0 Views

บทที่ 137 – ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (5)

 

ออฟชั่นเสียงสะท้อนของค้อนมันไม่ได้จำกัดแค่สะท้อนการสั่นเท่านั้น พูดแบบชัดๆแล้วมันก็ใกล้เคียวกับ ‘การเปลื่ยนสถานะ’ ด้วย ค้อนแช่แข็งก็จะสะท้อนไปทำให้เป็นไอเท็มแช่แข็ง เช่นเดียวกับไฟ หากค้อนถูกเคลือบด้วยไฟผลลัพธ์ของไอเทมอื่นก็จะถูกสะท้อนไปเช่นกัน มันแทบจะเป็นการสะท้อนสภาวะออกไปโดยสมบูรณ์ เสียงสะท้อนคือแบบนี้นี่เอง

[ก๊าซซซซซซซ! กรรรรรรรรรร!]

เพราะแบบนี้ทั้งลูกธนูกับหอกที่ฝังลึกอยู่ในร่างของสัตว์ปีศาจได้ถูกปกคลุมไปด้วยเพลิงทันทีที่เขาโจมตีออกไป

[ก๊าซซซซซซซซซซซซซ!]

สัตว์ปีศาจได้กลิ้งไปบนพื้นในขณะที่ร้องออกมา ยูอิลฮานกับอัศวินรู้สึกยินดีกับการที่มันได้ลงไปดิ้นกับพื้นซักทีหลังจากที่ถูกอาวุธจำนวนมากแบบนี้ฝักอยู่ในร่างของมัน ในตอนนี้มันถึงเวลาที่พวกเขาจะได้ค่าตอบแทนในสิ่งที่ทำลงไปกลับมาแล้ว

“ฮ่าห์”

ยูอิลฮานได้หยักหน้าอย่างพอใจพร้อมทั้งก้าวไปบนเอจิสอีกครั้ง เขาได้ใช้การกระโดดซ้ำๆขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ย๊ากกกก!”

ยูอิลฮานได้เพิ่มน้ำหนักของช่องเก็บของลงไปที่ค้อนเล็กน้อยพร้อมหมุนตัวเล็กๆ

หากเขาคำนวนผิดไปเขาก็จะต้องหม่งพื้นแน่ แต่ว่ายูอิลฮานไม่ลังเลใดๆ ผลลัพธ์มันก็ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน! ด้วยความเร็วในการพุ่งที่ยังมีอยู่ ร่างกายของเขาได้เริ่มหมุนอยู่บนท้องฟ้า

“ตายไปซักที!”

การโจมตีนี้คือการโจมตีอย่างสุดพลังที่เต็มไปด้วยช่องโหว่! ยังไงก็ตามสัตว์ปีศาจก็ยังคงกลิ้งกับพื้นอย่างเจ็บปวดอยู่และมันก็จะไม่มีทางหาโอกาสใดๆมาโจมตีในช่องโหว่เขาแน่ ยูอิลฮานได้หมุนตัวเหวี่ยงค้อนเขาไปที่หลังของมันทันที

[ติดคริติคอล!]
[สกิลการโจมตีคริติคอลได้กลายเป็นเลเวล 53]

[ก๊าซซซซซซซซ!]

ด้วยน้ำหนักหลายร้อยตันจากการถ่่านโอนน้ำหนักบวกเข้าไปกับความเร็วและการหมุนทำให้สัตว์ปีศาจได้หมดสติลงไปจากการโจมตีของยูอิลฮาน สัตว์ปีศาจที่มีเลเวลกว่า 260 ได้หมดสติลงไปจากการโจมตีของมนุษย์ที่มีเลเวลน้อยกว่า 150!

“ฟู่”

ยูอิลฮานก็รู้สึกกลัวนิดๆเพราะเพลิงสีดำที่ยังคงเผาอยู่แม้ว่าสัตว์ปีศาจจะหมดสติไปแล้ว แต่ว่าเขาก็กัดฟันแน่นยืนสูงขึ้นแม้ว่าเขาจะได้รับความเสียหายอยู่ตลอดเวลาจากเพลิงที่เผา

ความต้านทานไฟที่สูงของเขาทำขึ้นมาเมื่อในวินาทีแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะสร้างความเสียหายให้มันได้มากเลยในตอนที่มันไร้การป้องกันหรอกหรอ? หากว่าเขาหวาดกลัวกับเพลิงพวกนี้ เขาก็จะพลาดโอกาสแบบนั้นไป

“ฟู่…”

เขาได้ยกค้อนขึ้นสูงหลังจากถอนหายใจสั้นๆ

“ย๊ากกกกกกกกกกก!”

จากนั้นเขาก็เริ่มโจมตีลงไปบนร่างของสัตว์ปีศาจเหมือนกับคนบ้า

[ติดคริติคอล!]
[ติดคริติคอล!]

[ก๊าซซซซซซซซซ!]

สัตว์ปีศาจได้กรีดร้องอย่างน่ากลัวและตื่นขึ้นมาในทันที มันพยายามจะยกร่างมันขึ้นมาก่อนที่จะต้องล้มลงไปอีครั้งจากแรงสั่นสะเทือนกับเพลิงที่มาจากหอกและลูกธนูทั้งหมดบนร่างของร่างมัน

เมื่อร่างที่มหึมาของมันได้สั่นอย่างไม่สิ้นสุดทำให้พื้นดินก็เกิดสั่นเช่นกันและฝนก็เริ่มตกลงมาเช่นกัน เพลิงสีดำไม่ได้ดับลงไปเลยจากฝนที่โหมกระหน่ำและประกายเพลิงที่พึ่งปรากฏขึ้นมาจากการโจมตีของยูอิลฮานก็ยังคงเผาไหม้เช่นกัน ภาพนี้คือการแสดงให้เห็นถึงพลังที่สูงส่งระหว่างทั้งสองอย่าง

ภาพของสัตว์ปีศาจยักษ์ที่นอนดิ้นอยู่บนพื้นมันได้อารมณ์มากๆ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็น่ากลัวมากด้วย

อัศวินที่ไม่ได้วิ่งหนีไปเพราะมัวแต่ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ ก็ยังได้เห็นเหตุการณ์นี้และตัวสั่น

[ก๊าซซซซซซซ!]
“ย๊ากกกกกกกก”

พวกเขาได้ยินเสียงของยูอิลฮาน เสียงร้องของมอนสเตอร์และเสียงพื้นดินสั่น และเพียงหลังจากที่พวกเขาถูกฝนจากท้องฟ้าตกกระทบพวกเขาถึงได้เรียกคืนเหตุผลและความใจเย็นกลับมาได้

จักรวรรดิจะถูกสร้างขึ้นใหม่งั้นหรอ? ตำนานบทใหม่หรอ? ถึงแม้ว่าสิ่งนี้มันจะมีอยู่จริง แต่พวกเขาก็รู้ตัวว่าพวกเขาไม่อาจจะมีโอกาสทำมันได้หลังจากมองดูยูอิลฮาน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นฮีโร่ในตำนานที่เปร่งประกาย ซึ่งก็คือยูอิลฮานคนเดียว พวกเขายังจะไม่ถูกนับเป็นลูกน้องฝั่งเดียวกันด้วยซ้ำไป

พวกเขาที่อยู่กับนามแห่งจักรวรรดิมาทั้งชีวิตและในตอนนี้พวกเขากำลังตกลงสู่ความมืดพร้อมๆกับจักรวรรดิที่ล่มสลายจากความผิดพลาดครั้งสำคัญ

พวกเขาพยายามที่จะไปต่อต้านชายคนนั้นงั้นหรอ? คิดจะไปเทียบกับเขา? ความเข้าใจผิดมันก็ควรจะมีจำกัดนะ พวกเขาอยู่ในระดับที่ต่างไปจากยูอิลฮานที่เป็นผู้บุกเบิกในเส้นทางที่เป็นไปไม่ได้โดยลำพังอย่างสิ้นเชิง

ความจริงนี้มันช่างเจ็บปวดเหลือเกินและอัศวินบางคนถึงกับต้องร้องไห้ออกมา พวกเขาต่างเป็นไอ้โง่ ไม่ว่ายังไงก็ตามพวกเขาก็จะไม่ได้รับโอกาสได้แก้ตัวด้วย นั่นมันคือสิ่งที่จะต้องชดใช้ให้กับความโง่เขลาของตัวเอง

“ฮ่าาาาาาห์!”
[ก๊าซซซซซซซซซซซ!]

มันนานแค่ไหนแล้วนะนับตั้งแต่ที่ยูอิลฮานทุบค้อนลงไปโดยไม่ถอยกลับท่ามกลางเปลวเพลิงสีดำ? มอนสเตอร์ได้กรีดร้องออกมาเหมือนกับว่ามันใกล้จะตายลงไปแล้ว ต่อให้มันจะเป็นมอนสเตอร์ที่มีพลังชีวิตจำนวนมหาศาลยังไงมันก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ มันค่อยๆเข้าใกล้ความตายอย่างช้าๆ

สัตว์ปีศาจก็ยังรู้ถึงเรื่องนนี้ มันคิดว่ามันจะต้องไม่ตายแบบนี้และคิดที่จะโจมตีมนุษย์สารเลวกลับไป

มันได้รวบรวมมานาเข้ามาอย่างมาก มานาที่มันได้สะสมมาเป็นเวลากว่าพันปี แม้ว่าส่วนใหญ่มันจะถูกใช้ไประหว่างการต่อสู้แล้ว แต่มานาของมันก็ยังมีมากพอที่จะระเบิดเมืองเล็กๆให้เป็นผงได้และมันได้รวมมานาไว้ในจุดเดียว

เนื่องจากสัตว์ปีศาจมี่ความสามารถในการควบคุมมานาที่เหนือกว่ายูอิลฮานอย่างมาก ทำให้แม้แต่ยูอิลฮานก็ยังไม่รู้ตัวจนกระทั่งมันได้รวมมานามาไว้ใต้ผิวหนังแล้ว

“อึก!?”
[ก๊าซซซซซซซซซ!]

เขาได้รู้ตัวสายเกินไปแล้ว ไม่ว่าความยืดหยุ่นของเขาจะมีมากแค่ไหน เขาก็ไม่อาจจะกระโดดไประหว่างที่ฟาดค้อนลงไปได้ สมดุลของเขามันจะเสียและมันจะจบลงเลวร้ายยิ่งกว่าการป้องกันการโจมตีซะอีก

“อ๊ากกกกกก!”

เพราะแบบนี้ยูอิลฮานได้ใช้เอจิสกันร่างของเขาและฟาดค้อนลงไประหว่างกลาง ไม่ว่าคลื่นมานาที่โจมตีเขาจะแข็งแกร่งยังไง เขาก็จะสามารถทำลายทุกๆสิ่งได้ด้วยการโจมตีนี้! นี่มันคือสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของการสวนกันระหว่างสัตว์ปีศาจกับยูอิลอาน

ตูมมมมมม!

มานาได้ระเบิดออกมา ค้อนที่ยังเหลือมานาทั้งหมดของยูอิลฮานก็ยังปล่อยประกายเพลิงออกมาและฟาดลงไปที่หลังของมัน

ในขณะที่ไฟทั้งสองเปล่งประกายออกมา ประกายเพลิงจากกระดูกมังกรทั้งหมดในร่างของสัตว์ปีก็พุ่งเข้าไปในร่างของมันและทำให้มันอ่อนกำลังลงไป

นี่มันเป็นเรื่องดีที่มาได้ถูกเวลามานาที่รวมตัวอยู่ของมันกำลังหายไปจากสัญญาณฉุกเฉินในร่างของมันไฟของประกาศเพลิงได้กลืนกินมานาและโหมกระหน่ำลงไป

[กรรรรร ก๊าซซซซซซซซซซว!]

ในตอนนี้เองมีบางสิ่งที่เขาเคยมีประสบการณ์มาก่อนได้เกิดขึ้น เปลวเพลิงสีดำที่ไหลออกมาได้ดูดเพลิงสีแดงจากค้อนของยูอิลฮานดูดเข้าไปและไหลกลับไปที่ร่างกายของมัน

[คุณได้ทำความสำเร็จเงื่อนไขอีกหนึ่งอย่างในการได้รับสกิลใช้งาน สวนกลับ มันเป็นไปได้ที่คุณจะได้รับสกิลสวนกลับมาหากคุณเติมเต็มอีกสองเงื่อนไข]

จากการที่เขาได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับมานา กล้ามเนื้อและเส้นประสาททั้งหมดไปในการโจมตี ทำให้เขาไม่อาจจะไปอ่านข้อความนี้ได้ถูก ยังไงก็ตามเขารู้ว่าเขาได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว

ต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่มีชีวิตมายาวนานกว่าเขาหลายต่อหลายเท่า แม้ว่าเขาจะมีตัวโกงอย่างเสียงสะท้อนอยู่ แต่เขาก็เอาชนะมันจากการต่อสู้ปะทะกันระหว่างมานาได้! ในตอนนี้เขายินดีจนอธิบายมาเป็นคำพูดไม่ได้แล้ว

[ก๊าซซซซซซซซซซซซซซ!]

สัตว์ปีศาจที่หลุดเป็นอิสระจากการที่ชีวิตของมันถูกผูกสัญญากับอาณาจักรไว้ได้รู้ตัวแล้วว่าชีวิตมันใกล้สิ้นสุดลงและร้องออกมาอย่างแค้นใจ

ยังไงก็ตามยูอิลฮานก็ไม่ได้หยุดลง ยูอิลฮานที่เหนื่อยล้าจากการปะทะได้ยกค้อนขึ้นและถ่ายน้ำหนักทั้งหมดลงไปในค้อนของเขา

กระดูกมังกรทั้งหมดในร่างของมันได้ถูกร่างของมันลงจากน้ำหนักที่มหาศาล

[ก๊าซ+]

สัตว์ปีศาจได้ร้องออกมาด้วยพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ของมันซึ่งนี่คือเสียงสุดท้ายแล้ว

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ 327,185,406,392]
[คุณได้เลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 144 พละกำลังเพิ่มขึ้น 4 ความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้น 3 พลังชีวิตเพิ่มขึ้น 3 มานาเพิ่มขึ้น 5]
[คุณได้รับข้อมูลสัตว์ปีศาจลาวาเลเวล 267]
[คุณได้รับฉายา ‘วีรชนแห่งเพลิง’ ความต้านทานธาตุไฟและการโจมตีธาตุไฟเพิ่มขึ้น 40%]
[สกิลประกายเพลิงได้เพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 24 ในตอนนี้คุณสามารถจะอัดประกายเพลิงลงไปในอาวุธที่แตกต่างกันได้ในครั้งเดียว]

การต่อสู้ได้จบลงไปแล้ว ยูอิลฮานได้เลเวลเพิ่มขึ้นมาถึง 3 เลเวลในครั้งเดียวจากค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาล ด้วยสิ่งนี้มันทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายที่ทรุดโทรมได้รับการเยี่ยวยาและยืนอยู่เงียบๆ

จริงๆแล้วเขาไม่มีแรงเหลือแม้แต่กระดิกนิ้วเลยด้วยซ้ำไป เขาได้ใช้พลังทั้งหมดลงไปในการฟาดค้อนแล้ว

พลังของสัตว์ปีศาจที่เขารู้สึกเมื่อตะกี้มันน่าหวาดหวั่นจริงๆ ถ้าหากเขามีโอกาสหลบเขาก็คงจะเลือกหลบไปแล้ว แต่เขาทำมันไม่ได้ ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือยืนโจมตีกลับไปด้วยค้อนและจบมันด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งกว่าอย่างที่เคย นี่มันดูน่าสนุกแต่ว่าไม่ใช่เลยสักนิด

“ฟู่….”

เมื่อร่างกายของเขาได้รับพลังมานิดหนึ่ง ยููอิลฮานได้เก็บค้อนที่ยังร้อนอยู่ลงไปในช่องเก็บของและเงยหน้ามองท้องฟ้า

ฝนยังคงตกลงมาจากฟ้าอย่างไม่สิ้นสุดเหมือนกับการอวยพรแก่วีรชนแห่งเพลิงที่เพิ่งจะกำเนิดขึ้นมา

ยูอิลฮานได้โยนหมวกของเขาทิ้งไปและรับฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า ในตอนนี้เหงื่อบนใบหน้าของเขาได้ถูกสายฝนทำความสะอาดไปทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้น

“เยี่ยม”

เขาได้พึมพัมออกมาเหมือนกับยืนยันกับตัวเอง จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองรอบๆ อัศวินได้มองมาที่เขาอย่างสับสน ใบหน้าของอัศวินต่างก็เต็มไปด้วยของเหลวที่ทำให้ยากจะแยกออกว่าเป็นฝนหรือน้ำตากันแน่

มันจะไม่น่าแปลกใจเลยหากพวกเขาหนีไป แต่ว่ามันน่าแปลกใจที่พวกเขากลับไม่มีใครทำแบบนั้น

“ขะ… ขอร้องล่ะ”

ได้มีคนๆหนึ่งเปิดปากพูดออกมา

“ต่อให้คุณฆ่าเรา…. ช่วยปล่อยคนที่เมืองหลวงไป….”

อัศวินได้คุกเข่าลงไปกับพื้นหลังจากพูดจบ แม้ว่าอัศวินคนนั้นจะไม่ใช่หัวหน้าของกลุ่ม แต่พวกคนที่เหลือต่างก็คุกเข่าลงตามกัน

สมาติของยูอิลฮานได้กระเจิงไปครู่หนึ่ง คนพวกนี้กำลังสร้างภาพงั้นหรอ? เพราะพวกเขาต้องการจะมีชีวิตสินะ? พวกเขากำลังแกล้งทำเป็นพระที่ตรัสรู้งั้นสิ?

มันดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่อาจจะเชื่อได้แต่นี่มันดูเหมือนจะมาจากใจจริงของพวกเขา

“ฮ่าห์”

ยูอิลฮานได้ถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อ

“ฉันก็บอกไปแต่แรกแล้วไงว่าประชาชนไม่ได้มีบาปอะไร”
“อ่า”
“ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ”

เจ้าพวกนี้ดูน่าขำตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ เจ้าคนพวกนี้ไปถลกหนังคนบนโลกตามคำสั่ง ไปต่อสู้กับสัตว์ปีศาจขนาดมหึมาในตอนที่ชีวิตอยู่ในอันตรายแล้วในตอนนี้มันอะไรกัน พวกเขากลับได้รับความเข้าใจในชีวิตอะไรงั้นหรอ? พวกเขาอยากจะโยนทุกๆสิ่งทิ้งและไปสงบสุขงั้นหรอ?

น่ารังเรียจ มันน่าสะอิดสะเอือนไปแล้ว ยูอิลฮานไม่อาจจะยกโทษให้คนพวกนี้ได้

“ถ้าพวกแกตายไปใครจะปกป้องเมืองหลวงกันล่ะ? ทหารที่นั่นไม่มีใครที่อยู่ในคลาส 2 เลยนี่?”
“…อะไรนะครับ?”

อัศวินทั้งหมดได้เงยหน้าขึ้นมา ยูอิลฮานได้มองดูอัศวินทีล่ะคน พวกเขามีน้อยกว่าพันคนซะอีก จากนั้นเขาก็พูดอีกครั้ง

“พวกแกจะเป็นอิสระไม่ได้ ในเมื่อพวกแกได้เลือกทางผิดมาในตอนแรก ดังนั้นพวกแกก็ไม่น่าจะเดินไปในทางเดินจนถึงจุดจบใช่ไหม? ฉันจะมอบบทลงโทษที่เลวร้ายที่สุดให้พวกแก พวกแกจะต้องอยู่อย่างอิจฉาคนที่ตายไป”

“ลกของพวกแกน่าจะได้เจอกับหายนะครั้งใหญ่ครั้งที่สามในไม่นานหลังจากนี้ ในเมื่อพลังส่วนใหญ่จากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้หายไปแล้ว พวกแกก็ไม่น่าจะไปเอาชนะใครในการต่อสู้แข่งขันได้อีกและมันก็จะการเป็นเรื่องยากที่จะทนอยู่ต่อไปในอนาคต

คำพูดของเขาถูกทั้งหมด ถ้าคนพวกนี้ไม่ได้มีความโลกที่จะไปบุกรุกโลก อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะรวบพลังกันต่อต้านได้ แต่ว่าจักรวรรดิได้เจอกับความล้มสลายไปจากการเพียงลำพังแล้ว

ดังนั้น

“พวกนายจะต้องทรมานลำบากในขณะที่เฝ้ามองดูฉากที่ฟีราต้าได้เจอกับจุดจบจากกรรมที่อาณาจักรพวกแกก่อเอาไว้ พวกแกจะต้องทนทรมานปกป้องประชาชนที่ไร้เดียงสา พวกแกจะต้องเสียใจและหมดหวัง พวกแกจะกระทั่งไม่คิดแม้แต่จะหนีไป”

ในขณะที่อัศวินที่คุกเข่าอยู่ต่างตัวแข็งทื่อในขณะที่ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดอยู่ ยูอิลฮานก็เก็บศพของสัตว์ปีศาจและหายตัวไปแล้ว

เมื่อผ่านไปอีกสักพักพวกอัศวินก็รู้ตัวว่าพวกเขารอดแล้ว

แน่นอนว่ายูอิลฮานได้วิ่งไปทางวังหลวงทั้งๆที่ปกปิดตัวตนอยู่

“ฉันจะต้องกลับไปให้เร็วที่สุด”

ไม่ว่าจะเป็นทั้งร่างกายหรือจิตใจยูอิลฮานก็ล้าถึงขีดสุด เขาอยากจะหลับลงไปในเตียงนุ่มๆโดยที่ลืมทุกๆอย่าง นอนกอดมิลแล้วหลับไป นี่น่าจะดีที่สุดแล้ว

เขาได้กลับมาที่วังหลวงด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่เขามีเหลืออยู่ ฝนยังคงตกลงมาใส่เพลิงที่หลงเหลืออยู่ในปราสาท ปราสาทที่ยิ่งใหญ่ได้ถูกทำลายไปและถูกฝนปกคลุมดูน่าหมดหวังอย่างมาก

“ฟู่”

ยูอิลฮานได้เข้าตรงที่ที่เกตที่เขาจากมา เขารู้สึกได้ว่าเลียร่าอยู่ที่นี่และจากการที่เขาไม่รู้สึกถึงตัวตนของทูตสวรรค์คนอื่นๆมันดูเหมือนว่าเธอจะลงโทษคนทรยศสำเร็จไปแล้ว

แน่นอนเขาก็คิดว่ามันคงไม่ได้มีเจ้านี่คนเดียวแน่ แต่ว่าการค้นหาคนทรยศที่เหลือมันไม่ใช่หน้าที่ของเขา

ยังไงก็ตามเมื่อเขาได้มาถึงที่นี่ เลียร่าก็หันมาหาเขาด้วยใบหน้าที่กำลังร้องไห้

[อิลฮานนนนนนนนนน!] (เลียร่า)
“อะ อะไรหรอ? เธอบาดเจ็บงั้นหรอ!?”
[ไม่ ไม่ใช่ฉันหรอก ไม่ใช่ฉันเลย….] (เลียร่า)

เลียร่าได้พูดออกมาทั้งๆที่ร้องไห้ หัวใจของยูอิลฮานได้ล่วงหล่นลงมาด้วยความคิดที่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ว่าเกตก็ดูจะไม่เป็นไรนี่นา? ถ้ามันถูกเปิดใช้งานเราก็จะกลับไปได้ตลอดเวลานี่ แล้วอะไรล่ะ…

[มิลเข้าไปในโลกที่ถูกทิ้งเพื่อเข้าไปช่วยคังมิเรย์! แล้วเกตนั่นก็ถูกปิดไป! พวกเราจะต้องทำยังไงกันดี??!!!](เลียร่า)
“…อะไรนะ?”

มิล? กำลังช่วยคังมิเรย์? เขาไปไหนนะ?

[เอิลต้า เอริเซีย เฟมิลและก็เอลฟ์ทุกๆคน! พวกเขาทั้งหมดได้ตามมิลไปแล้ว!]

ความคิดของยูอิลฮานได้หยุดลงไป

หือ? นั่นมันอะไรกันนะ

“อะไรกันนนนนนนนนนนนน!????”

นี่คือช่วงเวลาที่ยูอิลฮานได้ตกตะลึงจนเหนือกว่าเหตุผล

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับเพื่ออ่านก่อนใครได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย < ตอนนี้กลุ่มเปิดกลุ่มที่ 6 แล้วครับ หรือทางเว็บ Thai-novel