0 Views

บทที่ 140 – ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8)

[สกิลปกครองได้เพิ่มเลเวลเป็น 30 เนื่องจากการพัฒนาขึ้นของผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ]

เมื่อยูอิลฮานได้ลืมตาขึ้นมาหลังจากได้หลับเต็มอิ่มแล้วก็ได้เจอเข้ากับการแจ้งเตือนนี้

“เอ๊ะ? อะไรเนี้ย?”

เขาได้กระพริบตางงอยู่พักหนึ่งก่อนจะรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยูมิลกับลูกน้องของเขากำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเวลานี้

เมื่อยูอิลฮานได้รีบตรวจดูสเตตัสของเขาเอง เขาก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่สกิลปกครองเท่านั้น แต่มันยังมีสกิลเสียงสะท้อนมนุษย์-มังกรกับโลหิตมังกรด้วยที่ได้ยกระดับขึ้น

มิลยังมีชีวิตอยู่ แถมมิลยังพัฒนาขึ้นด้วยความเร็วมากๆอีกด้วย!

“ฉันคิดว่าโลกนั้นมันถูกปิดแล้วนะ…แต่ว่ามันยังมีการเชื่อมต่อกับบันทึกอคาชิคอยู่งั้นหรอ?”

ถ้ามันไม่ใช่แบบนั้นมันก็คงจะไม่มีทางที่บันทึกของยูอิลฮานจะถูกอัพเดตขึ้นจากการพัฒนาของพวกมิลแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นยูมิลได้รีบดูสกิลปกครองทันที

พูดให้ชัดเลยคือเขาได้ตรวจดูสเตตัสของลูกน้องของเขาผ่านสกิลนี้และผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ค่อนข้างจะดี

[ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เชื่อมตอด้วยสกิลปกครอง:ยูมิล มิไร พีท จิล ฟีเรีย เอริเซีย]

“…เยี่ยม ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่”

ยูอิลฮานได้ถอนหายใจเบาๆอย่างโลกใจ ถ้าหากทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่ เขาก็อาจจะพูดได้ว่าคนอื่นๆก็น่าจะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจะได้เจอกับพวกนั้นอีกครั้งเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้โล่งใจที่ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่

‘ในเมื่อกองกำลังของฝั่งนูนน่าจะอ่อนแอลงจากการต่อสู้บนโลกแล้ว พวกยูมิลจะต้องทนได้อย่างแน่นอน’

แม้อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าที่ออกมาจากเกตมันยังไม่สิบเปอร์เซ็นเลยด้วยซ้ำไป แต่สำหรับตอนนี้การไม่รู้มันดีกว่าสำหรับเขา

“ตอนนี้ฉันชักหิวล้วสิ”

ในตอนนี้ที่ความเป็นห่วงมิลกับพรรคพวกได้ลดลงไป ความรู้สึกหิวของเขาก็เข้ามาแทนที

เพียงเมื่อเขากำลังคิดจะลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงสลัดความเมื่อยล้าออกไป เขาก็พบว่าเขาขยับตัวไม่ได้เลยเพราะเลียร่าเกาะตัวเขาอยู่

[อืมมมมมม อิฮิ อุฮุฮุ]
“หยี้ ทูตสวรรค์ที่ล้มเหลวคนนี้นี่”

ยูอิบฮานได้สลัดตัวเองออกมาจากแขนกับขาของเลียร่าที่รัดอกและขาของเขาออกตามลำดับ ก่อนที่จะกลิ้งทูตสวรรค์ที่น่าอับอายคนนี้ที่เกาะเขาอยู่ออกไป

มันดูเหมือนว่าเธอจะเกาะติดนึบเขามานานแล้วทำให้กลิ่่นตัวของเธอก็ดูจะติดบนตัวเขาด้วย ยูมิลฮานต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะทำให้หน้าที่แดงขึ้นจางลงไป

ไม่ว่าพวกเขาจะสนิทกันยังไง… แต่ในบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่าจากการกระทำนี้เลียร่าคิดยังไงกับเขา เขาได้ลุกขึ้นยืนอย่างเบาๆและยืดตัว

“เอาล่ะถ้างั้น”

ไปกินข้าวให้สบายใจดีกว่า เมื่อเขาคิดได้ดังนี้นเขาได้เปิดช่องเก็บของขึ้นมา ในตอนนี้เอง

[สกิลปกครองได้เพิ่มเลเวลเป็น 31 เนื่องจากการพัฒนาของผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ]

“…เอ๋?”

เมื่อกี้สกิลเพิ่งเลเวลอัพไปนี่นา แต่นี่มันกลับเลเวลอัพอีกแล้ว? พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์มากขนาดไหนกันเนี้ย? เขาได้กระพริบตาอีกครั้งอย่างตกตะลึง

ยังไงก็ตามการพัฒนาสกิลไม่ได้จบแค่นั้น หลังจากที่เขากินอาหารเย็นไป หลังจากที่เขาตีเหล็กเสร็จในตอนค่ำ แม้กระทั่งในตอนที่เขาล้มตัวลงนอน สกิลก็ยังคงพัฒนาอยู่!

[ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นแบบนี้ได้หากนายคิดว่าพวกเขาฆ่ามอนสเตอร์คลาส 3 ร้อยตัวในหนึ่งวินาทีงั้นหรอ? นายมีลูกน้องหกคนดังนั้นก็ต้องคนล่ะสิบหกตัว… หืมม นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าว่าคนๆนั้นไม่ใช่ยูอิลฮาน] (เลียร่า)
“แล้วฉันก็จะทำไม่ได้เลยด้วยหากไม่มีฟังก์ชั่นการควบคุมเก็บของ”

แน่นอนว่าคนที่ไปอยู่ต่างโลกไม่มีกระทั่งช่องเก็บของด้วยซ้ำไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ? แน่นอนว่ามันไม่มีทางที่เขาจะรู้ได้เลย เขาจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อถามในตอนที่เจอกับพวกยูมิลอรกครั้ง

ในทุกๆวันของเขาที่ไม่มียูมิลกับลูกน้องคนอื่นๆมันทำให้เขานึกย้อนไปถึงในช่วงที่เขาถูกทิ้งไว้ ยิ่งการที่มันไม่มีทูตสวรรค์คนอื่นๆนอกไปจากเลียร่า ยิ่งทำให้เขานึกย้อนถึงช่วงนั้นมากยิ่งขึ้น

ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้กันนะ? เขายังรู้สึกได้ว่าเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

[ผู้คนทั้งหมดต่างก็เอาแต่พูกันเรื่องหายนะครั้งใหญ่ขั้นที่สองกันวุ่นวายเลยล่ะ] (เลียร่า)
“ความนิยมของแวนการ์ดก็เพิ่มขึ้นมากเหมือนกัน”

ในวันที่มีการต่อสู้กับโลกที่ถูกทิ้ง ยูอิลฮานได้มีการพูดถึงหายนะครั้งใหญ่ขั้นที่สอง และผลของมันก็ใหญ่มาก

ผู้คนบนโลกได้หวาดกลัวยิ่งขึ้นหลังจากได้รู้ว่าโลกที่วุ่นวายอยู่แล้วจะยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก มันทำให้พวกเขาอยากที่จะยกระดับพลังและสัมผัสระวังภัยเพิ่มขึ้น เพราะแบบนี้ทำให้พวกเขาทุกๆคนต่างก็อยากจะทำการแลกเปลื่ยนกับแวนการ์ดที่มีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าก็มีหลายต่อหลายคนที่ต้องการจะก้าวข้ามแวนการ์ด มีหลายบริษัทที่คิดว่าพวกเขาจะก้าวข้ามแวนการ์ดได้ด้วยการหลอมอาวุธของคนบนโลกนี้ที่พัฒนาเทคนิคขึ้นมาและสร้างอาวุธด้วยสกิลบันทึกแห่งอคาชิค แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่่ง่ายเหมือนอย่างที่พูด

การทิ้งระเบิดนิวเครียร์กับระเบิดไฮโดรเจนต้องทิ้งไว้เลยเนื่องจากว่ามันจะเป็นการฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองก่อนมอนสเตอร์ซะอีก อาวุธทางเคมีกับอาวุธทางชีวะภาพที่ใช้ได้ดีกับมนุษย์ปกติก็ไม่ได้ผลกับมอนสเตอร์เลยแม้แต่นิด

ส่วนปีพกก็ใช้ได้แค่กับพวกคลาย 1 และอาวุธหนักก็แทบจะเอาชนะคลาส 2 ไม่ได้ด้วยซ้ำไป และนี่ก็คือสมมติฐานที่ว่ามอนสเตอร์มันยืนนิ่งๆให้ยิงที่จุดอ่อนน่ะนะ

นอกจากนี้มอนสเตอร์ก็ยังมีภูมิคุ้นกันกับดินปืนทุกชนิด แม้แต่ขีปนาวุธก็ยังไร้ประโยชน์เว้นเสียแต่ว่ามันจะระเบิดใส่หน้าของมอนสเตอร์ตรงๆเท่านั้น แต่ว่าส่วนใหญ่มอนสเตอร์จะหลบก่อนหน้านั้นทำให้อาวุธเหล่านี้ไร้ประโยชน์ไป

ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ทำให้มนุษยชาติได้หันมามองที่วัสดุใหม่ที่โลกได้รับมาจากหายนะครั้งใหญ่ แต่ว่ามันไม่มีทางที่เขาจะใช้วัสดุใหม่นี้สร้างอาวุธได้ง่ายๆแน่

ถ้างั้นแล้วใครบนโลกที่จะทำทั้งหมดนี้ไดกันล่ะ? ใช่แล้ว มันก็มีแต่แวนการ์ดเท่านั้นเอง! และแบบนี้มันมีแต่ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของแวนการ์ดโด่งดังมากยิ่งขึ้น

[แวนการ์ดสร้างอาวุธด้วยการรีดไถเอเลี่ยน]

นี้คือมุกที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากการต่อสู้้กับโลกที่ถูกทิ้ง จากอาวุธที่ไม่เคยมีปรากฏที่ไหนมาก่อนเลยมันทำให้พวกเขาได้แต่พูดแบบนี้ออกมา ทั้งหมดนี้มันต้องขอบคุณในวัสดุระดับสูงของมอนสเตอร์ เพลิงนิรันดร์ และสกิลช่างตีเหล็กระดับสูงสุด

ในวันที่สามหลังจากที่มิลกับพรรคพวกได้ถูกดูดเข้าไปในโลกที่ถูกทิ้ง ยูอิลฮานก็ได้ทำการแลกเปลื่ยนอาวุธระดับสูงขั้นที่สองอย่างปลอดภัยและการเป็นเศรษฐีระดับโลก

ด้วยจำนวน้เงินที่ล้นเหลือทำให้เขาไม่ได้ทำการแลกเปลื่ยน้วยเงิน แต่เป็นวัสดุจากมอนสเตอร์ที่มีคลาส 2 ขึ้นไป ตึกอาคาร หรอที่ดิน แต่ว่าหลังจากที่เขาได้รับมันมาเขาก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องจัดการทั้งหมดนี้คนเดียวทำให้เขาปล่อยทิ้งเอาไว้ ไม่ว่ายังไงของพวกนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยูอิลฮานให้ความสำคัญอยู่แล้ว

แล้วจากนั้นเขายังได้ไปเจอกับคังฮาจินอีกด้วย

หลังจากขายอาวุธขั้นสูงออกไปแล้ว ทั้งสองคนก็ได้มุ่งหน้าไปจัดการกวาดล้างในเขตกังนัม สนามที่ที่มีเกตที่เชื่อมต่อกับไคโร บ้านของเหล่าหมาป่าอยู่

“นายไม่เป็นไรนะ?”
“พูดตรงๆก็เป็นนะ”

คังฮาจินได้ยิ้มแห้งๆออกมา แต่ว่านี่มันก็ดีกว่าก่อนหน้านี้มากแล้ว ในตอนที่ยูอิลฮานไปเจอเขาที่นิวยอร์ก เขาจิตใจว่าวุ่นจนถึงขนาดที่ว่าเขาทำอะไรไม่ถูกเลย

“แต่ว่าเราจะอยู่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้… ถ้าเป็นคังมิเรย์หรือยูนาที่อยู่ที่นี่ พวกเธอก็น่าจะทำแบบนี้ได้เหมือนกัน”

แทนที่ยูอิลฮานจะพูดอะไรที่ไร้ความรับผิดชอบแบบว่า ‘ในเมื่อลูกน้องนายยังมีชีวิต มันก็เป็นไปได้ที่เพื่อนกับน้องของนายก็อาจจะมีชีวิตรอดเหมือนกัน’ เขาเลือกที่จะฟังเงียบๆแทน

“ผมกำลังจะคุยเรื่องที่ดีกับคุณเรื่องที่ดินในเมื่อการโอนกรรมสิทธิ์ได้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ว่าก่อนหน้านั้น”

คังฮาจินได้ก้มหัวให้ยูอิลฮานแบบรู้สึกผิด

“ลูกน้องของคุณยูอิลฮานถูกจับไปก็เพราะน้องสาวของผม ผมต้องขอโทษจริงๆ”
“นายไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ นั่นมันเป็นการตัดสินใจของพวกเขาเอง”

คังฮาจินก็ยังผ่อนคลายขึ้นนิดๆจากการตอบกลับแบบจริงใจของยูอิลฮาน ‘เป็นงั้นหรอ?’ เขาได้ก้าวถอยไปเล็กน้อยก่อนจะถามออกมา

“ผมได้ยินมาว่าคุณได้ควบคุมมอนสเตอร์เพราะการที่จับหัวหน้าของพวกนั้น ถึงผมจะรู้สึกผิดที่จะถามเรื่องนี้ แต่ว่าพวกเราจะเชื่อใจหมาป่าพวกนี้ได้ไหม?”
“อืม แน่นอนว่าพวกเขาจะหลุดจากการควบคุมของฉันหากเอริเซียตาย”
“ถ้างั้น…”
“ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอ ดังนั้นนายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกน่า”
“…ขอบคุณครับ ผมรู้สึกผิดจริงๆ”

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาอยากจะได้ยินแตกแรกแล้วก็ได้ ยูอิลฮานก็เห็นใจคังฮาจินเหมือนกันที่เขาต้องมองดูน้องสาวถูกดูดเข้าไปในโลกที่ทิ้งต่อหน้าโดยทำอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่ว่ายูอิลฮานจะไม่เข้าใจเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป

ในตอนนี้เองคังฮาจินก็ได้เปิดปากของเขาอีกครั้ง

“ผมอยากจะถามอะไรอีกอย่างได้ไหม?”
“อะไรล่ะ?”
“คุณมีแผนที่จะทำอะไรกับที่ดินนี่บ้างไหนล่ะ? ถ้ามันมีอะไรที่เราจะช่วยคุณได้…”
“โอ้ ไม่หรอก ฉันมีแผนจะทำอะไรบางอย่างแล้ว แต่ฉันไม่ต้องการความช่วยใดๆจากนายนะ”

ยูอิลฮานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ฉันมีแผนที่จะสร้างบ้าน”
“คุณบอกว่า…บ้าน?”
“ในเมื่อฉันมีบ้านอยู่หลังหนึ่งแล้ว ดังนั้นฉันคิดจะสร้างคฤหาสน์ใหญ่ๆนะ”
“ด้วยตัวคนเดียว?”
“ใช่แล้ว”

ใบหน้าของคังฮาจินได้ปกคลุมไปด้วยความสับสนกับสงสัย ในขณะเดียวกันรอยยิ้มของยูอิลฮานก็มีมากยิ่งขึ้น เขาได้พูดออกมาด้วยความมั่นใจและความคาดหวัง

“ก่อนที่พวกมิลจะกลับมา ฉันจะสร้างคฤหาสน์ที่ยิ่งใหญ่”

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีที่จะสร้างคฤหาสน์ แต่ว่ามันยังมีสิ่งอื่นที่เขาต้องทำก่อนหน้านั้นก่อน

ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือไอเทมที่เขาได้สร้างพิมพ์เขียวขึ้นมาในระหว่างวิ่งไปอเมริกาใต้ ปีกไงล่ะ! ปีกที่จะมีขนนกบางๆนับแสนนับล้านอันที่จะเป็นอุปกรณ์ประเภทสนับสนุนที่สมบูรณ์แบบในการต่อสู้ ทั้งการป้องกันและกระทั่งการเคลื่อนไหว

จริงๆแล้ว เขาได้คิดที่จะสร้างมันด้วยกระดูกมังกรในตอนที่เขียนพิมพ์เขียว แต่ว่าหลังจากได้รับศพของสัตว์ปีศาจลาวาเลเวล 267 มา แผนของเขาก็เปลื่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้เปลื่ยนใจไปหลังจากที่ได้เจอกับหินพลังเวทย์คลาส 4 ในระหว่างที่ทำการชำแหละมัน

[ว้าว นี่มันน่าทึ่งจริงๆเลย..]

แม้แต่เอิลต้าก็ยังอุทานออกมาหลังจากเห็นมัน หินพลังเวทย์ที่ปกคลุมไปด้วยแสงที่ลึกลับ และมันยังมีขนาดใหญ่มากที่ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะออกมาจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ! นอกจากนี้มันยังมีพิษที่รุนแรงและคำสาปอยู่ด้วยทำให้มันยากจะถือเอาไว้ หินพลังเวทย์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของมันในตัวเอง

“เยี่ยม ฉันน่าจะใช้หินพลังเวทย์กับกระดูกสร้างปีกขึ้นมาได้”
[มันจะไม่ดีกว่าหรอที่จะสร้างอาวุธจากหินพลังเวทย์นี่?] (เลียร่า)
“มาเริ่มกันดีกว่า!”
[เฮ้ อย่ามาเมินกันนะ!] (เลียร่า)

กระดูกของมันยอดเยี่ยมเป็นอย่างดี เขากระทั่งสงสัยว่ากระดูกสีแดงดำนี่มันกินอะไรเข้าไปถึงแข็งขนาดนี้

ถ้าหากว่ามันจะมีข้อเสียใดนั้นมันก็น่าจะในการจัดการกับมัน แม้กระทั่งการตัดมันก็ยังยากมากๆแล้ว กระดูกของสัตว์ปีศาจมันแข็งเหมือนเหล็กเหมือนกับของมังกร และมันยังมีพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของมันที่ดูดซับไปได้ในระดับหนึ่งและนั่นทำให้มันยิ่งแข็งขึ้นไปอีก

แม้กระทั่งเพลิงนิรันดร์ก็ยังเผามันลงไม่ได้แม้ว่าเขาจะให้หินพลังเวทย์ไปเท่าไหร่ เขาได้เรียกเพลิงม่วงออกมาจากหอกมังกรแปดหาง เสริมประกายเพลิง และปกคลุมมันด้วยเพลิงนิรันดร์และผสมเพลิงทั้งหมดเป็นหนึ่ง จากนั้นเขาถึงได้ฝืนหลอมมันลงไปได้ เนื่องจากตอนนี้ยูอิลฮานเองไม่มีมานาโพชั่นแล้วทำให้กระบวนการนี้มันเหนื่อยเอามากๆ

นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะละลายกระดูกของสัตว์ปีศาจไปได้โดยสิ้นเชิง และต่อให้เขาจะละลายมันลงไปได้มันก็แทบจะแข็งตัวกลับไปในทันที ดังนั้นยูอิลฮานก็จะต้องสร้างอาร์ติแฟคด้วยความคิดและการกระทำของสัตว์์ร้ายที่เล็งเหยื่อ

มีดแกะสลัก ค้อน สิ่ว และทั่งของยูอิลฮานได้สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะสร้างอาร์ติแฟคขึ้นจากกระดูกสัตว์ปีศาจทีละนิด ฉากๆนี่มันดูเท่มากๆแต่ว่าก็น่าเสียดายที่มีเลียร่าเห็นมันเพียงคนเดียว เนื่องจากเลียร่าชอบเฝ้าดูยูอิลฮานถือค้อนมาตั้งแต่แต่ก่อนแล้ว ช่วลเวลานี้มันก็เหมือนกับพรของเธอ

แน่นอนว่าเธอก็ไม่อาจจะไปวุนวายได้ เธอได้แต่สนับสนุนเขาข้างๆ

[อิลฮานตรงนั้นมันจะแข็งตัวแล้ว!] (เลียร่า)
“โอ้ววววววว!”
[ด้านล่างอีกนิดนึง มันติดอยู่! ] (เลียร่า)
“โอ้ววววววววววว!”

การต่อสู้นี่มันกระทั่งยากยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์ปีศาจเองซะอีก มันได้ดำเนินแบบนี้ไปเกือบจะถึงสามวันก่อนที่จะจบลง ขนใบมีดและโคร่งร่างกระดูกได้เชื่อมต่อกับขนใบมีดทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

[ว้าว นี่มันสวยมาก นี่มันจะขยับได้เมื่อนายขยับไหล่งั้นหรอ?] (เลียร่า)
“แน่นอนสิ”

เขาได้ใส่ปีกไว้ที่ด้านหลังและเมื่อเขาเกร็งกล้ามเนื้อลหังและกล้ามเนื้อไหล่ของเขา ปีกที่ทำขึ้นมาจากใบมีดก็ได้กระพรือในระหว่างที่สร้างเสียงที่แหลมคมและน่ากลัว เขาได้จัดทำมันขึ้นดังนั้นมันจึงขยับได้เพียงแค่ใช้แรงตรงๆและไม่ใช้มานา

แน่นอนว่าเทคนี้นี่เองก็น่าทึ่งมากๆ แต่ว่าควาสามารถในการเคลื่อนไหวมัดกล้ามเนื้ออย่างอิสระของยูอิลฮานมันน่าทึ่่งกว่ามาก

[ในตอนนี้นายบินได้แล้วหรอ?] (เลียร่า)
“ถ้าฉันตกลงมาจากฟ้าฉันก็น่าจะควบคุมทิศทางบินของมันได้ แต่ไม่ว่าการกระพือปีกหนักๆนี่มันบนพื้นมันจะยากแค่ไหน มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ฉันจะต้องฝึกกล้ามเนื้อหลัง”
[นั่นมันก็ฟังดูไม่ได้แย่สำหรับฉันนะ] (เลียร่า)

ปีกในปัจจุบันของเขาอยู่ในระดับตำนานแล้ว หากว่าเขาขยับกล้ามเนื้อไหล่และกล้ามเนื้อหลัง มันก็เป็นไปได้ที่จะโจมไปทางด้านหลังด้วยปีกในขณะที่โจมตีด้านหน้าด้วยอาวุธในมือ แค่พลังโจมตีอย่างเดียวของมันก็ประมาณเจ็ดพันแล้ว

ยังไงก็ตามสิ่งที่ยูอิลฮานต้องการไม่ใช่อาวุธ เขาต้องการอุปกรณ์ที่สนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของเขาต่อเนื่องลื่นไหลจากการที่เขามีสกิลการกระโดดเป็นพื้นฐาน

“ถ้าฉันต้องการจะทำแบบนั้น ฉันจำเป็นจะต้องสลักภาษาเวทย์ลงไปในขกนกพวกนี้ในทุกๆอัน ฉันกำลังพูดถึงขนนกที่แข็งมากๆพวกนี้”
[อ่า ใช่แล้ว… ทำให้ดีที่สุดนะ…!] (เลียร่า)

ดังนั้นนี่คือรอบที่สองแล้ว ยูอิลฮานได้เริ่มแกะสลักด้วยการใช้เพลิงทั้งหมดที่เขามีช่วย

หากเขาไม่ได้รับฉายา ‘วีรบุรุษแห่งเพลิง’ ที่เพิ่มพลังไฟของเขา ถ้างั้นไฟที่ออกมาก็คงจะลดลงและมันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างปีกแน่

“เสร็จแล้ว”

ยูอิลฮานได้ใช้เวลาอีกสามวันก่อนที่เขาจะแกะสลักได้สำเร็จ เมื่อมองดูรูปแบบเวทย์ที่สมบูรณ์ผ่านการแกะสลักที่มันยากจนกับดักแห่งการทำลายเทียบไม่ได้เลยทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา

ยังไงก็ตามส่วนสำคัญในการจัดการสร้างปีกมันยังคงไม่ได้เริ่มเลย

[นายจะใช้หินพลังเวทย์นั่นจริงๆหรอ?] (เลียร่า)
“ใช่ ฉันยังได้แยกออฟชั่นออกมาจากผ้าคลุมแล้วด้วย”

ยูอิลฮานได้สูดหายใจลึกๆและหยิบเอาหินพลังเวทย์คลาส 4 ออกมา เนื่องจากหินพลังเวทย์มันมีพลังมหาศาลมากๆแข็งแกร่งกว่าพลังของออฟชั่นมันก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างออฟชั่นใหม่ที่ยูอิลฮานต้องการ! มันจะต้องเป็นไปได้!

ยูอิลฮานได้วางหินพลังเวทย์ลงไปบนปีกขนนกใบมีดและวางมือทั้งสองข้างของเขาไว้ข้างบนก่อนที่จะหลับตาลง ในตอนนี้มันอยู่ในระหว่างทำหัตถกรรมมานาแล้ว

สิ่งที่เขาจินตนาการก็คือภาพของสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งและรวดเร็ว ภาพของสัตว์ปีศาจที่เป็นหายนะแค่การมีอยู่ของมันอย่างเดียว! มันไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังที่อัดลงไปในปีกนี้มันจะมีส่วนช่วยยูอิลฮานในอนาคตแน่

ในเวลาเดียวกันเขาก็คิดภาพของอาร์ติแฟคที่เสร็จสมบูรณ์ห้องทำงานของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีดำมืดมิด ยังไงก็ตามก็มีเส้นแสงระเบิดออกมา

[เสียงเพรียกแห่งการล่มสลายได้เสร็จสมบูรณ์]
[สกิลหัตถกรรมมานาได้เพิ่มเลเวลขึ้นเป็น 60 คุณสามารถจะดึงพลังของอาร์ติแฟคออกมาได้ด้วยมานาที่น้อยกว่าเดิม]

ในตอนที่ข้อความปรากฏขึ้นมา เขาก็มั่นใจแล้วว่าเขาทำสำเร็จ

[เสียงเพรียกแห่งการล่มสลาย]
[ระดับ – อีปิค(มหากาพย์)]
[พลังโจมตี – 7,300]
[พลังป้องกัน – 6,500]
[ความทนทาน – 15,500/15,500]
[ข้อจำกัดผู้ใช้งาน – วีรบุรุษแห่งเพลิง เลเวลสกิลความเชี่ยวชาญการต่อสู้กายภาพถึงขีดสุด]
[ออฟชั่น –
1. ใบมีดทั้งหมดจะสร้างปีกที่เต็มไปด้วยพลังเพลิงที่แข็งแกร่งขึ้นมา เพลิงทั้งหมดจะถูกดูดซับด้วยความทนทานเป็ฯขีดสุดและสามารถปล่อยมันออกมาได้อย่างอิสระ
2.ทำให้ความเร็วในการกระตุ้นสกิลประเภทการต่อสู้กายภาพทั้งหมดลดลงและเพิ่มผลลัพธ์ขึ้น 30%
3.สร้างคลื่นกระแทกขึ้นในจุดที่เล็งไว้ด้วยการใช้มานา พลังของคลื่นกระแทกจะขึ้นอยู่กับมานาที่ใช้ไป]
[สิ่งประดิษฐ์แห่งปาฏิหาริย์ที่ถูกสร้างจากช่างที่เยี่ยมที่สุดด้วยการใช้วัสดุที่ดีที่สุดที่มีในโลกระดับต่ำ]

[…หือ?] (เลียร่า)

เลียร่าได้เอียงหัวของเธออกมา

[มันน่าตกใจมากที่มันเป็นระดับอีปิค… แต่ว่านี่มันไม่ใช่แค่อาวุธที่ติดอยู่กลับหลักหรอกหรอ?]
“ดูที่ออฟชั่นที่สองสิ!”
[แน่นอนสิ! มันคือการเสริมพลังให้กับสกิลการต่อสู้ประชิด! มันเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบ!] (เลียร่า)
“อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้ว่าพลังเหนือมนุษย์ก็นับอยู่ในหมวดเดียวกับสกิลการต่อสู้ประชิดนะ?”
[อ่า อะไรนะ?] (เลียร่า)

พลังเหนือมนุษย์เป็นสกิลประเภทต่อสู้กายภาพและแน่นอนว่าสกิลกระโดดก็เหมือนกัน เพียงแค่ใส่ปีกนี้ไว้ก็เพิ่มประสิทธิภาพให้กับสกิลกระโดด 30% แล้ว

นอกไปจากนี้ออฟชั่นที่ 3 ก็ยังเป็นออฟชั่นของผ้าคลุมในรูปแบบที่ถูกเสริมพลังขึ้นมา ความเรวของยูอิลฮานจะเพิ่มขึ้นมาสามเท่าหรือมากกว่านั้น

[ฉันจะไม่คิดว่ามันเยี่ยมจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง ดังนั้นก่อนอื่นเลย…] (เลียร่า)

เมื่อเลียร่ากำลังพูดแบบนี้ออกมาเพราะยังไม่รู้ถึงพลังที่แท้จริงของปีก เสียงสเปียร่าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นมา

[ไปที่นิวยอร์กเร็วกับยูอิลฮานเร็วเข้า! เกตดูเหมือนกำลังจะเปิดแล้ว!] (สเปียร่า)

เลียร่ารีบเงยหน้าและจับแขนยูอิลฮานทันที เธอได้ลากเขาและกางปีกของเธอออกมาโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของเขาเลย

[อิลฮาน ใช้เจ้าปีกนั่นเดียวนี้เลย เราต้องไปกันแล้ว] (เลียร่า)
“อะ อะไรล่ะนั่น!?”
[เดี๋ยวนี้เลย!] (เลียร่า)
“ปีก! ฉันจะเอาพวกมันไปด้วย!”

นับตั้งแต่ที่ยูมิลกับพรรคพวกเข้าไปในโลกที่ถูกทิ้งก็ผ่านไปสิบวันแล้ว

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับเพื่ออ่านก่อนใครได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 6 แล้วครับ หรือทางเว็บ Thai-novel