0 Views

บทที่่ 14 – ทำมันซะ (1)

 

[พวกเขาเป็นพวกนักล่า]

“ฉันก็เดาได้หน่อยๆแหละ”

กลุ่มชายหญิงห้าคนได้กระจายตัวออกไปจากสถานการณ์ที่น่าทึ่งที่เกิดจากการต่อสู้ของยูอิลฮาน จากนั้นทหารก็เดินเข้ามา

“มอนสเตอร์ถูกกำจัดหมดแล้ว”

“กำจัดไปแล้ว? ฉันได้ยินมาว่ามอนสเตอร์คลาส 2 นี่… โอ้”

ชายคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มได้ตอบกลับในขณะที่มองไปรอบๆและพบกับยูอิลฮาน นี่มันเป็นไปได้เพราะว่ายูอิลฮานกำลังอยู่ระหว่างการชำแหละหมีอยู่

“บุรุษความเร็วแสง?”

“เป็นเขา หน้ากากไอรอนแมน!”

“ว้าว ถ้างั้นเขาก็เป็นคนจัดการหมีคนเดียวนะสิ? ไม่มีทางน่า! เขาต้องเรียนเวทย์โบราณชนิดไหนกันถึงได้แข็งแกร่งแบบนี้?”

ยูอิลฮานดูจะไม่ชอบกลุ่มนี้มาเมื่อพวกเขาต่างก็กระซิบกันประเมินตัวของเขา แต่ว่ายังไงก็ตามนักล่าพวกนี้ก็มีเป้าหมายเดียวกันกับเขา มันไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องมาเป็นศัตรูกับพวกนี้

เขาได้เมินห้าคนนั้นและเริ่มทำการชำแหละต่อ มันจะต้องใช้เวลาประมาณนึงในการจะชำแหละหมียักษ์นี่ดังนั้นมันไม่จำเป็นจะต้องมาเสียเวลาเปล่ากับการฟังพวกนี้….

ในตอนที่เขากำลังคิดถึงจุดนั้นเองศพของหมียักษ์ก็ได้เริ่มลดขนาดลง เอิลต้าจึงได้อธิบายกับยูอิลฮานที่กำลังตกใจอย่างปกติ

[คุณรู้ปะ มันได้ใช้สกิลขยายร่างนะ ถ้าหากว่าร่างของมันใหญ่ 7 เมตรจริงๆแล้วล่ะก็มันจะต้องเป็นตัวที่แข็งแกร่งเอามากๆ]

“สกิลนี่มีทุกประเภทเลยนะ เอ๊ะ…?”

พูดตามตรงแล้วยูอิลฮานรู้สึกยินดีกับขนาดของหมีที่ลดลงมาเพราะเขาไม่จำเป็นต้องไปไล่ถลกหนังของมันทั้งหมดอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงรอให้ขนาดมันลดลงไปเรื่อยๆและในที่สุดแล้วเขาก็ได้เริ่มชำแหละหมีที่มีขนาดลดลงมาเหนือแค่ประมาณ 3 เมตร

“ฮะ เฮ้ บุรุษความเร็วแสง?”

“คุณแข็งแกร่งจริงๆ! คุณได้รับอาชีพที่สองไปแล้วจริงๆใช่ปะ? บางทีคุณอาจจะเจอดันเจี้ยนด้วยใช่ไหม?”

“เฮ้ ในเมื่อมีคนคุยกับคุณ คุณก็ควรจะตอ….”

สำหรับคนที่โดดเดี่ยวแล้วคนจำพวกที่โดดเด่นและกลุ่มคนที่มารวมกันแบบนี้เป็นกลุ่มคนที่เขาไม่ชอบมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงเมินพวกนักล่าพวกนี้ที่เข้ามาหาเขาและถือหอกขึ้นเงียบๆ

“เขาดูไม่เหมือนจะมาสนใจพวกเราเลย ยอมแพ้กันดีกว่าน่า”

“ชิ พวกน่าขยะแขยง”

“ไม่ใช่ว่าเขาดูเท่ออกหรอ? เขาดูเหมือนกับพวกหมาป่าเดียวดายเลย”

“โว้ว ความชอบของเธอนี่มันยังไงกันเนี้ย!?”

พวกเขาได้พยายามจะคุยกับยูอิลฮานอีกสองสามครั้งแต่ว่าหลังจากพวกเขาได้พบว่ายูอิลฮานไม่มีท่าทีจะตอบเลย พวกเขาได้แต่เดาะลิ้นและหันไป

“ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีอะไรที่เราจะทำได้อีกแล้ว ไปกันเถอะ”

“มีการร้องขอความช่วยเหนือจากในที่อื่นๆ พวกเราสามารถ…?”

“แน่นอนสิ!”

พลังการเข้าสังคมนี่มันเยี่ยมจริงๆ ถ้าหากเป็นยูอิลฮานละก็เขาก็คงจะล้มเหลวตั้งแต่ตอนทักทายกันแล้วเพราะว่าตัวเขาไม่เหมาะกับเรื่องนี้เลย

ยังไงก็ตามไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นยังไงก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องของเขา ยูอิลฮานได้ชำแหละหมีของเขาต่อไป ในตอนนั้นเองผู้นำกลุ่มนี้ที่โพล่งออกมาในตอนแรกว่า ‘บุรุษความเร็วแสง’ ในตอนแรกที่เจอเขาก็พูดออกมาก่อนจะจากไป

“ชื่อของฉันโดวูจุน เมื่อดูจากหมีนี่มันดูเหมือนว่าฉันจะแพ้คุณใน ‘ภารกิจแรก’ แต่ว่าฉันจะแสดงให้คุณเห็นว่าฉันเหนือกว่าคุณ คุณควรจะจำชื่อฉันไว้นะ”

“….แล้วนายจะทำอะไรหลังจากเหนือกว่าฉันล่ะ?”

ด้วยพื้นฐานจิตใจที่โดดเดี่ยวแล้วเขาก็ไม่อยากจะไปยุ่งกับพวกนี้เท่าที่เป็นไปได้ แต่ว่าเนื่องจากว่ายูอิลฮานไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่โดวูจุนเลยทำให้เขาถามออกไป

โดวูจุนได้นิ่งไปพักหนึ่งด้วยความตกใจกับการตอบกลับของยูอิลฮานแต่ในท้ายที่สุดเขาก็พูดออกมาพร้อมจ้องที่ยูอิลฮาน

“ทุกชีวิตและสิ่งที่หายใจบนโลกจะต้องอยู่ภายใต้การชี้นำของฉัน บันทึกอคาชิค บันทึกแห่งพลังของทุกๆสิ่งมีชีวิต! ความแข็งแกร่งของพวกเราแสดงออกมาผ่านเลเวลและพวกเราก็จะพัฒนาต่อไปตามที่สิ่งที่พวกเราทุ่มเทความพยายามลงไป นั่นมันหมายความว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนอีกด้วย! ดังนั้นฉันจะยืนอยู่ในที่ที่เหนือกว่าทุกๆคนในอนาคต”

ยูอิลฮานได้สูญเสียแรงจูงใจที่จะตอบกลับไปในทันทีเพราะความคิดที่ดูจะเด็กกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เขาไปมีความคิดงี่เง่าและเพ้อฝันแบบนี้ได้ยังไงเนี้ย?

ยังไงก็ตามยูอิลฮานก็รู้ดีว่าเขาจะต้องเคารพในสิ่งที่คนเชื่อ เขาได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะไม่ตอบกลับไป เพราะแบบนี้เขาจึงหันกลับไปทำการชำแหละต่อ

“คุณมาถามฉันแล้วนี่มาเมินฉันได้ยังไงกัน… ชั่งมัน เดี๋ยวเราก็จะได้รู้กันอีกไม่นาหรอก”

โดวูจุนได้เลียริมฝีปากราวกับว่าเขาผิดหวัง แต่แล้วเขาก็พากลุ่มของเขาจากไป

มันดูเหมือนว่าความต้องการแข่งขันของเขาจะลุกโชนขึ้นมาจากการที่ได้เห็นยูอิลฮานเอาชนะหมีเพียงลำพัง แต่พูดตามตรงแล้วการแข่งขันของเขาที่ลุกโชนนี้มันก็มีแต่ทำให้ยูอิลฮานรู้สึกรำคาญ

ในตอนแรกยูอิลฮานไม่ได้ชอบึคำว่า ‘การแข่งขัน’ เลยเพียงแค่เพราะว่าคนๆหนึ่งจะไปแข่งขันด้วยการสู้กับคนอื่นได้ยังไงกัน!? ไม่สิ ก่อนหน้านั้น ยูอิลฮานจะไปยืนสูรบกับใครได้ยังไงในเมื่อมันไม่มีคนที่จะทำแบบนั้นได้ในตอนแรก?

การแข่งขันมันจำเป็นต่อการปรับปรุงตัวจริงๆงั้นหรอ? ถ้าหากว่าต้องการจะปรับปรุงตัวการแค่พยายามอยู่เพียงลำพังมันก็พอแล้วไม่ใช่หรอ?

ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มอยู่ที่บ้านเพียงลำพังหรือฝึกยิวยิตสูกับกระสอบทราบแบบยูอิลฮานมันก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ทำไมคุณจะต้องมาลากคนอื่นมาร่วมด้วยและสร้างความลำบากใจให้ตัวเองด้วยเล่า

ถ้าหากว่าคุณไม่สามารถจะปรับปรุงทักษะของตัวเองได้แค่เพราะไม่มีคู่แข่งล่ะก็พลังนั่นมันยังจะนับเป็น ‘ของตัวเอง’ อีกงั้นหรอในเมื่อพลังนั่นมันพัฒนาขึ้นจากตัวตนของคู่แข่ง? ความหมายของพลังนั่นมันเพียงแค่เพื่อเอามาอวดคนอื่นงั้นหรอ!? เป้าหมายของพลังนั่นมีเพียงแค่ก้าวข้ามคนอื่นงั้นหรอ!?

เขามากล้าจะแข่งขันกับคนอื่นได้ยังไงในเมื่อเขายังไม่ได้เอาชนะแม้แต่ร่างกายของตัวเองด้วยซ้ำ? ถ้าเขาอยากจะก้าวข้ามอะไรซักอย่างจริงๆล่ะก็ควรจะเป็นตัวเองก่อนไม่ใช่หรอ!?

เขากล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไงในเมื่อแม้แต่ยูอิลฮษนที่พยายามมาตลอด 1000 ปีก็ยังพูดมันออกมาไม่ได้? แล้วก็นี่อีกนะเขาจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดหรอ? เขาจะเป็นคนที่ยืนอยู่เหนือทุกๆคนงั้นหรอ? น่าขำพังเพ

เพราะแบบนี้ยูอิลฮานจึงทำเพียงแค่คิดอยู่ในใจโดยไม่แสดงออกมา

[…ยูอิลฮาน? ไม่ใช่ว่าคุณดูจะตื่นเต้นไปหรอ?]

“ไม่เลย ฉันยังใจเย็นอยู่”

เสียงเรียกของเอิลต้าได้ดึงยูอิลฮานกลับสู่ความเป็นจริง เขาได้ตอบกลับไปและทำการชำแหละร่างของหมีให้จบ

โชคร้ายที่หมีตัวนี้ไม่ได้มีหินพลังเวทย์ให้เลยแต่ว่าคุณภาพของหนังมันก็ดีเยี่ยม ถ้าหากว่าเขาจัดการมันดีๆเขาก็สามารถจะเอามันไปทำเป็นเกราะที่กันกระสุนปืนกลได้ง่ายๆเลย

“ขอโทษนะ… ท่านบุรุษความเร็วแสง…?”

“ไม่ขาย!”

ยังไงก็ตามทหารพวกนี้ก็เคยมีประสบการณ์กับยูอิลฮานอยู่แล้วทำให้พันตรีได้เข้ามาหาเขาอย่างระมัดระวังและช้าๆ

“ผมได้ยินมาว่าคุณกำลังออกหาล่ามอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งอยู่ใช่ไหม? ถ้างั้นพวกเราก็สามารถจะให้ข้อมูลกับคุณได้”

“แค่ข้อมูล?”

“ใช่แล้ว”

ข้อเสนอของพันตรีนี้ได้ดึงดูดใจเขาอย่างมาก

“พวกเราอยากจะให้สถานการณ์ที่อันตรายลดลงให้น้อยมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แน่นอนว่ามันจะเป็นการโกหกถ้าหากผมจะพูดว่าเราไม่ได้ต้องการร่างกายมอนสเตอร์เลยแต่ว่าผมก็จะบอกว่าชีวิตของคนมันสำคัญกว่าสิ่งนั้นมาก ดังนั้นถ้าคุณต้องฉันก็อยากจะแบ่งปันตำแหน่งของมอนสเตอร์….”

“…..”

“ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะแกล้งทำเป็นประกาศว่าต้องการรวบรวมผู้ใช้พลังเพื่อที่จะสร้างกลุ่มอะไรซักอย่าง แต่ตามตรงแล้าผมคิดว่าเรื่องนี้มันเชื่อถือไม่ค่อยได้ พวกเขาไม่แม้กระทั่งซ่อนความตั้งใจเพื่อควบคุมคนอื่นๆเลย ส่วนตัวแล้วผมเข้าใจว่าคุณไม่อยากจะมามีส่วนร่วมกับรัฐบาลหรือทหาร เพราะแบบนี้ผมจึงมีข้อเสนอนี้มาให้คุณ… เป็นยังไงล่ะ?”

นี่เป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผลมาก ประเทศกำลังวาดภาพในจินตนาการทั้งนั้น แต่ว่าพันตรีคนนี้ได้พูดคุยกับเขาด้วยความคิดที่เป็นจริงว่าสถานการณ์เบื้องต้นแล้วเป็นยังไง

ยูอิลฮานกำลังลังเล แต่ว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะมาลังเลเลย ยังไงทหารก็อยู่ในที่ๆมอนสเตอร์อารวาดอยู่แล้ว ถ้าหากว่ามันเป็นแบบนั้นจริงมันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องดีกว่าหรอกับการที่จะได้รับข้อมูลจากพวกทหารตรงๆแทนที่จะไปเสียเวลาหาสุ่มๆจากเน็ต?

“บอกมาสิ”

“ฟู่ ขอบคุณนะที่ช่วยๆกัน”

ร้อยตรียุนแดฮานได้ถอนหายใจออกมาจากก้นบึ้งหัวใจและก้มหัวให้กับยูอิลฮาน

เขาตาถึง

คนที่โจมตีมอนสเตอร์และฆ่ามอนสเตอร์คลาสสองในการโจมตีแค่ 3 นี้โดยที่เพิ่งจะผ่านไปไม่นานนับตั้งแต่ที่หายนะครั้งใหญ่เกิดขึ้นนี้น่าทึ่งอย่างแท้จริง ในปัจจุบันตัวยูอิลฮานเป็นคนที่เขาไม่สามารถจะไปแตะต้องได้ เขาจะหยุดพัฒนาแค่นี้หรอ? ไม่มีทางอยู่แล้ว เขาก็ไม่รู้อะไรนักแต่เขาเดาว่ายูอิลฮานจะต้องพัฒนาพลังขึ้นไปจนเป็นถึงตัวแทนของเกาหลีได้เลย

ยุนแดฮานได้เรียนรู้อะไรมามากในตอนที่เขาอยู่ในต่างโลก เขาได้เห็นฉากของคนที่มีพลังเหนือยิ่งกว่าประเทศและเห็นฉากที่มอนสเตอร์เพียงตัวเดียวทำลายประเทศด้วยเช่นกัน

เรื่องแบบนี้ได้บอกกับเขาว่าตรรกะเดิมๆที่มีอยู่ไม่สามารถจะมาใช้นำกองทัพ ประเทศและสังคมหลังจากที่เกิดหายนะครั้งใหญ่ได้ เพราะอย่างนี้เขาก็เลยได้มอบเสนอแบบนี้ให้กับคนที่แข็งแกร่งอย่างยูอิลฮาน

การจะพยายามไปควบคุมพลังที่ร้ายแรงให้ได้มันอาจจะส่งผลการทำลายกันและกันได้ แล้วทำไมต้องไปจับพลังนั้นเอาไว้ในอุ้งมือและควบคุมมันด้วยเล่า? ถ้าหากว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่สามารถจะคุยกันดีๆถ้างั้นก็ควรจะมองหาวิธีที่จะได้กำไรทั้งคู่สิ อย่างแบบนี้ไง

ถึงแม้ว่าเขาจะค่อนข้างเข้มงวดกับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ว่าเขาก็เป็นทหารที่รู้ขอบเขตของตัวเอง เพราะการกระทำนี้ของเขายูอิลฮานก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับทหารและมีช่องว่างสำหรับการคุยกัน

ยุนแดฮานได้ทำการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับยูอิลฮานที่มีโอกาสจะพัฒนาไปเป็นผู้ใช้พลังที่แข็งแกร่งในอนาคตมากพอแล้ว

ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะถูกยูอิลฮานอ่านออกก็ตามที

“สำหรับทหารในปัจจุบันการหยุดพวกมอนสเตอร์คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ ขอร้องล่ะ…ก่อนนที่คนจำนวนมากไปกว่านี้จะทุกข์ทรมาน….”

“ตกลง”

ยูอิลฮานได้หุ้มกระดูกของหมีไว้ด้วยหนังของหมีเองอย่างชำนาญและกอดมันเอาไว้ จากนั้นเขาก็เมินสายตาของทหารที่มองมาทางเขาซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความชื่นชม อิจฉา หวาดกลัว และอีกมามาย เขาได้แยกตัวออกมาจากที่นี่ ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นจะต้องใช้แอปแสงแฟลชเลยด้วยซ้ำในรอบนี้

[มนุษย์จะมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน]

“ฉันไม่อยากจะเจอกับเขาบ่อยนักเลย คนๆนั่นให้ค่าฉันไว้สูงเกินไป”

[ก็ดูสิ่งที่คุณทำเอาไว้สิ… ยังไงก็เหอะไปที่ต่อกันไปได้แล้ว! วิ่งเร็วเข้า!]

ต้องขอบคุณการร่วมมือของทหารนี้ทำให้ยูอิลฮานสามารถจะจัดการได้มากกว่าสามกลุ่มในวันนี้ ในหมู่พวกมอนสเตอร์ก็ไมได้มีตัวที่แข็งแกร่งไปกว่าหมาป่าโลกันณ์หรือหมีสีน้ำตาลอีกเลย และเพราะแบบนั้นทำให้เขาได้เลเวลอัพขึ้นมากลายเป็นเลเวล 24

แต่กลับกันเขาได้กำไรมาเยอะมาก เนื่องจากว่าแค่ของที่ได้จากฝูงหมาป่าและหมีเขาได้ขายของทั้งหมดจากมอนสเตอร์ให้กับทางทหารยกเว้นหินพลังเวทย์ มันส่งผลให้จำนวนเงินฝยมือของเขาตอนนี้มันน่าทึ่งเล็กน้อย เงินของเขาในตอนนี้มันใกล้เคียงกับหนึ่งพันล้านวอนแล้ว

“ฉันจะยังมีเงินเหลืออีกแนะต่อให้สร้างที่ทำงานขึ้นแล้ว! เราควรจะเซ็นต์สัญญาทันทีเลยปะ”

[มันไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยนะที่จะใช้เงินจำนวนมาขนาดนี้ในทันทีที่ได้มันมา คุณจะทำยังไงล่ะหากถูกแกะรอยได้?]

“อ่า….”

[….เพราะแบบนี้ฉันจะใช้เวทย์ลบความทรงจำของผู้รับเหมาให้คุณเองเป็นกรณีพิเศษ แต่ว่าการใช้ครั้งนี้มันจะมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ]

“เยี่ยม!”

อย่างที่คิดเอาไว้เลยเวทย์ของนางฟ้าเยี่ยมที่สุดในโลก

ถึงแม้ว่าเขาจะถูกแม่กำชับเอาไว้ว่าอย่างไปไหนในตอนที่อันตราย แต่ว่าในตอนที่เขากลับมาที่บ้านมันก็ดึกแล้ว ทุกๆอย่างได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ยูอิลฮานได้ขึ้นไปนอนในขณะที่คิดว่าทุกๆอย่างจะเปลื่ยนไปในทางที่ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้

และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในวันต่อมา

ข้อความเดียวกันนี้ที่ปรากฏขึ้นมาในสายตาของมนุษยชาติทุกๆคนก็โผล่ขึ้นมาทันทีพวกเขาตื่นขึ้น

[การเชื่อมต่อกับต่างโลกจะถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง คุณจะสามารถรับเควสและได้รับรางวัลที่เหมาะสมได้ในโลกที่คุณถูกอัญเชิญไป]

เพราะแบบนี้ยูอิลฮานได้กลายเป็นผู้โดดเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง

 


สามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลยครับ > กดเลย <