0 Views

บทที่ 0 – โลกที่อ้างว้าง

ในเดือนเมษายน ไม่นานนักการบรรยายก็ได้จบลงในตอนบ่าย 2.45 น. ยูอิลฮานนักศึกษาใหม่ของวิทยาลัย แห่งหนึ่งได้ออกมาจากฮอร์ลธุรกิจเร็วกว่าทุกคนราวกับว่าเขากลัวว่าจะไม่ได้ออกมาเป็นคนแรก เขาไม่ได้รู้จักใครเลยทำให้เขาไม่ได้ถูกใครมาหยุดเอาไว้ แต่ว่าเขาก็ยังคงเดินอย่างมุ่งมั่นและออกมาจากจัตุรัสเพื่อไปยังเนินเขา

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้ว่ามีบางอย่างแปลกไป

‘ไม่มีคนเลย’

การบรรยายที่มากมายได้จบลงในตอนบ่าย 2.45 น. แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้เหมือนกันกันกับยูอิลฮานที่จะตรงกลับบ้านในทันทีที่การบรรยายจบลง แต่ว่านี้มันแปลกมากที่ไม่มีใครสักคนอยู่เลย

‘นี่ก็ไม่ใช่ช่วงเทศกาลโรงเรียน… นี้มันอะไรกัน… มีกิจกรรมอะไรของโรงเรียนที่ฉันไม่รู้งั้นหรอ?’

ถ้าหากว่านั่นเป็นเรื่องจริงแล้วเรื่องนี้มันก็เข้าใจได้ ยูอิลฮานได้ออกมาจากกลุ่มสนทนาทั้งหมดหลังจากที่ได้อนุฐาติทันที! มันไม่ใช่ว่าเขาได้ถูกกดดันให้ออกด้วย เขาได้ออกมาด้วยตัวของตัวเอง

ยูอิลฮานที่กำลังเศร้าจากเหตุผลบางอย่างได้เดินลงไปจากเนินเขาโดยไม่สนใจว่าจะมีคนหรือไม่มีคนอยู่อีกต่อไป ตามจริงแล้วเขาอยากจจะนั่งรถรับส่งแต่โชคร้ายที่แม้แต่รถรับส่งก็ยังไม่มีผ่านมาให้เห็นเลย

หรือว่ามันจะมีการอบรมด้านการป้องกันภัยของพลเรือนเกิดขึ้นที่มหาลัยกันนะ? เขาได้แต่คิดหลายๆสิ่งหลายๆอย่างกับตัวเอง แต่แล้วในท้ายที่สุดเขาก็ปล่อยมันผ่านไป นี่คือผู้ชายที่ไม่เคยได้จับมือเด็กสาวมาเลยตลอดชีวิต 20 ปี ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่านี่มันจะแปลกถ้าหากว่าไม่มีคนมาหาเขาในเขตวิทยาลัย

ยังไงก็ตามความคิดพวกนี้ก็ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาได้ออกมาจากหน้าประตู

“นี่มันอะไรกัน”

ไม่มีคนเลยสักคนเดียว

“นี้มันอะไรเนี้ย”

ไม่มีคนเลยแม้แต่นิด

“นี้มันเกิดอะไรขึ้น? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”

ยูอิลฮานที่ตกอยู่ในความตกใจได้วิ่งพล่านไปทั่วทุกๆที่ในขณะที่พูดประโยคเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นคนบ้า ไม่มีเลย ไม่มีซักที่ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดแบบคนโง่ๆว่า ‘พวกเขาทั้งหมดไปปิกนิก’ ความเป็นจริงมันยากเกินไปที่จะหลีกหนีไปจากมัน ไม่มีเลย ไม่มีใครอยู่เลยซักคน

เขาได้มองผ่านหน้าต่างร้านอาหารที่เขาแวะเข้าไป อาหารยังคงวางอยู่ในจานบนโต๊ะและเกาอี้ยังถูกดึงออกมาเล็กน้อยราวกับว่ามีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้เมื่อไม่นานมานี้ นอกไปจากนี้ตะเกียบ ช้อนหรือส้อมต่างก็วางเกลื่อนไปตามโต๊ะ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าผู้คนได้หายไปในระหว่างที่กำลังกินอาหาร

ร้านอาหารอื่นๆกับร้านขายของก็ยังเป็นเหมือนๆกันนี้ นี้มันอะไรกันเนี้ย? แล้วนั่นอะไรรถถูกทิ้งเอาไว้กลางถนนงั้นหรอ? รถที่อยู่บนท้องถนนทั้งหมดต่างชนกันเองราวกับว่าอยู่ๆคนขับรถก็หายไป บางคันถึงกบไฟลุกท่วมและน้ำมันไหลออกมามันใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว

“เหี้ย”

เขาแทบจะไม่สามารถจับต้นชนปลายในสถานกาณณ์นี้ได้เลย แต่ว่าเขามั่นใจอยู่อย่างนึงคือสถานการณ์นี้มันอันตราย ยูอิลฮานได้วิ่งมาจนเหงื่อท่วมกระทั่งถึงจุดที่ไม่มีรถอยู่บนถนนอีกแล้ว เสียงระเบิดได้ดังขึ้นมาทันทีทำให้เขาต้องสะดุ้งขึ้นราวกับว่ารอเขามานานแล้ว ลมร้านได้พัดมาจากที่แห่งนั่นและแม้ว่าเขาจะวิ่งออกมาจากที่นั่นอย่างเร็วที่สุดแล้วเขาก็ยังถูกลมนี้ผลักดัน เขาได้ร้องออกมา

ในตอนที่เขาหลบหนีจากภัยพิบัตินั้นมาได้ เขาก็ได้มาถึงป้ายรถเมย์แล้ว

“ก่อนอื่นต้องกลับบ้านก่อน”

มันอาจจะดีขึ้นหากฉันกินอาหารที่แม่ทำ อาบน้ำและนอนหลับดีๆ

ในตอนนี้เขาได้หลบหนีมาจากภัยพิบัติแล้วทำให้ความคิดที่งี่เง่าได้เข้ามาภายในหัวของเขาอีกครั้ง แต่ยังไงก็ตามในตอนนี้มันก็ไม่เวลาไม่นานนักก่อนที่เขาจะฟื้นออกมาจากความหลงผิดนั้น มันเป็นเพราะว่าไม่มีรถบัสมาเลยไม่ว่าเขาจะคอยนานแค่ไหนก็ตามที

“เหี้ยไรเนี้ย? ห่าเอ้ย…. นี้มันเกิดบ้าไรขึ้นกัน?”

ยูอิลฮานเคยได้โอ้อวดว่าจิตใจของเขาแข็งแกร่งมาก เขาได้ผ่านมัธยมต้นและมัธยมปลายได้โดยลำพังตลอดเวลา ผลลัพธ์นี้มันก็ได้ทำให้เขาได้เข้ามาในมหาลัยที่มีชื่อเสียงด้วยมือตัวเองและเขาก็ได้มั่นใจว่าเขาจะทำมันได้ดีขึ้นกับอนาคตที่ดูจะสดใสนี้

ยังไงก็ตามมันไม่ได้เป็นไปตามที่เขาต้องการซะแล้ว

“ฉันหลุดเข้ามาในโลกอื่นเพียงลำพังอะไรแบบนี้หรือไงเนี้ย? หรือว่า….”

สถานการณ์ของเขามันเป็นเรื่องไร้สาระจนเขาต้องพูดพล่านออกมาเหมือนกับคนโง่ แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรเปลื่ยนไปเลย รถบัสก็ยังคงไม่มาและเนื่องจากการวิ่งมาอย่างหนักทำให้ขาของเขาปวด เขาได้แต่รู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น ก่อนที่เขาจะได้รู้ตัวหยดน้ำตาของเขาก็หล่นลงไปบนพื้นเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคิดว่าเขาต้องมาร้องไห้ในตอนที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว…. อ๊ากกก เหี้ย ฉันจะร้องไห้งั้นหรอถ้าหากว่าไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้? ฉันเศร้าที่ถูกทำให้ต้องโดดเดี่ยวตั้งแต่ประถม แต่ว่าสำหรับตอนนี้เขากำลังถูกข่มเขงโดยผู้คนทั้งหมดในย่านนี้

เขารู้ตัวดีว่าสถานการณ์มันก็ไม่ได้เปลื่ยนไปแม้ว่าเขาจะร้องไห้มากแค่ไหนดังนั้นยูอิลฮานตระหนักมันได้ในทันที เขาเหนื่อยและร้อน สิ่งแรกเลยเขาต้องการจะกลับบ้าน

“เดินล่ะกัน”

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าไม่มีใครที่มาฟังเขาพูดยูอิลฮานก็ยังคงพูดออกไปดังๆเผื่อว่าจะมีคนอยู่แถวนี้ จากนั้นเขาก็ได้เริ่มเดินทางกลับบ้านเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

เขาได้กลับถึงบ้านแล้วแต่ว่าก็เป็นอย่างที่ขาคิดเอาไว้แม่ของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาได้ตรวจสอบเวลาเพื่อรอให้พ่อของเขากลับมา แต่ว่านาฬิกาทั้งหมดรวมไปถึงในโทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างก็หยุดลงไปแล้ว แน่นอนว่าพ่อก็ยังคงไม่กลับมาอีกด้วยไม่ว่าฉันจะคอยนานแค่ไหน มันเห็นได้ชัดเลยว่าเวลาได้ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วแต่ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างก็ยังคงมีสีน้ำเงินดังเดิม

เขาได้เปิดทีวีขึ้นมาแต่แล้วสิ่งที่เขาได้เห็นก็มีแต่หน้าจอมืดๆและวิทยุก็ยังเป็ฯเหมือนๆกัน อินเตอร์เน็ตก็ยังไม่ถูกต่อไม่ว่าเขาจะคอยมันยังไง เขารู้สึกราวกับว่ามนุษย์บนโลกได้หายไปโดยที่ทิ้งยูอิลฮานเอาไว้ภายในเวลาที่หยุดเดินไป

แต่น้ำในห้องอาบน้ำก็ยังไหลอยู่และแก๊สก็ยังมีให้เขาได้ทำราเม็งกิน

“ฟู่”

มันอร่อยมาและความจริงนี้ทำให้เขารู้สึกหดหู่จนต้องร้องไห้ไปในขณะที่กินด้วย ในตอนที่เขาท้องอิ่มเขาก็ง่วงนวน ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่อยู่ไม่อยู่ก็ตามหรือไม่ว่าจะดึกหรือไม่ก็ตาม เขาก็คิดว่าเขาจะต้องนอน มันอาจจะเปลื่ยนไปก็ได้ถ้าฉันหลับลไป ในตอนนั้นเองที่เขาได้ทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียงด้วยความคิดที่ไร้เดียงสา….

….สาวสวยที่มีปีกสีขาวอยู่บนหลังได้ลอยปรากฏตัวขึ้นอยู่เบื้องหน้าของเขา

[โอ้ มีอยู่คนหนึ่งจริงๆ]

ประโยคแรกของผู้หญิงคนนี้หยาบคายเอามากๆ

“หวา เธอเป็นใคร?”

ยูอิลฮานที่ติดนิสัยนอนแก้ผ้าได้ดึงผ้าห่มขึ้นในทันที ผู้หญิงคนนี้ได้มองฉากนั้นด้วยการเหลือบ จากนั้นเธอก็รีบเปลื่ยนท่าทางไป

[อะแฮ่ม คุณเรียกฉันได้ตามที่คุณรู้จักฉันได้เลย]

“ผู้บุกรุกทรัพย์สินส่วนตัวงั้นสินะ?”

[ฉันเป็นทูตสวรรค์ต่างหาก นางฟ้านะ]

เธอได้มองมาที่ยูอิลฮานและเน้นคำพูดที่ว่าเธอคือนางฟ้า ยูอิลฮานก็ยังรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติอยู่ในในตอนที่เธอโผล่ขึ้นมาในห้องของเขา ทำให้เขายอมรับความจริงนี้ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องตกใจมากนักกับคำพูดของเธอ พูดตามตรงสิ่งที่เกิดกับเขาในวันนี้มันน่าตกใจยิ่งกว่าซะอีก

ยังไงก็ตามความคิดนี้ของเขามันตื้นเขินเกิดนไป สิ่งต่อมที่เธอพูดขึ้นมันได้พิสูจน์เรื่องนี้

[เนื่องจากว่าฉันไม่ได้มีเวลามากแล้ว ฉันจะขอพูดตรงประเด็นเลยนะ คุณถูกมนุษยชาติทิ้งเอาไว้]

“….ทิ้ง?”

การของยูอิลฮานได้ดูแปลกไป ‘ถูกทิ้ง’ เป็นสิ่งที่เขาได้เจอมามากมายในชีวิตของเขา เริ่มจากในวัยประถมถูกทิ้งเอาไว้จากการปิกนิก ตอนมัธยมต้นก็การเข้าแคมป์ มัธยมปลายก็ทริปท่องเที่ยว แล้วก็แม้แต่ในตอนเข้ามหาวิทยาลัย…..

[ท่านพระเจ้าได้ทรงรับรู้ถึงหายนะครั้งยิ่งใหญ่ขอโลกและเตรียมที่จะส่งมนุษยชาติไปที่โลกอื่นๆจำนวนมากมาย ในระหว่างกระบวนการนี้คุณเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกทิ้งเอาไว้]

และในตอนนี้เขาก็ถูกทิ้งเอาไว้จากมนุษยชาติทั้งหมด

สติของเขาได้หลุดลอยไปไกลในทันที ยูอิลฮานที่พยายามจะดึงสติของเขากลับมาได้ถามขึ้นกับนางฟ้าในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

“หายนะครั้งยิ่งใหญ่คืออะไรนะ?”

[นั่นมันก็คือการที่ค่าประสบการณ์ของโลกเต็มแล้วก็กำลังจะเลเวลอัพไปอีกเลเวลหนึ่งไง]

เขาอยากจะโต้แย้งเธอ แต่ว่าเขาก็ฝืนกั้นมันเอาไว้และถามออกไป

“แล้วการเลเวลอัพมันจะเกิดการเปลื่ยนแปลงอะไรขึ้น?”

[ระบบพลังงานสูงจะถูกเปิดขึ้นบนโลกซึ่งมันถูกเรียกว่ามานา นอกไปจากนี้บันทึกอคาชิคจะมาเชื่อมต่อกำโลกและทำให้มนุษย์ได้รับสิทธิ์ที่จะได้ดูบันทึกนั้นบางส่วน นั่นเรียกกันว่าสเตตัส]

“มันเป็นคำธิบายที่เข้าใจง่ายมากเลย”

[ก็ฉันค่อนข้างจะมีความสามารถไง]

นางฟ้าค่อนข้างจะภูมิใจในตนอนที่เธอได้ถูกยูอิลฮานยมและเธอได้ยืดอกออกมา อิลฮานที่กำลังรอโอกาสนี้อยู่ได้รีบถามต่ออย่างรวดเร็ว

“ทำไมมนุษยชาติต้องไปโลกอื่นด้วยล่ะ? พวกเขาทั้งหมดจู่ๆถูกย้ายไปเหมือนในนิยายแฟนตาซีนะ”

[ความจริงแล้วการเปิดมานาขึ้นบนโลกมันหมาความว่าสัตวก็จะวิวัฒนาการจากมานาอีกด้วย นั่นก็คือมอนสเตอร์…. ไม่ว่ายังไงก็ตามนี้มันหมายความว่าคุณจะต้องเผชิญหน้ากับมัน]

เขาได้คิดเรื่องนี้เอาไว้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ได้ยินคำว่ามานา

[สัตว์นั้นจะปรับตัวกลับมานาได้เร็วยิ่งกว่ามนุษย์ดังนั้นถ้าหากปล่อยพวกเขาเอาไว้มันจะเกิดอันตรายต่อการสูญพันธ์ขึ้นแน่หลังจากที่เกิดหายนะครั้งยิ่งใหญ่ มีโลกไปมากกว่าสิบโลกแล้วที่มนุษย์ต้องสูญพันธ์ไปทำให้เทพเจ้าได้ตัดสินใจที่จะให้มนุษย์บนโลกนี้ได้ไปปรับตัวกับมานาก่อนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่านี้]

“ถ้างั้นนั่นหมายความว่าการที่มนุษย์ถูกส่งไปที่โลกอื่นที่มีมนุษย์ได้ปรับตัวกับมานาได้แล้วสินะ?”

[ใช่แล้ว แน่นอนว่าในโลกอื่นๆก็จะได้รับแต้มสเตตัสจำนวนหนึ่งเป็นรางวัลสำหรับการฝึกสอนคนพวกนั้น และแน่นอนว่าก็ยังมีคนที่ปรับตัวไม่ได้เช่นกันด้วย แต่พวกเขาก็ไม่มีทางจะไปดูแลพวกเขาทั้งหมดได้แน่นอน]

เรื่องนี้มันชัดเจนมากจนแม้แต่ยูิลฮาลก็คิดว่าพวกเทพทำได้ดีพอแล้ว ยังไงก็ตามเขายังคงมีคำถามเหลืออยู่อีก

“พวกมอนสเตอร์มันใช้ปืนฆ่าไม่ได้เลยหรอ?”

[มอนสเตอร์ถูกสร้างขึ้นจากระบบของพลังงานที่สูงนั้นไม่มีทางจะฆ่าได้ด้วยแม้แต่นิวเคลียร์ก็ตามที่]

“ถ้างั้นมันจึงจำเป็นต้องทำการอัพเกรดมนุษย์จริงๆสินะ”

[แน่นอน นั่นแหละเป็นเหตุผลที่ทำให้เทพเจ้าถึงได้เมตตาและรักมนุษย์]

นางฟ้าที่ไร้ประโยชน์ได้ยืดหน้าอกเธออีกครั้งอย่างเย่อหยิ่ง อูอิลฮานที่รอโอกาสนี้อยู่ก็ได้ถามเธอขึ้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เศร้าที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

“แล้วฉันล่ะ?”

[….]

นางฟ้าได้หยุดพูดไปทันที

“แล้วฉันล่ะ?”

ในตอนที่ยูอิลฮานได้กดดันด้วยคำถามเดิม เธอก็ได้หันหน้าหนียูอิลฮานเล็กน้อยและตอบกลับมาด้วยเสียงอ่อน

[ฉันคิดว่านี้มันเป็นความผิดพลาด]

“งั้นก็ช่วยแก้มันทีสิ”

[ตั๋วหมดแล้วนะดังนั้น… คุณจึงไปโลกอื่นไม่ได้]

“ไม่มีตั๋วยืนเลยหรอ?”

[ไม่มีแล้ว]

“ไอ้เทพขี้หมานี้มันอะไรกัน!?”

เมื่อยูอิลฮานได้ระเบิดอารมณ์ออกมา นางฟ้าที่เข้าใจอารมณ์ของเขาอยู่แล้วก็พูดออกมาอย่างอ่อนโยน

[แต่ว่านี้มันก็มีโบนัสมาเหมือนกันนะ]

“ฉันไม่อยากได้มัน ส่งฉันไปที่นูนด้วย”

[ในตอนที่มนุษยชาติถูกส่งไปโลกอื่น เวลาภายในโลกนี้ได้หยุดลงดังนั้นคุณจึงไม่ได้รับผลกระทบจากกาลเวลาจนกว่าจะถึงตอนที่มนุษย์จะกลับมาและเวลาได้เดินบนโลกอีกครั้ง พูดให้ง่ายๆก็คือคุณจะไม่แก่ลงไปแล้ว เอาล่ะตามจริงแล้วคนอื่นๆที่ถูกส่งไปก็เหมือนๆคุณ]

“ส่งฉันไปที่นั่นด้วยเถอะ ขอร้องล่ะเวรเอ้ย”

[ยิ่งไปกว่านั้นเทพเจ้ายังสัญญากับคุณว่าจะโบนัสสเตตัสในตอนที่หายนะครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นด้วยนะ เยี่ยมเลยใช่ไหมล่ะ?]

ความโกรธเคืองของยูอิลฮษนได้หยุดลงไปในทีที่ถูกคำว่า ‘โบนัส’ ลวงเอาไว้ เขาได้มองขึ้นมาที่หน้าฟ้าและพูดขึ้น

“แล้วมานาล่ะ ฉันจำเป็นต้องฝึกมันเหมือนกันนะ”

[นั่นมันเป็นไปไม่ได้เว้นแต่ว่าหายนะครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นแล้ว]

“ไม่เอา ถ้างั้นก็ส่งฉันไปซะ ส่งฉันไปเดี๋ยวนี้เลย”

[นั่นมันเป็นไปไม่ได้]

ความโกรธของยูอิลฮานได้ระเบิดออกมาอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าเธอ แต่ว่าเธอก็ยังส่ายหัวอย่างเด็ดขาด มันดูจะเป็นไปไม่ได้แล้วจริงๆแม้ว่าจะเป็นเทพเจ้าก็ตามที

[เทพได้ทรงกำหนดเวลา 10 ปีเป็นช่วงในการปรับตัว ดังนั้นคุณจะต้องพยายามอย่างหนักในช่วงเวลานี้ ฉันจะรับหน้าที่ทำอาหารให้คุณเอง]

“…เธอบอกว่าเวลาหยุดลงแต่ว่าฉันก็ยังหิวงั้นหรอ?”

[แม้ว่าคุณจะไม่แก่แต่ร่างกายคุณยังคงทำงานอยู่ ดังนั้นคุณจำเป็นจะต้องกินอาหาร]

“นั้นมันแตกต่างจาก ‘หยุดเวลา’ นิดหน่อยใช่ไหม?”

[ในเมื่อคุณใช้มานาไม่ได้ ดังนั้นไม่ใช่ว่าคุณจะต้องคิดว่าคุณจำเป็นต้องฝึกร่างกายซักหน่อยงั้นหรอ? ลองคิดดูสิว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีโอกาสได้ฝึกร่างกายในตอนที่คนอื่นๆไปฝึกมานากันแล้วพวกเขาเหล่านั้นก็จะถูกรีเซ็ตร่างกายใหม่ในตอนที่กลับมายังโลก แต่คุณยังมีร่างกายเหมือนเดิมทั้งหมด]

แล้วนี่กำลังปลอบใจฉันงั้นหรอ? ยูอิลฮานได้มองไปที่นางฟ้าและถอนหายใจออกมา สิ่งที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้มันมาจากความผิดของพวกเธอ แต่แล้วเธอกลับมาบอกเขาว่า ‘เมตตา’ ….

ถ้าหากว่าไอ้แต้มสเตตัสนั้นมันไม่ได้มีค่าอะไรมากล่ะก็ฉันจะไปโวยวายแน่

“ฟู่….”

10 ปี ในท้ายที่สุดแล้วยูอิลฮานก็จำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

10 ปีงั้นสินะ? ใช่แล้ว มันไม่ใช่ว่าฉันจะทนไม่ได้นี่? ด้วยทัศนคติที่คุณบวกของเขาทำให้เขาได้แต่ปลอบกับตัวเอง จากนั้นเขาก็ได้ถามคำถามสุดท้ายขึ้นมากับนางฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าเขา

“แล้วทำไมฉันถึงเป็นคนเดียวที่ถูกทิ้งล่ะ? ทำไมมีแค่ฉัน?”

[ในตอนที่กำลังลงลิสต์รายชื่อเพื่อส่งคนไปที่ลกอื่น เทพเจ้าไม่ได้เจอตัวตนของคุณเลยจนกระทั่งตอนสุดท้าย ท่านได้บอกว่านี้มันเป็นเทคนิคการปิดบังตัวตนที่พิเศษอย่างแม้จริง]

“….”

และแบบนั้นชีวิตบนโลกที่โดดเดี่ยวของยูอิลฮานก็ได้เริ่มต้นขึ้น