ะ เดี๋ยวไว้ให้เลียร่าอธิบายรายละเอียดนะ แล้วทำไมมิลมานอนอยู่นี่ล่ะ?”
[เขาตื่นขึ้นมาเพราะว่าเขาหิวทั้งๆที่กินซุปเนื้อไปแล้วน่ะ จากนั้นเขาก็ไปรอบคฤหาสน์หาร่องรอยของนายจนกระทั่งมิลมาถึงห้องประชุมแล้วเขาก็เริ่มนอนบนเก้าอี้ไป] (เอิลต้า)

เมื่อยูอิลฮานได้ยกมิลขึ้นมา มิลก็ได้เกาะติดยูอิลฮานเองอัตโนมัติ ตอนแรกเขาอยากจะปลกมิลขึ้นมาแต่แล้วเขาก็ลืมไปหลังจากได้เห็นมิลหลับสนิท กลับกัน่านตาของยูอิลฮานได้หนักขึ้นมาแทน

“ฉันจะไปนอนก่อนสักพักเดี๋ยวจะไปทำงานนะ”
[นายอยู่แบบนี้มา 20 วันโดยที่ยังไม่ได้นอนเลยนะ ถ้านายยังจะทำอะไรอีกในสภาพนี้ฉันจะทำให้นายหลับไปเอง] (สเปียร่า)
[ให้ฉันนอนกับนายด้วยนะ!] (เลียร่า)
[เธอน่ะมานี่เลย!] (เอิลต้า)

ยูอิลฮานได้ฝากมิลไว้กับทูตสวรรค์ไว้ชั่วคราวเพื่อที่เขาจะไปอาบน้ำแล้วจากนั้นก็กลับมาพามิลไปที่เตียง จากการที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในสกิลพักผ่อนทำให้เขาหลับลงไปในวินาทีแรกที่ล้มตัวลงบนเตียง ตอนนี้ก็เหลือแค่เหล่าทูตสวรรค์ที่มีงานท่วมอยู่แล้ว

[เหตุการณ์บนโลกมันยิ่งซับซ้อนขึ้นอีกแล้ว…] (เลียร่า)
[มีประตูมิติบนโลกที่ยังเชื่อมต่อกับโลกอื่นอีกอยู่ไหม? ถ้ามันมีประตูมิติแบบนั้นอยู่อีกจะต้องมีทูตสวรรค์อย่างน้อยคนหนึ่งไปจับตาดูไว้] (สเปียร่า)
[ไม่หรอก การฝากไว้กับทูตสวรรค์มันไร้เดียวสาเกินไป ในครั้งที่แล้วเรายังไม่ได้จัดการพวกคนทรยศจนหมดเลย พวกเขาจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนบนโลกแทน เราน่าจะมอบภารกิจสวรรค์ให้กับพวกเขา] (เอิลต้า)
[ดูเหมือนว่าพลังของกองทัพสวรรค์จะยิ่งลดต่ำลงแล้ว พวกเขาก็ยังถูกผูกติดกับยูอิลฮานอยู่อีกด้วย] (เลียร่า)
[เราต้องรับความเสี่ยงนี้ไว้ โลกได้ผ่านจนที่จะเรียกว่าโลกระดับต่ำมานานแล้ว] (เอิลต้า)
[ใช่แล้ว พวกเราจะต้องยืนหยัดให้มั่นคง มันดูเหมือนว่าฉันจะต้องจะต้องไปยื่นเรื่องขอพื้นที่สำรองไว้ให้โลกแล้ว] (สเปียร่า)
[พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยงั้นหรอ?] (เอิลต้า)

จากการที่ทูตสวรรค์คลาส 6 ถึงสองคนได้จบอยู่ที่ฝั่งเดียวกับยูอิลฮาน ทำให้การสนทนาระหว่างพวกเธอทั้งสามคนมีผลอย่างมากกับโลกนี้

[บาย](เลียร่า)
[ฉันจะรีบทำมันให้เสร็จเร็วที่สุด] (สเปียร่า)

หลังจากได้ข้อสรุปกันแล้ว สเปียร่าได้ตรงไปที่สวรรค์ในฐานะตัวแทนของทั้งสามคนทันที ถ้าเป็นเธอ เธอจะต้องต่อรองกับกองทัพสวรรค์ได้ดีกว่าเลียร่าหรือเอิลต้าแน่นอน

[เธอไปแล้ว] (เลียร่า)
[ใช่แล้ว] (เอิลต้า)

หลังจากที่ส่งสเปียร่าไปแล้ว เอิลต้ากับเลียร่าได้มองกันเองเพื่อหาโอกาส แต่ว่าไม่นานนักพวกเธอก็ได้ตกลงกันอย่างเงียบๆและยื่นมือข้างหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ค้อนของเลียร่ากับกระดาษของเอิลต้า

[ฟู่…]

เมื่อเอิลต้าได้จูบนิ้วออกมาอย่างพอใจ เลียร่าก็ได้ขบฟันตะโกนออกมา

[มาแข่งกันสามรอบ] (เลียร่า)
[ชัยชนะจะตัดสินกันในรอบแรกเสมอต่างหากล่ะ] (เอิลต้า)

ความมุ่งมั่นของเอิลต้ายังคงมั่นคงเหมือนกับแพงเหล็กทำให้เลียร่าได้แต่ไปนอนถัดจากมิลหลังจากที่คลานไปบนเตียงทั้งน้ำตา จากนั้นเอิลต้าได้กระโดดไปนอนจับแขนเสื้อของยูอิลฮานข้างๆเขาทันที

[ในที่สุดฉันก็ได้นอนหลับสบายเป็นครั้งแรกหลังจากไม่ได้นอนสบายมานาน] (เอิลต้า)
[ฮึ่ม วันนี้ฉันจะยอมให้เธอ] (เลียร่า)

เลียร่าใช้สายตาที่ซับซ้อนและบอบบางมองดูเอิลต้าที่ดูจะพอใจกับการแค่จับเสื้อของยูอิลฮานแล้วแต่ว่าไม่นานนักเธอก็หลับลงไป ดูเหมือนว่าพวกเธอก็เหนื่อยมามากเช่นกัน

ลูกน้องของยูอิลฮานก็ยังคงหลับอยู่โดยไม่ตื่นขึ้นมา แม้ว่าจะมีมอนสเตอร์ประหลาดมาทางคฤหาสน์ของเขา แต่ว่าพวกมันก็ถูกจัดการไปเองด้วยระบบป้องกันภัยอัตโนมัติโดยที่ไม่มีอันตรายใดๆถึงคฤหาสน์ได้เลยสักนิด

เพราะแบบนี้ทุกๆคนที่อยู่ในคฤหาสน์ต่างก็หลับไหลสนิทกันทุกคน

แม้ว่าในเวลานี้ทั่วทั้งโลกต่างก็ต้องเผชิญความเหนื่อยยากจากกรต่อสู้และประตูมิติก็ยังคงอยู่ แต่ว่ามีเพียงแค่คฤหาสน์นี้ที่เดียวที่แยกตัวออกไปจากความวุ่นวายพวกนี้

หลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านไปสองสามชั่วโมง

[ฉันกลับมาแล้ว ทำไมคฤหาสน์ถึงเงียบงี้ล่ะ?… โอ้] (สเปียร่า)

หลังจากที่ประชุมตัดสินใจกฏใหม่ที่จะใช้นับจากนี้ต่อไปแล้วสเปียร่าก็ได้กลับมาจากสวรรค์ เธอได้พบว่าแม้แต่เลียร่ากับเอิลต้าก็ได้หลับไปแล้ว แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจว่าจะปล่อยให้พวกเธอได้พัก

เพราะว่านับจากนี้ไปมันจะยิ่งยุ่งเหยิงมากขึ้นอีก

ในขณะเดียวกันหัวหน้ากลุ่มเทพสายฟ้าคังมิเรย์ก็ได้เจอเข้ากับปัญหา มันก็เพราะว่าเธอได้รับภารกิจจากคนระดับสูงที่อยู่ในโลกลันปาส คนที่แม้แต่เธอก็จะเมินเฉยไม่ได้

“เธอบอกว่าทำการค้า”
“ฉันไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องทรัพยากรของโลกหรอกนะ”

องหญิงค์ที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิเพลลาเดีย เออร์ม่า แอน อิลละต้าได้ตอบกลับมา

“ที่โลกของเธอไม่ใช่ว่ามันมีทางเชื่อมไปสู่โลกอื่นมากมายเลยหรอกหรอ? มิเรย์ในเมื่อเธอน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าทุกๆโลกดูเหมือนจะมีทรัพยากรที่คล้ายๆกันแต่ว่ามันก็มีบางอย่างที่จะต่างกันไปเล็กน้อย แน่นอนว่ามอนสเตอร์ก็ต่างก็ไปเช่นกัน ในระหว่างการศึกษาของพวกมันเราจะต้องใช้บันทึกที่มีความหลากหลายจนไม่อาจจะจินตนาการได้และมันต่อมีคุณภาพสูง…. นี่เลยเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาในเวทมนตร์ของโลกเราที่กำลังซบเซาอยู่”
“มันอันตรายนะ พวกเราไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่วังวนจะเกิดขึ้นมาและต่อให้เป็นฉันก็ทำได้แค่ประตูมิติมาที่นี่ทำให้คนจากจักรวรรดิสามารถข้ามไปได้ชั่วคราว แต่ถ้าอยู่ๆประตูมิติก็ปิดลงไปเพราะความผิดพลาด…”
“นั่นแหละมิเรย์ เธอจะกังวลเรื่องนี้ทำไมล่ะในเมื่อสักวันเธอก็จะทำประตูมิติอยู่แล้วนี่”

เออร์ม่า แอน อิลละต้าได้เต็มไปด้วยความต้องการที่จะทำให้เวทมนตร์ก้าวหน้าขึ้น คังมิเรย์ที่สนิทกับเธออย่างมากก็รู้ดีว่าเมื่อมันมาถึงจุดนี้แล้วเธอก็จะไม่ฟังใครอีกต่อไปแล้ว

“ฉันรับประกันกับเธอได้เลยว่าผู้คนจากอีกโลกก็จะต้องคิดเหมือนกับฉันแน่นอน ฉันกำลังพูดถึงเรื่องของเวทมนตร์อยู่ไงล่ะ แต่ว่าในบางทีก็มีความต้องการไอเทม ซากศพมอนสเตอร์หรืออะไรอย่างทรัพยากรของมนุษย์ มันคงไม่นานนักหรอกที่จะเกิดตลาดแห่งการแลกเปลื่ยนขึ้นบนโลกของเธอ”

เธอได้หัวเราะออกมาเบาๆ มันเป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างมากที่สิ่งที่เธอเคยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้กำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

“โลกของเธอก็ต้องเตรียมพร้อมเหมือนกัน ถ้าโลกควบคุมมันไม่ได้ มันจะเป็นปัญหาหนักแน่ การจัดการประตูมิติ การจัดการผู้คนที่ผ่านประตูมิติ รวมไปถึงการจัดการด้านธุรกรรมด้วย… มิเรย์ฉันขอแนะนำเธอในฐานะเพื่อนเลยนะ เธอควรจะทำในสิ่งที่ทุกๆคนต้องการก่อนที่จะมีคนอื่นทำมันก่อน ถ้าเธอทำแบบนี้เธอจะได้รับหลายต่อหลายอย่างมาอยู่ในมือของเธอเลยนะ”
“ฟู่”

เออร์ม่า แอน อิลละต้าได้หัวเราะออกมาด้วยรอยยิ้มเมื่อได้เห็นคังมิเรย์ถอนหายใจออกมาต่อหน้าเธอ

“ลองคิดในแง่ดีนะเธอจะได้ทำตัวเป็นศูนย์กลางการค้าขายของโลกต่างๆเลยนะ”
“ฉันหวังแต่ว่ามันจะไม่ยุ่งเหยิงไปถึงขนาดนั้น โลกในปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะมาคิดเรื่องพวกนี้ได้… สำหรับฉันแล้วมันจะดีที่สุดที่จะก้าวออกไปเพื่อลดความยุ่งเหยิงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

สีหน้าของคังมิเรย์ได้แข็งทื่อขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าผู้ใช้พลังที่มีพลังพอจะเปิดประตูมิติไปต่างโลกก็มีจำกัดอยู่ แต่ว่ามันก็ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาเมื่อไหร่เช่นกัน

เจ้าหญิงได้เบะปากออกมาเมื่อเห็นว่าคังมิเรย์ไม่อยากจะคุยกับเธอต่อ แต่ว่าเธอก็รู้นิสัยของคังมิเรย์ดีทำให้เธอเลือกจะถอยออกมา

“ไม่ว่ายังไงเธอยังไงก็ทำให้ดีที่สุดล่ะกัน ทุกๆคนต่างก็อยากจะเป็นตัวหลักของโลกเธอ”
“สำหรับเธอที่เป็นคนนอกก็พูดง่าย”

คังมิเรย์ได้ถอนหายใจออกมาเมื่อนึกไปถึงคนบนโลกที่ได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้

มนุษย์ที่โลภจะไม่มีวันหายไปจนกว่าทุกๆคนจะตกตายไปพร้อมๆกัน ถ้าหากว่ามันเป็นไปได้ที่ทุกคนจะสร้างวังวนที่เป็นทางไปต่างโลกได้งั้นที่โลกก็จะต้องเกิดเรื่องวุ่นขึ้นมานานแล้ว

แม้แต่ในตอนนี้ผู้นำของประเทศต่างๆก็ได้เค้นสมองของพวกเขาคิดหาวิธีโต้ตอบ แต่ถึงแม้แบบนั้นพวกนั้นก็ยังคิดที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อประเทศของพวกเขาเองอยู่ด้วย นี่มันเป็นเรื่องที่ปกติสำหรับโลกไปแล้ว

“วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือการสร้างสิ่งที่พิเศษของโลกขึ้นมา ถ้าหากทุกๆคนอยากจะได้มันก็จะเกิดพื้นที่การค้าขึ้นมาใช่ไหมล่ะ?”
“ก็นั่นแหละที่ฉันกำลังจะบอก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะเลือกไอเทมพิเศษของโลก… โอ้ เดี๋ยวนะ”

คังมิเรย์ได้เผลออุทานออกมาทันที นี่ยิ่งทำให้องค์หญิงตกใจ

“อะไรนะ มันมีอยู่จริงๆหรอ? ไม่ว่าโลกจะยอดเยี่ยมแค่แต่โลกของเธอก็แค่เพิ่งจะอยู่ในมหาภัยพิบัติขั้นที่ 2 เองนะ เธอรู้ดีใช่ไหม?”
“นั่นแหละ… มีสิ่งพิเศษที่ทุกๆคนไม่ว่าใครต่างก็อยากจะได้อยู่”

คังมิเรย์ได้ตอบกลับก่อนถอนหายใจออกมา

ทำไมเธอถึงถอนหายใจออกมาในตอนที่บอกว่ามีสิ่งที่พิเศษอยู่ล่ะ? องหญิงสงสัยในเรื่องนี้มาก แต่ว่านี่เป็นเรื่องปกติสำหรับคังมิเรย์ที่คิดขึ้นมาได้ว่าแรงบรรดาใจจากการสร้างแวนการ์ด แรงบรรดาลใจที่ทำขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยปกป้องโลก

‘ทำไมคนๆนี้ถึงได้เก่งไปหมดทุกอย่าง!’

เธอเพิ่งจะรู้สึกว่าเธอได้ช่วยแบ่งเบาภาระเขาได้เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่แล้วเธอก็กลับคิดถึงวิธีที่จะพึ่งพาเขาไปอีกแล้ว เธออยากจะหาหลุมไปมุดเลยจริงๆ

“แล้วของที่พิเศษพวกนั้นคืออะไรล่ะ? เธอจะบอกฉันได้ใช่ไหม?”
“มันไม่ยากหรอก แต่ว่าก่อนหน้านั้นฉันมีคำขอ… นี่มันก็ยังเป็นคำขอฝ่าบาทจะต้องยอมรับเพื่อให้ได้รับสิ่งพิเศษของโลกแน่”

คำขอของคังมิเรย์ดูจะน่าน่ากลัวเอามากๆ นี่มันก็เป็นว่าครั้งสุดท้ายที่เธอพูดแบบนี้ออกมาก็คือในตอนที่เธอได้มาเอามานาโพชั่นส่วนมากของจักรวรรดิไปจากเธอ!

ยังไงก็ตามคังมิเรย์ก็ได้เป็นตัวมาสคอตของจักรวรรดิเธอ เธอไม่สามารถจะปล่อยปละละเลยคำขอของคังมิเรย์ได้ง่ายๆ องหญิงได้เปิดปากของเธอหลังจากที่ได้คิดดูแล้ว

“โอ้ ขอมาเลย เธออยากจะได้อะไรจากฉันล่ะ?”
“วัสดุที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเวทย์ ทุกๆอย่างที่มีอยู่ในจักรวรรดิเลย”
“เอ๋?”

นี่เป็นการโจมตีที่เธอคาดไม่ถึงเลย ยังไงก็ตามไม่นานนักเธอก็ได้หยักหน้ารับเพราะว่านี่มันง่ายกว่าที่เธอคิดเอาไว้ซะอีก

“โอเค ฉันจะจัดการให้ ถ้าเป็นของพื้นฐานล่ะก็ตอนนี้ก็น่าจะพอมีบ้างในห้องของฉัน… แต่ว่านะสำหรับความวิศวกรรมเวทย์ความเชี่ยวชาญก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนะ ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วในยุคนี้การค้นคว้าก็วิจัยในด้านนี้ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้ามากนัก ถ้าหากเธอคิดที่จะเรียนมัน เธอจะต้องเตรียมตัวไว้ให้ดีนะ”
“ไม่หรอก คนที่จะเรียนไม่ใช่ฉัน… จริงๆแล้วนี่มันก็ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งพิเศษของโลกที่ฝ่าบาทสงสัยด้วย”

เครื่องหมายคำถามได้โผล่ขึ้นมาบนหัวขององหญิงทันที คังมิเรย์ที่คิดว่ามันได้ถึงเวลาที่จะให้คำตอบกับเธอแล้ว ได้ยื่นกำไลข้อมือของเธอไปให้องค์หญิงด้วยรอยยิ้ม

“ของขวัญงั้นหรอ?”
“ต่อให้เธอคุกเข่าให้ฉัน ฉันก็ไม่มีวันให้เธอแน่ ฉันแค่ให้เธอลองตรวจข้อมูลดูเท่านั้นแหละ”

องหญิงได้เบ้ปากวางมือลงไปบนกำไลข้อมือ ในตอนนี้เองชุดข้อความสีเขียวได้ปรากฏขึ้นที่ม่านตาของเธอและ….

“คะ คะ คน คน คนสร้างเจ้านี่!”
“เป็นไงล่ะ”

องค์หญิงได้ลุกขึ้นจากที่นั่งและตะโกนออกมาโดยไม่ซ่อนความตื่นเต้นไว้เลย

คังมิเรย์ได้ยิ้มตอบรับเธอในขณะที่เอากำไลของเธอคืนมาด้วย

“มูลค่าของสิ่งพิเศษนี่มันสูงพอไหมล่ะ?”

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับเพื่ออ่านก่อนใครได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 6 แล้วครับ หรือทางเว็บ Thai-novel