0 Views

        ชุ่ยเอ๋อร์ที่กำลังซักผ้าอยู่ด้านหลังเรือน ถูกพาตัวมาเบื้องหน้าของอวิ๋นซูอย่างไม่เข้าใจเรื่องราว “คุณหนูเจ้าคะ?”

        นางลิ้มรสชาด้วยท่าทีเรียบเฉยก่อนเบือนสายตาขึ้นมอง “ชุ่ยเอ๋อร์ ยังจำข้ารับใช้สองคนที่ต้องการเอาชีวิตเจ้าได้หรือไม่?”

        เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของชุ่ยเอ๋อร์พลันซีดขาวลงในพริบตา

        “รอให้ผ่านไปสักหลายวันหน่อย ข้าจะมอบเงินแก่เจ้า กลับไปบ้านเกิดเสียเถิด”

        “คุณหนู นี่…นี่…เหตุใดกัน ท่านไม่ต้องการชุ่ยเอ๋อร์แล้วหรือเจ้าคะ?” น้ำตาของชุ่ยเอ๋อร์ไหลลงมาอย่างไม่อาจระงับ ส่วนอวี้เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน ไม่ใช่ว่าคุณหนูให้อภัยนางแล้วหรือ? เหตุใดจึงต้องไล่นางไปอีกเล่า?

        “เจ้ากับข้าเป็นนายบ่าวกันครั้งหนึ่ง ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าตายอย่างอยุติธรรม น้ำของจวนโหวแห่งนี้ลึกเพียงใด เชื่อว่าเจ้าก็สัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว หากออกไปจากจวนโหวเจ้ายังมีอิสระ สามารถใช้ชีวิตให้มีสีสันได้เสียหน่อย”

        คำกล่าวของอวิ๋นซู ต่อให้ชุ่ยเอ๋อร์จะโง่งมยิ่งกว่านี้ก็เข้าใจแจ่มชัด แม้ตนเองรอดตายมาได้ ทว่าคงมีบางคนที่ไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ถูกแล้ว ออกจากที่นี่และกลับบ้านเกิดไปเสีย อย่างน้อยนางก็ยังมีชีวิตรอด

        “คุณหนู…”

        “เพียงแต่ว่าก่อนที่เจ้าจะจากไป ยังต้องให้เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”

        “อะไรหรือเจ้าคะ คุณหนูรีบกล่าวมาเถิด!”

        อวิ๋นซูเบนสายตามองไปนอกหน้าต่าง “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่คงอีกไม่นานเท่าใดนัก”

        …

        เข้าสู่ยามค่ำคืน

        แม่นมคนหนึ่งปิดประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเสียงเบา จากไปเพียงไม่นาน ภายในห้องก็มีเสียงดังแว่วออกมา

        เสียงเอะอะดังขึ้นก่อนจะได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มลงกับพื้น เสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงเมื่อเกิดในเรือนใหญ่โตกลับฟังดูเบายิ่งนัก ประตูห้องถูกเปิดออกช้าๆ มือที่ทั้งเหี่ยวเฉาและสั่นเทาอย่างรุนแรงโผล่ออกมาจากด้านใน

        “ผะ…ผู้ใดอยู่บ้าง…”

        ฮูหยินผู้เฒ่าผมเผ้ายุ่งเหยิง มุมปากของนางมีฟองทะลักออกมาไม่หยุด ทั้งชักกระตุกอย่างน่าเวทนา

        รองเท้าปักลายคู่หนึ่งปรากฏสู่สายตาอย่างรวดเร็ว ในความพร่าเลือนของฮูหยินผู้เฒ่า คล้ายว่านางจะได้เห็นหยกประดับอันคุ้นตาเส้นหนึ่ง

        อวิ๋นซูนำเข็มเงินที่ตนเตรียมไว้ออกมา รีบคลึงติ่งหูของฮูหยินผู้เฒ่าจนแดงแล้วปักเข็มลงไปเบาๆ ใช้มือบีบเลือดออกมาสองหยด

        “ท่านย่าเจ้าคะ อย่าได้กังวลไป ไม่มีอะไรแล้วเจ้าค่ะ…”

        เสียงนี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งหวาดกลัวกับความตายที่ใกล้เข้ามาค่อยๆ สงบลง อวิ๋นซูกุมมือที่ชักกระตุกของนางแน่น เข็มเงินในมือปักลงไปยังจุดลมปราณแต่ละตำแหน่งอย่างแม่นยำ ทุกนาทีผ่านไปอย่างมีค่า ร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่ามิได้แข็งทื่ออีกต่อไป ลมหายใจของนางเริ่มมั่นคง อวิ๋นซูช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกบริเวณปากของนาง ทั้งยังช่วยพยุงฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นเตียง

        เมื่อเห็นใบหน้าอันซีดขาว อวิ๋นซูพลันนึกไปถึงท่านย่าของตน เรื่องราวช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน ท่านย่าของนางก็จากโลกไปด้วยอาการป่วยเช่นนี้ ยามนั้นนางยังเยาว์นัก ไม่อาจสังเกตถึงอาการกระตุกของมือซึ่งเป็นสัญญาณของอาการนี้ จนกระทั่งเข้าสู่ยามค่ำคืนที่สงบเงียบไร้ผู้คน ท่านย่าของนางก็จากไปอย่างโดดเดี่ยว

        ผู้คนทั่วไปต่างก็ทราบดีว่าวิชาแพทย์ของแคว้นอี้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพราะตระกูลอวิ๋นซึ่งเป็นตระกูลแพทย์ ในจวนมีตำราแพทย์อันล้ำค่าจากทั่วทั้งใต้หล้าเก็บสะสมไว้ ทั้งยังมีโอสถศาสตร์อันหลากหลาย พวกเขาสนับสนุนยารักษาอันมีประสิทธิภาพสูงให้แก่กองทัพ สนับสนุนยาพิษเพื่อใช้ทำลายศัตรู ลูกหลานตระกูลอวิ๋นทุกคนล้วนลึกซึ้งในวิชาแพทย์ ส่วนอวิ๋นซูนั้นเรียนรู้ตำราแพทย์อันล้ำค่าที่เก็บไว้ทั้งหมดจนทะลุปรุโปร่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้

        นางโทษตัวเองมาตลอดที่ไม่รู้ถึงอาการป่วยของท่านย่า แต่วันนี้กลับทำสำเร็จด้วยจุดสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้

        นางในสมัยก่อนใช้วิชาแพทย์ทั้งหมดของตนในการปูทางให้เซียวอี้เชิน แต่ชีวิตใหม่นี้ วิชาแพทย์ของนางจะกลายเป็นอาวุธอันมีประสิทธิภาพของตน เพื่อจะได้พบเขาอีกหน จากนั้น…แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างคืนมา!

        อวิ๋นซูได้สติจากส่วนลึกในความทรงจำของตน มองไปยังนอกหน้าต่างแล้วรีบร้อนจากไป

        ผ่านไปไม่นาน องครักษ์ที่ลาดตระเวนอยู่เห็นประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเปิดกว้างจึงมาตรวจตราด้วยความสงสัย จึงได้พบกับสิ่งสกปรกบนพื้นกองนั้น และยังมีโต๊ะเก้าอี้ที่กระจัดกระจายในห้อง

        “ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ!”

        พริบตานั้น ทั่วทั้งจวนโหวราวกับสะดุ้งตื่นจากความฝัน เหลยซื่อที่ได้รับข่าวก็รีบพาคนจำนวนมากตามมา

        “ท่านหมอ! ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

        ท่านหมอในจวนโหวจับชีพจร ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย “ดูเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าจะโรคเก่ากำเริบ แต่ว่า…เหมือนมีคนรักษาให้นางแล้ว ตอนนี้มีเพียงชีพจรเบาบาง ขอเพียงบำรุงให้ดีก็ไม่มีอะไรร้ายแรงขอรับ”

        อะไรนะ? มีคนรักษามาก่อนแล้ว? แต่ว่า ดึกขนาดนี้…

        “แม่นม เจ้าเชิญหมอท่านอื่นมาแล้วหรือ?” เหลยซื่อมองไปยังแม่นมชราที่ตัวสั่นงกๆ อยู่ด้านข้าง นางกำลังกังวลว่าจะถูกลงโทษเพราะความสะเพร่าของตน เมื่อฮูหยินกล่าวถาม นางก็ยิ่งอึกอัก “ไม่เจ้าค่ะ บะ…บ่าว บ่าว…”

        เห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง ในหัวของเหลยซื่อพลันสว่างวาบ “พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด”

        คำพูดนี้กล่าวกับเหล่าอนุภรรยาและคุณหนูคุณชายทั้งหลาย

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังคงอยู่ แต่กลับถูกมารดาของตนลากไปด้านหนึ่งแล้วสั่งเสียงเบา “อวิ๋นฮว๋า รอจนฮูหยินผู้เฒ่าตื่นขึ้นมา เจ้าก็กล่าวไปว่ายามดึกเจ้าผ่านมาทางนี้ พบนางล้มอยู่กับพื้น เจ้าจึงช่วยนางไว้!”

        “ท่านแม่ นี่มัน…แต่อวิ๋นฮว๋าไม่รู้วิชาแพทย์นะเจ้าคะ!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกว่าคำพูดของมารดาช่างเหนือความคาดหมาย ถึงกับให้นางรับเอาความดีความชอบของผู้อื่น นี่เป็นเรื่องที่หากไม่ระวังก็สามารถถูกจับผิดได้ง่ายมากเลยมิใช่หรือ?

        “ไม่เข้าใจวิชาแพทย์แล้วช่วยคนไม่ได้หรือ? เจ้าก็กล่าวไปว่าในยามคับขันเจ้าช่วยนางกดบริเวณหน้าอก ไม่นึกว่าการกระทำที่สะเพร่าของตนจะควบคุมอาการของโรคไว้ได้ เท่านี้ก็พอแล้ว!” ที่เหลยซื่อต้องการให้บตรีของตนโกหกเช่นนี้ เป็นเพราะนางนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง

        ในจวนโหวนอกจากท่านหมอที่อยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ามานานหลายปี ยังมีหลิ่วอวิ๋นซูที่ถูกส่งไปเติบโตยังบ้านของหมอบนเขาอีกผู้หนึ่งที่อาจจรู้วิชาแพทย์

        นางไม่อยากให้ลูกอนุภรรยาผู้นั้นได้รับผลประโยชน์นี้ไป ความรุ่งโรจน์ทั้งปวงสมควรเป็นของบุตรีนางเท่านั้น

        “อะไรนะ? อวิ๋นฮว๋า เป็นเจ้าที่ช่วยฮูหยิผู้เฒ่าหรือ?” เหลยซื่อรีบกล่าวอย่างยินดี หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตกตะลึง ทว่าท่านหมอผู้นั้นและแม่นมมองมาทางนี้แล้ว

        ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำ ในเมื่อมารดากล่าวเช่นนี้ นางก็ไม่อาจปฏิเสธ

        “ใช่ ใช่เจ้าค่ะ อวิ๋นฮว๋ากังวลว่ากลางดึกอากาศหนาว จึงมาดูที่หน้าเรือนของท่านย่า ไม่คิดว่าจะพบท่านย่าอาการกำเริบอยู่พอดี ในยามคับขัน…จึง…”

        “ฮ่าๆ เด็กดี คำพูดเช่นนี้เหตุใดจึงไม่กล้าพูดเล่า เชื่อว่าหลังจากท่านย่าฟื้นขึ้นมาคงไม่ตำหนิเจ้า” เหลยซื่อจูงหลิ่วอวิ๋นฮว๋ามาข้างเตียงนอน ส่วนท่านหมอผู้นั้นสายตาเต็มไปด้วยความชื่มชม

        “ไม่นึกเลยว่าคุณหนูรองจะมีวิชาแพทย์ที่สูงส่งเช่นนี้ ทำให้ข้าน้อยนับถือแล้ว”

        “ไม่หรอก ท่านหมออู๋กล่าวเกินไปแล้ว อวิ๋นฮว๋าเพียงแค่กดไปมั่วๆ เท่านั้น…”

        “กดไปมั่วซั่วที่ไหนกันขอรับ การฝังเข็มเช่นนี้เกินฝีมือของหมอชราเช่นข้าน้อยไปมากนัก!”

        การฝังเข็ม?! นี่มันหมายความว่าอะไร?

        ทันใดนั้น ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่บนเตียงพลันเบิกกว้าง ร่างกายของนางสั่นเทา ท่านหมอตกใจจนสะดุ้ง “แย่แล้ว อาการของฮูหยินผู้เฒ่ากำเริบอีกแล้ว! คุณหนูรองเร็วเข้าเถิด มีเพียงวิธีฝังเข็มที่ท่านกระทำเมื่อสักครู่นี้จึงจะสามารถคุมอาการได้!”

        วิธีฝังเข็ม นี่ท่านหมออู๋กล่าวเรื่องอะไรกัน?

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปยังมารดาของตนอย่างขอความช่วยเหลือ ทว่าท่านหมอหยิบเข็มเงินออกมาเล่มหนึ่งแล้วยัดใส่มือนางเรียบร้อยแล้ว

        เหลยซื่อทำใจแข็ง ปักเข็มลงไปมั่วๆ คงจะไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตหรอกกระมัง “ไปเถิด อวิ๋นฮว๋า ที่นี่มีท่านหมออู๋อยู่ เจ้าวางใจได้!”

        ความหมายของคำพูดนี้คือ หากการฝังเข็มในครั้งนี้เกิดความผิดพลาด ยังมีท่านหมออู๋คอยแบกรับความผิด!

        “…” มืออันสั่นเทาของอวิ๋นฮว๋ายื่นเข้าไป ควรจะปักตรงไหนดี? นางกัดฟัน ถึงขนาดหลับตาลง

        ตอนนี้เอง คนผู้หนึ่งคว้ามือที่กำเข็มเงินของนางไว้ “อวิ๋นฮว๋า นั่นเจ้ากำลังทำอะไร?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)