0 Views

บทที่ 1: หมู่บ้านชายป่า

‘เจ้าโง่ที่สอง’ เปิดตามองไปยังโคลนและหลังคาไม้เหนือศรีษะ เสื้อผ้าที่เขาใส่นั้นมีสีเหลืองเข้มและส่งกลิ่นเหม็นอับ แต่เสื้อผ้าของเขานั้นเก่าเกินไปจนสีแทบมองไม่เห็น

 

ข้างๆเขาคือพี่ชายสองของเขา ‘ฮันจู’ ที่ซึ่งดูเหมือนจะหลับลึก มีเสียงกรนลอยมาเป็นระยะๆ ในขณะที่เขานอนหลับ

 

ห่างจากเตียง ห้าฟุต [1.5เมตร] คือกำแพงดินที่มีร้อยร้าวจำนวนมาก ที่เสื่อมสภาพเพราะกาลเวลา ที่ด้านอื่นๆของกำแพงก็จะได้ยินเสียงมารดาของเขาบ่นจู้จี้และบางครั้งก็จะได้ยินเสียงบิดาของเขาสูดหายใจเข้าลึกๆเพราะกำลังดูดบ้องบุหรี่อยู่

 

‘เจ้าโง่ที่สอง’ ค่อยๆหลับตาลง และพยายามข่มตาหลับ เขารู้ว่าถ้าเขาไม่หลับเสียตอนนี้ เขาก็จะตื่นไม่ไหวในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น และถ้าเขาตื่นสายเขาก็จะอดขึ้นไปบนภูเขา กับเพื่อนของเขาเพื่อไปเก็บฟืน

 

‘เจ้าโง่ที่สอง’ มีชื่อจริงๆว่า ‘ฮันหลี่’ ชื่ออันสง่านี้ไม่ใช่บิดามารดาของเขาตั้งให้ ตอนเขาเกิด ครอบครัวของเขาได้มอบขนมปังข้าวโพด 2 ชิ้นแก่ผู้เฒ่าจางเพื่อแลกกับการให้ฮันหลี่เป็นชื่อที่สอง

 

เมื่อตอนลุงจางยังอายุน้อย เขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนพร้อมกับเด็กรวยๆจากในเมือง

ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่สามารถอ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง และเด็กกว่าครึ่งในหมู่บ้านก็เป็นเขาที่เป็นผู้ตั้งชื่อให้

 

ฮันหลี่ถูกเรียกว่า ‘เจ้าโง่ที่สอง’ โดยพวกคนในหมู่บ้าน แม้นั่นจะเป็นชื่อของเขา แต่เขาไม่ได้ดูโง่เขลาหรือเบาปัญญาเลย กลับกันเขาคือคนที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน เช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้าน นอกเหนือจากคนในบ้านของเขาเองแล้วนั้น ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อ ‘ฮันหลี่’ เลย และเรียกเขาด้วยชื่อสัตว์เลี้ยงของเขา ‘เจ้าโง่ที่สอง’ แทน

 

เหตุผลที่เขาชื่อเล่นว่า ‘เจ้าโง่ที่สอง’ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนชื่อ ‘เจ้าโง่’’ อยู่ในหมู่บ้าน

 

แต่จริงๆแล้วชื่อประเภทนี้มันก็ไม่มีอะไรหรอก เด็กในหมู่บ้านยังมีชื่อ ‘โกวอวา’[ลูกสุนัข-狗娃] ‘เอ้อร์ตาน’[ไข่สองใบ(?)-二蛋] เทียบกันแล้วชื่อ ‘เจ้าโง่ที่สอง’ ยังฟังดูดีกว่าเป็นไหนๆ

 

และด้วยเหตุนี้ ฮันหลี่จึงได้รับการปลอบโยน แม้ว่าเขาจะไม่ชอบชื่อเล่นของเขาก็ตาม

 

ร่างกายฮันหลี่ธรรมดาสามัญมาก เขามีสีผิวแทน และ ตรงกับลักษณะของเด็กทั่วไปที่เกิดในชุมชมเกษตรกรรม ลึกลงไปในใจของเขาอย่างไรเขาก็โตเร็วกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน  นับตั้งแต่เขายังเด็กเขาก็หวังว่าซักวันหนึ่งเขาจะสามารถเดินออกไปจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเขาและผจญดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของโลกภายนอกที่ลุงจางเคยพูดถึงมาตลอด

 

ฮันหลี่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังเพราะถ้าใครได้ฟังก็คงเวรี่ตกใจไปตามๆกัน ปกติแล้วหลังจากที่พวกผู้ใหญ่ออกไปจากบ้านพวกเขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้เด็กๆอยู่กันตามลำพังซักเท่าไหร่ เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขารู้แค่ว่าจะล่าไก่ได้ยังไงและเลี้ยงสุนัขยังไง พวกเขาไม่เคยมีความคิดแปลกๆอย่างการออกจากหมู่บ้านเลย

 

ครอบครัวของ ฮันหลี่ มีสมาชิกทั้งหมด 7 คน ได้แก่ พี่ชายสองคน,พี่สาวคนโตและน้องสาวคนหนึ่ง เขาเป็นลูกคนโตคนที่สี่ในครอบครัวของเขาและปีนี้เขาอายุได้สิบปีแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตว์สุจริต ช่วยกันทำงาน พวกเขาไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์และเนื้อปลา แต่พวกเขาก็พอใจกับชีวิตปัจจุบันที่เป็นอยู่ของพวกเขา

 

ในขณะที่ฮั่นหลี่กำลังโฉบฉบังอยู่ระหว่างการนอนหลับและจิตใต้สำนึก ในขณะที่เขากำลังเคลิ้มในการนอน ในความคิดของเขามีเพียงสิ่งเดียวคือ ยามที่อยู่บนภูเขา เขาจะต้องเก็บเบอร์รี่สีแดงกลับมาให้เยอะๆเพื่อมอบให้น้องสาว ผู้ที่เขาเอาใจใส่มากที่สุด! [ประมาณว่า เอามาให้น้องสาวสุดที่รัก]

 

เช้ารุ่งขึ้น, ยามเที่ยง ฮันหลี่กำลังบังแสงแดดที่สาดส่องลงมาเหนือหัวของเขาด้วยเงาจากกองไม้บนหลังของเขา และที่อยู่ตรงหน้าอกของเขาคือถุงที่เต็มไปด้วยเบอร์รี่สีแดงกระเด้งกระดอนไปมาขณะเขากำลังเดินกลับไปที่บ้าน ในขณะนั้นเขาไม่รู้ว่าบ้านของตนนั้นมีแขกมาเยือน เป็นแขกที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล

 

และแขกที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นลุงสามของเขานั่นเอง!

 

ข่าวลือบอกว่าเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารในเมืองใกล้เคียง ตามที่พ่อแม่ของเขาบอกลุงสามเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในครอบครัว หลังจากไม่กี่ร้อยปี ตระกูลฮันสามารถมีบุคคลเช่นลุงสามออกมา สถานะของเขาถือว่าไร้คู่ต้านภายในตระกูล

 

เมื่อฮันลี่อายุยังน้อยเขาได้พบลุงสามของเขาเพียงไม่กี่ครั้ง  พี่ชายของฮันหลี่เป็นเด็กฝึกงานของช่างตีเหล็กในเมืองด้วยคำแนะนำของลุงสาม ในทุกๆครั้งลุงสามจะนำอาหารสำหรับบิดาและมารดามาที่บ้านของเขาเพื่อร่วมกันรับประทาน เพราะเขาดูแลตระกูลของฮันหลี่ด้วยความเอาใจใส่ ฮันหลี่จึงนับถือเขามาก ถึงแม้ว่าบิดามารดาไม่เคยกล่าวอะไร แต่เขาก็รู้ว่าในใจพวกเขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก

 

พี่ชายคนโตของฮันหลี่ ถือเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว เขาสามารถนำเงินจากการฝึกงานกับช่างตีเหล็กหลังจากหักค่าครองชีพแล้ว จำนวน สามสิบเหรียญทองแดง กลับบ้านมาและเมื่อเขาจบการฝึกงานแล้วเขาก็จะได้รับเงินมากยิ่งขึ้น!

 

ทุกครั้งที่บิดามารดาของเขาพูดคุยเกี่ยวกับลูกชายคนโตของพวกเขาวิญญาณของพวกเขาจะทะยานด้วยความภาคภูมิใจ ถึงแม้ฮันลี่จะยังอายุน้อย แต่เขาก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก งานที่ดีที่สุดที่เขาจะหาได้คือการฝึกงานของช่างฝีมือและพึ่งพางานฝีมือที่เขาทำเพื่อหารายได้

 

ดังนั้นเมื่อฮันหลี่เห็นเสื้ออาภรณ์ซาตินใหม่และหน้ากลมๆที่เป็นของลุงที่สามของเขาฮันหลี่ก็มีความสุขมาก

 

ฮันหลี่วางกองฟืนไว้นอกบ้าน และเดินเข้าไปด้านหน้าบ้านเพื่อทักทายลุงสาม ‘ฮันหลี่ คารวะท่านลุงสาม’ หลังจากนั้นเขาจึงไปยืนอยู่ข้างๆ เพื่อฟังการสนทนาระหว่างบิดามารดาและลุงสามของเขา

 

ลุงสามหันมายิ้มและเอ่ยปากชมหลานชายของเขาฮันหลี่ ว่า ‘ช่างเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะจริงๆ!’ ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปหาบิดามารดาของฮันหลี่และอธิบายสาเหตุที่เขามาเยือนในวันนี้

 

เพราะฮันลี่อายุยังน้อยเขาจึงไม่สามารถเข้าใจคำพูดของลุงสามของเขาได้อย่างครบถ้วน แต่เขาก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆของมัน

 

ร้านอาหารของลุงสามได้รับการสนับสนุนจากพรรคเจ็ดเร้นลับ พรรคนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนคือศิษย์ชั้นในและศิษย์ชั้นนอก และเมื่อไม่นานมานี้ ลุงสามของเขาได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์ชั้นนอก นั่นหมายความว่าเขาสามารถนำเด็กอายุ เจ็ดถึงสิบสองปี มาสอบเข้าเป็นศิษย์ชั้นในได้

 

ทุกๆ ห้าปี พรรคเจ็ดเร้นลับจะออกคำเชิญแก่เยาวชนเพื่อเข้าร่วมการสอบเป็นศิษย์ชั้นใน การสอบอย่างเป็นทางการจะเริ่มในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ลุงสามเป็นคนที่ฉลาดและปราดเปรื่อง แต่เขาไม่มีบุตร มันจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะนึกถึงฮันหลี่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามอายุ

 

ในขณะที่บิดาของฮันหลี่ได้ยินคำว่า ‘เจียงหู’[โลกแห่งศิลปะการต่อสู้] และ ‘พรรค’ พร้อมด้วยคำอื่นๆที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจึงรู้สึกลังเลใจ และเอาท่อบ้องสูบบุหรี่ไปจ่อที่ปากและเป่าควันออกมา เขานั่งฟังโดยที่ไม่ได้พูดอะไรซักคำ

 

ตามที่ลุงสามกล่าว พรรคเจ็ดเร้นลับถือเป็นพรรคที่ดีที่สุดในระยะสามร้อยกว่าลี้นี้เลยก็ว่าได้ [อิงมันใช้ ร้อยไมล์อ่ะ จะให้ใช้ตามมันไม่เท่ห์]

 

ถ้าใครสามารถเป็นศิษย์ชั้นใน ไม่เพียงจะสามารถฝึกฝนวิชาศิลปะการต่อสู้ได้อย่างอิสระเพียงเท่านั้น พวกเขายังจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนอีกด้วยและสามารถเสนอความต้องการของพวกเขาได้ ยังไม่หมดแค่นี้ สำหรับคนที่สอบไม่ผ่านสามารถเข้ารับฝากตัวเป็นศิษย์ชั้นนอกเช่นลุงสามได้ และยังมีโอกาสได้ช่วยสะสางเรื่องภายนอกต่างๆของพรรคอีกด้วย

 

เมื่อได้ยินว่าบุตรชายของเขาจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนและแม้จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับลุงสาม[ได้เป็นแค่ศิษย์ชั้นนอก] บิดาของ ฮันหลี่ ก็ตัดสินใจที่จะให้ความเห็นชอบในที่สุด

หลังจากได้รับความเห็นชอบจากบิดาของฮันหลี่ ลุงสามก็รู้สึกอิ่มเอมใจ เขาวาง สองเหรียญเงินเอาไว้ให้ และกล่าวว่าอีกหนึ่งเดือนเขาจะกลับมารับฮันหลี่ ไปเข้ารับการสอบ ในช่วงเวลานี้บิดาของฮันหลี่ ต้องทำให้แน่ใจว่า ฮันหลี่ จะได้รับเครื่องสวมใส่และการดูแลอย่างดี เพื่อปรับร่างกายให้พร้อม เพื่อที่จะทำการสอบได้ง่ายขึ้น หลังจากให้คำแนะนำ ลุงสามก็อำลาฮันหลี่และบิดาของเขา และลูบหัวฮันหลี่ ก่อนจะออกจากหมู่บ้านไป

 

ในขณะนั้นฮันหลี่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ลุงสามของเขากล่าว เขารู้แค่ว่าเขาสามารถหาเงินในเมืองใหญ่ได้ มันดูเหมือนว่าความฝันของเขากำลังจะเป็นจริง เขาจึงไม่อาจข่มตานอนได้ในคืนแรกๆ

 

หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนลุงสามกลับมาที่หมู่บ้านพาฮันหลี่ไปยังพื้นที่สอบ ก่อนที่เขาจะจากไปพ่อของ ฮันหลี่ ได้สั่งสอน ฮันหลี่ ซ้ำ ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะสมหนึ่งต้องซื่อสัตย์ อดทนและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นต่างๆ ในขณะเดียวกันแม่ของ ฮันหลี่ก็ได้แนะนำให้เขาดูแลสุขภาพตนเองให้ดีและทานอาหารอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับการนอนหลับให้เพียงพอ

 

วันสุดท้ายมาถึงเมื่อลุงสามพาฮันลีไปโดยรถม้า  ขณะที่พ่อกับแม่ค่อยๆหายไปจากสายตาของเขา ฮันหลี่ ต้องกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้น้ำตาเล็ดออกมา

 

แม้ว่าเขาจะโตกว่าเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน แต่เขาก็ยังเป็นเด็กอายุสิบขวบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกจากบ้าน และเขาก็รู้สึกหดหู่ใจ ความคิดถึงบ้านเกิดขึ้นในใจ เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรีบกลับบ้านหลังจากที่เขามีเงินเป็นกอบเป็นกำแล้ว และจะได้ไม่ต้องจากบิดามารดาไปไหนอีก

 

ฮันหลี่ไม่เคยคิดเลยว่า หลังจากนี้เงินจะไม่มีค่าสลักสำคัญอันใดกับเขา เขากำลังจะเดินไปในทางที่ต่างจากปถุชนคนธรรมดา กลับกัน เขาได้เดินไปสู่เส้นทางของการเป็นอมตะ!

☆*:.。.o(≧▽≦)o.。.:*☆

ผิดพลาดตรงไหน บอกได้นะครับ จะเสนอชื่อพรรค ไรงี้ก็ได้ เซ้นส์ด้านการสร้างชื่อเวลต่ำมาก ลงสกิลตาหมีหมดแล้ว