0 Views

        “ซูเอ๋อร์ได้รับความเห็นชอบจากข้าจึงไปค้างข้างนอก หรือข้าอนุญาตแล้วยังต้องให้เจ้าอนุญาตอีก?” ฮูหยินผู้เฒ่าแผ่กลิ่นอายคุกคามออกมาจากร่าง เหลยซื่อดวงตาเปล่งประกาย เหตุใดนางจะไม่รู้เรื่องนี้

        “เช่นนั้นนาง…ก็ควรจะบอกลูกสะใภ้เสียหน่อย มิใช่ทำตัวไม่เห็นมารดาเลี้ยงผู้นี้อยู่ในสายตา…”

        “ตอนนั้นเจ้ากับอวิ๋นฮว๋าล้วนแต่ดูแลรัชทายาทอยู่ ยังสนใจเรื่องคนอื่นได้อีกหรือ?” เมื่อคืนเห็นสภาพเช่นนั้นของรัชทายาท ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ถูกพูดถึงเลย ลูกสะใภ้กับหลานสาวของตนก็ไม่มาถามสักคำ กลับเป็นหลานชายที่คอยดูแลอยู่ข้างกายจนนางหลับไป ตอนนี้นางยังมาตำหนิอวิ๋นซูที่ไม่บอกนางอีก

        เหลยซื่อไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าโกรธอะไร มารดาเลี้ยงไต่ถามบุตรีอนุภรรยาถึงที่ที่นางไปไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องปกติหรอกหรือ? แต่เมื่อเห็นสายตาของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

        “องค์รัชทายาททรงฟื้นแล้วหรือ?”

        “ยัง ยังไม่ฟื้นเจ้าค่ะ อวิ๋นฮว๋ากำลังดูแลอยู่ข้างกายเจ้าค่ะ”

        ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บสีหน้าโมโห อวิ๋นซูเห็นท่าทีเช่นนั้นของนาง จึงเดินไปข้างหน้าเพื่อเปิดประตูห้องให้นาง

        ที่ไหนได้ พอเข้าไปกลับเห็นหลิ่วอวิ๋นฮว๋าฟุบหลับอยู่ข้างเตียง ทั้งใบหน้าของรัชทายาทก็ดูแห้งกร้าน เห็นได้ชัดว่าอาการไม่ค่อยมั่นคง

        ฮุหยินผู้เฒ่าพลันจ้องไปยังเหลยซื่อ นี่เรียกว่าดูแลหรือ?! กระทั่งน้ำก็ไม่รู้จักหามาปรนนิบัติ?!

        เหลยซื่อตกตะลึง นางมัวแต่คิดเรื่องอื่นตลอดทั้งคืน อีกทั้งรัชทายาทก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาตลอด เป็นธรรมดาที่จะไม่ทราบว่าเขาต้องการอะไร

        “อวิ๋นฮว๋า!”

        เมื่อดึงแขนเสื้อของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า นางจึงค่อยตื่นขึ้นมา เงยหน้ามองไปก็พบกับใบหน้าอันเข้มงวดขอฮูหยินผู้เฒ่า

        “อา! ท่านย่า…”

        “เจ้าหลับสบายดีเสียจริง” ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มอย่างอึมครึม

        “ข้า… อวิ๋นฮว๋าเหนื่อนเกินไป จึง…”

        ตอนนี้เหลยซื่อรินน้ำชามาแล้ว ต้องการยกไปปรนนิบัติรับใช้ให้รัชทายาทดื่มเสียหน่อย แต่พลันคิดได้ว่าทำเช่นนี้คล้ายจะไม่เหมาะสม หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงรีบรับถ้วยน้ำชามา ประคองรัชทายาทขึ้นมาแล้วป้อนอย่างระมัดระวัง

        สตรีในห้องหอกลับให้บุรุษผู้หนึ่งพิงไหล่ของนาง ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกทนมองไม่ได้ แม้นี่จะผ่านการอนุญาตของตนแล้ว แต่แม่ลูกคู่นี้กลับกระทำอย่างอาจหาญไร้ซึ่งความละอาย ยังดีที่ไม่มีคนนอก มิฉะนั้นตัวนางคงรู้สึกกระอักกระอ่วนมากกว่าเป็นแน่

        ตอนนี้ด้านนอกพลันมีเสียงแว่วเข้ามา “องค์รัชทายาททรงตื่นแล้วหรือ?”

        เฟิ่งอวี่คุณชายใหญ่แห่งจวนชางติ้งโหวเดินย่างกรายเข้ามา หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตกใจจนมือสั่น ถ้วยชาใบนั้นจึงตกลงบนพระวรกายของรัชทายาทจนฉลองพระองค์เปียก

        “อวิ๋นฮว๋า!”

        “รัชทายาท!”

        ดรุณีน้อยที่ได้รับความตกใจรีบยืนขึ้นอย่างร้อนรน ตงฟางซวี่ที่เดิมทีพิงร่างนางไว้เกิดสูญเสียสิ่งค้ำยัน ทำให้ร่างกายล้มลงไป โชคดีที่หลิ่วอวิ๋นเฟิงสายตาว่องไวมือเท้ารวดเร็วจึงประคองเขาไว้ได้

        ณ เวลานี้ ทุกคนต่างใช้สายตาแปลกๆ มองไปยังสตรีที่มีท่าทางลุกลี้ลุกลน สายตาของเฟิ่งอวี่มีเค้าทนไม่ไหว เมื่อครู่นี้เขาเห็นทั้งหมด บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนชางหรงโหวนางนี้ช่างมีจิตใจต่ำช้ายิ่งนัก ต่อให้พวกเขาจะกระทำการใกล้ชิดกันอย่างไร ตนเองก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้กลับ…

        “พระองค์จะตื่นขึ้นมายามใด?” คำกล่าวนี้กล่าวกับอวิ๋นซู น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว

        ฮูหยินผู้เฒ่ากระแอมออกมาครั้งหนึ่ง เหลยซื่อจึงเบนกายหลบอย่างไม่เต็มใจ

        อวิ๋นซูจับชีพจรของรัชทายาท จากนั้นจึงยิ้มน้อยให้เฟิ่งอวี่ “พระองค์ทรงมีพระวรกายแข็งแรง ไม่เพียงแต่ไม่มีไข้สูง อาการก็ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่เสียเลือดไปมากเท่านั้น เชื่อว่าจะตื่นขึ้นมาเร็วๆ นี้เจ้าค่ะ”

        “เช่นนั้นก็ดี แต่ว่าแผลนี่…”

        เฟิ่งอวี่หมายถึงรอยไหมเย็บที่ดูน่ากลัวเหล่านั้น อวิ๋นซูตอบกลับ “รอให้แผลสมานกัน ข้าจะตัดไหมออก หากต้องการลบรอยแผลเป็น สามารถใช้ยาที่คุณหนูเจ็ดใช้ทาได้ เพียงแต่บาดแผลลึกมาก อาจต้องใช้เป็นระยะเวลานานเจ้าค่ะ”

        ยังต้องตัดไหมด้วยหรือ?! เหลยซื่อกับหลิ่วอวิ๋นฮว๋าสบตากัน นี่ไม่เท่ากับว่าทำให้รัชทายาทรับรู้ว่านังเด็กนี่ช่วยรักษาเขาหรอกหรือ?

        “ถ้าไม่ตัดไหมแล้วจะเป็นอย่างไร?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอดไม่ได้ที่จะถามออกมา

        อวิ๋นซูรู้ย่อมว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ “ไหมเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ หากปล่อยไว้ในร่างกายนานเกินไป อาจทำให้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหมอหลวงในวังคงจะมีคนที่เข้าใจอยู่เจ้าค่ะ”

        ในเมื่อหมอหลวงเอาไหมออกได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องการเด็กคนนี้แล้ว หลิ่วอวิ๋นฮว๋าและเหลยซื่อโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

        ทว่าสีหน้าของผู้อื่นไม่น่าดูนัก ให้หมอหลวงช่วยรัชทายาทตัดไหม? นี่ไม่ใช่เป็นการบอกทุกคนว่ารัชทายาทได้รับบาดเจ็บหรอกหรือ?!

        “น้ำ…น้ำ…” เสียงอันอ่อนแรงดังมาจากเตียง ทุกคนตกตะลึง รัชทายาทฟื้นแล้ว?!

        แต่ไหนแต่ไรหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่เคยปรนนิบัติผู้อื่นดื่มน้ำมาก่อน ชาในถ้วยเมื่อครู่นี้ครึ่งหนึ่งหกไปบนเสื้อคลุมของรัชทายาท ยามนี้ท่ามกลางความพร่าเลือนบุรุษผู้อยู่บนเตียงรู้สึกกระหายน้ำจนทนไม่ไหว หญิงสาวจึงรีบรินชาอีกแก้วหนึ่งมา

        เฟิ่งอวี่รับถ้วยชามาจากมือของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า “ข้าเอง”

        ไม่รอให้นางตอบ บุรุษผู้นั้นก็ประคองตงฟางซวี่ขึ้นมา ค่อยๆ ใช้มือบีบปากของเขา แล้วเทน้ำเข้าไป

        “ฝ่าบาท พระองค์ตื่นแล้ว?”

        เฟิ่งอวี่ตบแก้มของรัชยาทเบาๆ ด้วยความชำนาญ ขนตาของเขาสั่นไหว เพียงชั่วครู่ก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความมึนงง

        “ฝ่าบาท!” ใบหน้าของทุกคนปรากฏความยินดี เฟิ่งอวี่มองไปยังทิศทางของหลิ่วอวิ๋นซูเมื่อครู่นี้ ทว่าไม่ทราบว่าเมื่อใด กลับไม่เห็นเงาของสตรีนางนั้นแล้ว

        อวิ๋นซูช่วยฮูหยินผู้เฒ่าฝังเข็มให้โลหิตไหลเวียนอย่างสงบ “ท่านย่า รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”

        ฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่บนเตียงพยักหน้า นางลืมตามองสตรีที่ไม่ยโสโอหังผู้นี้พลางแย้มยิ้มบาง “ซูเอ๋อร์ เจ้าทำได้ดี”

        แม้ว่าวันนี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าผิดหวังเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรนางก็เป็นบุตรีภรรยาเอกของจวนโหว ต่อให้อวิ๋นซูจะเข้าใจเรื่องราวได้ดี ก็เป็นเพียงบุตรีอนุภรรยาที่ไม่มีอี๋เหนียง เมื่อเทียบความสำคัญกัน ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าก็กระจ่าง ในเมื่อรัชทายาททรงฟื้นแล้ว เช่นนั้นที่เหลือก็ส่งต่อให้ลูกสะใภ้ของตนเสีย จะสามารถแย่งชิงหัวใจของรัชทายาทมาได้หรือไม่ ก็ต้องดูความพยายามของพวกนางแล้ว

        “รอให้ผ่านไปอีกสองวัน พวกเราค่อยกลับจวนกัน” ต้องให้เวลารัชทายาทและหลิ่วอวิ๋นฮว๋าสนิทสนมกันเสียหน่อย

        “เจ้าค่ะ ท่านย่า”

        เมื่อแม่นมรู้ถึงความต้องการของฮูหยินผู้เฒ่า จึงได้เปลี่ยนห้องพวกนางกับเหลยซื่อสองแม่ลูก เพื่อสะดวกต่อการดูแลรัชทายาท

        ภายในห้อง ตงฟางซวี่มองไปยังหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่เพิ่งไปเปลี่ยนชุดกลับมา อวิ๋นเฟิงบอกว่าเป็นน้องสาวคนรองของเขาที่ดูแลตนเองทั้งคืน แต่ไม่ทราบว่าเหตุใด เขามักจะรู้สึกว่าสตรีตรงหน้าดูไม่คุ้นเคย

        ภายในความทรงจำ เหมือนจะมีใบหน้าเล็กๆ อันงดงามสุกใสอยู่ ตงฟางซวี่ยังจำกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ นั้นได้ แตกต่างกับกลิ่นเครื่องประทินผิวบนร่างของสตรีนางนี้โดนสิ้นเชิง

        “ฝาบาท ยังทรงเจ็บแผลอยู่หรือไม่เพคะ?”

        เสียงของสตรีตรงหน้าไพเราะนุ่มนวล ตงฟางซวี่เพียงแค่ส่ายหน้า “อวิ๋นเฟิง เฟิ่งอวี่ พวกเจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”

        บุรุษทั้งสองส่ายศีรษะ ทันใดนั้นพลันคุกเข่าลง “ฝ่าบาท เป็นความผิดกระหม่อมที่ปกป้องพระองค์ไม่ได้!”

        “ไม่ รีบยืนขึ้นเถิด ระหว่างพี่น้องเช่นเจ้ากับข้า มารยาทระหว่างขุนนางกับเจ้านายเหล่านี้ไม่จำเป็น”

        “แต่ว่าฝ่าบาท…”

        ตงฟางซวี่รู้ว่าพวกเขาต้องการกล่าวอะไร จึงจับแขนที่พันผ้าไว้อย่างดีของตน “แค่บาดแผลเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นโชคดีที่มี…คุณหนูหลิ่วดูแล ดีขึ้นมากแล้ว”

        หลิ่วอวิ๋นซูหน้าแดง ท่าทางเขินอายเช่นนั้นดูน่ารักยิ่งนัก

        ทว่าตงฟางซวี่กลับเห็นประกายความไม่พอใจแล่นอยู่ในสายตาของเฟิ่งอวี่ เขากับเฟิ่งอวี่เป็นสหายกันมานานหลายปี ย่อมเข้าใจนิสัยของกันและกัน ตอนนี้ราวกับสังเกตได้ถึงความซับซ้อนของเรื่องราว แต่ก็ไม่ได้ถามออกไปให้มากความ

        เฟิ่งอวี่รู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว แต่หลิ่วอวิ๋นเฟิงก็เป็นสหายของเขา ไม่อาจพูดอะไรให้มากจนเกินไปได้ จึงบอกลารัชทายาทเดินออกมานอกห้อง ทันเห็นเงาร่างหนึ่งหายไปไม่ไกลเข้าพอดี จึงรีบตามไป

        อวิ๋นซูกำลังย้ายสมุนไพรที่นางเก็บมาในช่วงหลายวันนี้ บุรุษผู้นั้นเห็นเงาหลังอันแข็งแรงบากบั่นของนาง พลันเกิดความสงสารขึ้นในใจ “คุณหนูหก ให้ข้าช่วยเจ้าเถิด”

        อวิ๋นซูตกใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นบุรุษที่ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน นางแย้มยิ้มบาง “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ สมุนไพรพวกนี้ไม่หนักขนาดนั้น”

        แต่เฟิ่งอวี่ได้ยื่นมือไปรับแล้ว “จะไปเรือนตรงหัวโค้งใช่หรือไม่?”

        “…เจ้าค่ะ”

        อวิ๋นซูพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “หมีสีน้ำตาลตัวนั้น…”

        “เมื่อวานถูกข้ากับพี่ชายใหญ่ของเจ้าทำให้บาดเจ็บจนหนีไปแล้ว คิดว่าคงไม่โผล่มาที่นี่ คุณหนูหกวางใจได้”

        ที่นางอยากพูดไม่ใช่เรื่องนี้ นางต้องการทราบว่าหมีน้ำตาลตัวนั้นตายแล้วหรือไม่ หากว่าตายแล้ว ก็จะสามารถเก็บวัตถุดิบยาอันล้ำค่าจากร่างกายของมันได้ไม่น้อย ในแคว้นอี้ หากนายพรานล่าหมีได้ตัวหนึ่ง สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้จำนวนมาก จากนั้นก็ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยการล่าสัตว์อีกต่อไป

        “คุณหนูหก! พี่ใหญ่!” บุรุษผู้หนึ่งกำลังโบกมืออยู่ไกลๆ อวิ๋นซูมองไป พบว่าข้างกายของเฟิ่งฉีมีบุรุษรูปงามเป็นเอกผู้นั้นยืนอยู่ ดวงตาทั้งสองของเขาทั้งลึกล้ำและห่างเหิน มุมปากประดับยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี ยามนี้กำลังใช้สายตาที่ยากจะเข้าใจมองมายังตน

        เมื่อนึกถึงชุดนอกที่คลุมร่างของตนเมื่อเช้า หรือคุณชายสามจะเห็นท่าทางเหนื่อยล้าจนหลับไปของตน? ในใจของอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดอยู่หลายส่วน

        “พี่ใหญ่ ท่านเดาสิว่าข้าเจออะไร?!” ดวงตาของเฟิ่งฉีเปล่งประกาย “เจ้าหมีน้ำตาลตัวนั้น! วันนี้ตอนเช้าข้าไปดูมา พบมันตายอยู่ในกับดักของนายพรานในสนามล่าสัตว์!”

        “ที่ใดเจ้าคะ?” เสียงของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความยินดีจนบุรุษทั้งสามประหลาดใจ

        …

        บนพื้นหญ้ามีรอยเลือดอยู่เป็นจุดๆ หมีสีน้ำตาลล้มอยู่บนพื้น อ้าปากเล็กน้อย ขาของมันถูกกับดักขนาดใหญ่ตรึงไว้แน่น เมื่อดูเลือดที่แข็งตัวข้างบนแล้ว ดูเหมือนจะเพิ่งตายเมื่อคืนนี้

        “จะนำกลับไปจวนโหวหรือ?” เฟิ่งฉีมองพี่ใหญ่ของตน

        “กลัวคนไม่รู้หรืออย่างไรว่ารัชทายาทโดนหมีตัวนี้ทำร้าย?”

        “…” ใช่แล้ว นำหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่งกลับไปโดยไม่มีเหตุผล หากผู้อื่นลือออกไป ไม่แน่ว่าอาจจะนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็เป็นได้ แต่หากจะทิ้งไว้ที่นี่เช่นนี้ ก็ต้องถูกสัตว์ดุร้ายในป่ากินเป็นอาหาร น่าเสียดายจริงๆ

        ตอนนี้อวิ๋นซูกลับมองเฟิ่งหลิงที่อยู่ข้างๆ “คุณชายสามนำมีดของข้าติดตัวมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”

        “อืม”

        นางชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งของหมีน้ำตาลที่ปกคลุมไปด้วยขน “ใช้มีดผ่าออกตามแนวกล้ามเนื้อ ตรงนี้เป็นจุดที่บางที่สุดของสัตว์ป่า”

        บุรุษทั้งสามประหลาดใจ กระทั่งเรื่องเช่นนี้นางก็รู้หรือ?

        “น้องสามร่างกายไม่ดี ให้ข้าทำเถิด” เฟิ่งอวี่รับมีดมาจากเฟิ่งหลิง เดินเข้าไปยังหมีสีน้ำตาล

        ร่างกายไม่ดี? อวิ๋นซูมองบุรุษรูปงามผู้นั้นโดยไม่ตั้งใจ สายตาของอีกฝ่ายมีความอึดอัดอยู่หลายส่วน มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนนี่จะกลายเป็นความลับระหว่างพวกเขาไปแล้ว

        หลังจากผ่านกระบวนการ บุรุษทั้งสามยังไม่เข้าใจว่าอวิ๋นซูกำลังทำอะไร จนกระทั่งนางนำของบางอย่างใส่เข้าไปในตะกร้าไผ่ ใช้ผ้าเช็ดรอยเลือดบนมือ “เวลาไม่เช้าแล้ว”

        บุรุษทั้งสามพลันได้สติกลับมา มองไปยังสตรีที่เดินไปยังทิศทางเบื้องหน้าผู้นั้น รู้สึกพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ คุณหนูหกผู้นี้ มีอะไรที่กลัวบ้างหรือไม่?

        เมื่อผ่านเรือนที่รัชทายาทอาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ อวิ๋นซูก็เห็นสตรีนางหนึ่งแต่งกายงดงามน่ามองประคองยาน้ำยืนอยู่ตรงประตู หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเองก็มองเห็นนางเช่นกัน ริมฝีปากแดงยกยิ้มเป็นวงโค้ง เป็นรอยยิ้มที่เจือความโอหัง

        “ฝ่าบาท ดื่มยาเจ้าค่ะ!”

        นางกล่าวเสียงหวาน กลายเป็นคนละคนในพริบตา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)