0 Views

        “ว่ากระไรนะ? ฮูหยินผู้เฒ่าของชางติ้งโหวก็อยู่ในวัดเทียนฝูหรือ?” เฟิ่งฉีอธิบายสถานที่ที่อวิ๋นซูไปเมื่อครู่นี้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟัง นางตกใจไม่น้อย “เช่นนั้นตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าฟื้นแล้วหรือไม่?”

        “ต้องขอบคุณคุณหนูหกขอรับ ตอนนี้ท่านย่าได้สติแล้ว เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่มาก”

        เมื่อมองดูใบหน้าของบุรุษตรงหน้า ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเข้าใจความต้องการของเขาได้โดยพลัน รีบจูงมือของอวิ๋นซูเข้ามา “ซูเอ๋อร์ ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าของชางติ้งโหวร่างกายไม่สบาย เจ้าก็ไปดูแลเสียหน่อยเถิด ที่นี่…” นางกวาดตามองห้องของอวิ๋นซูที่ยามนี้มีรัชทายาทนอนไม่ได้สติอยู่ จึงไม่อาจกลับไปได้แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายก็เป็นคนจากจวนชางติ้งโหว จะต้องผูกสัมพันธ์ไว้ให้ได้

        ฮูหยินผู้เฒ่าในตอนนี้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออวิ๋นซูไปแล้วโดยสิ้นเชิง มีตัวโชคร้ายที่ไหนกันเล่า เป็นตัวโชคดีของจวนชางหรงโหวของพวกเขาเสียมากกว่า หากไม่มีนาง ความสูญเสียขององค์รัชทายาทในวันนี้อาจทำให้ผู้คนยากจะจินตนาการถึง

        “เจ้าค่ะ ท่านย่า”

        “แต่ก็อย่าได้ฝืนร่างกายจนเกินไป หากรัชทายาทมีอะไร ยังต้องให้เจ้า…” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่รู้วิชาแพทย์ หากรัชทายาทเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกลางคัน อวิ๋นซูก็ต้องรีบไปที่ห้องทางใต้ในทันที

        “ซูเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

        “เด็กดี ไปเถิด”

        …

        ภายในห้อง หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปบุรุษสูงศักดิ์ที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้ใบหน้าจะขาวซีด แต่รัชทายาทยังคงรูปงามถึงเพียงนี้

        พันแผลเรียบร้อยแล้ว ภายในห้องเงียบสงบจนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจอันอ่อนแรงของชายหนุ่ม หญิงสาวข้างเตียงมองพิจารณา สุดท้ายสายตาตกอยู่บนนิ้วมืออันน่ามองของเขา

        ไม่ทราบว่าอะไรดลใจ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าค่อยๆ ยื่นมือออกไป กุมฝ่ามือของตงฟางซวี่เบาๆ อุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงทำเอาใบหน้าของนางแดงก่ำ นางมองจนรู้สึกดั่งถูกมอมเมา เผลอจับมือรัชทายาทขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แล้วเลื่อนมาแนบกับใบหน้าของตน

        ชั่วขณะนั้น คนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงประตู “อวิ๋นฮว๋า เจ้ากำลังทำอะไร?!”

        “อา” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตกใจจนกระโดดออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นมารดาของตนก็พลันโล่งใจ เพียงแต่ถูกเห็นเรื่องเช่นนี้เข้า ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดออกมา

        ด้วยหญิงชายแตกต่าง ประตูห้องจึงเปิดเอาไว้ตลอด

        เหลยซื่อย่อมเข้าใจความคิดของบุตรีตนเองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากถูกผู้อื่นเห็นเข้า จะไม่ดีต่อชื่อเสียงของนาง

        “นี่มันยามใดแล้ว เจ้ายังมีใจดูแลอีกหรือ?”

        การตำหนิของมารดาทำให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามีความรู้สึกสงสัย หรือตนเองจะชอบรัชทายาทจริงๆ แล้วนี่มันไม่ถูกต้องหรือ? บุรุษสูงศักดิ์เช่นนี้ ใบหน้าก็ยังหล่อเหลาเช่นนี้ สตรีใดเห็นก็ต้องล้วนชื่นชอบ

        “คราวนี้ก็ถูกนังเด็กนั่นแย่งไปอีกแล้ว!”

        ในที่สุดหลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็เข้าใจความหมายของมารดาตน พลันกัดฟันอย่างแค้นเคือง “ลูกถึงได้บอกไงเจ้าคะ ว่ามีนังตัวโชคร้ายนั่นอยู่จะต้องไม่มีเรื่องดีแน่” ไม่แน่ว่า เป็นเพราะนางรัชทายาทจึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้

        ทั้งสองมองไปยังบุรุษบนเตียงพร้อมกัน หากให้รัชทายาทรู้ว่าอวิ๋นซูช่วยเขาไว้…แม้จะเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยา มิอาจทำให้รัชทายาทพึงพอใจได้ แต่พวกนางก็ไม่อยากให้เกียรติเช่นนี้ตกไปอยู่กับอวิ๋นซู

        “ท่านแม่ขอรับ อวิ๋นซูผู้นั้น เป็นน้องหกของข้าจริงหรือ?” หลิ่วอวิ๋นเฟิงเข้ามาดูอย่างไม่วางใจนัก ทั้งยังไม่ค่อยเชื่อว่าดรุณีน้อยผู้มีวิชาแพทย์สูงส่งผู้นั้นจะเป็นน้องหกที่เขาไม่เคยพบหน้ามาก่อน

        “น้องหกอะไรกัน! ก็แค่ตัวโชคร้ายที่จวนโหวไม่ต้องการก็เท่านั้น!” เสียงของเหลยซื่อเหี้ยมเกรียม

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงจับจูงแขนเสื้อของเหลยซื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง “ท่านย่าเล่าเจ้าคะ?” ตอนนี้นังนั่นกำลังได้รับความโปรดปรานจากท่านย่า หากถูกได้ยินเข้าคงไม่ดีแน่

        “ท่านยาหลับไปแล้ว น้องหกไปเรียนวิชาแพทย์มาจากไหนกันแน่ขอรับ?” ถึงกับสามารถเย็บแผลเข้าด้วยกันได้ เมื่อก่อนดูเหมือนเขาเคยก็ได้ยินมา ทว่าไม่เคยเห็นผู้ใดทำมาก่อน

        “น้องหกอะไรเล่า!”

        เสียงของเหลยซื่อทำให้หลิ่วอวิ๋นเฟิงรีบเก็บสีหน้า ดูแล้วท่านแม่และน้องสาวร่วมมารดาของตนจะไม่ชอบนาง

        “เฟิ่งเอ๋อร์ เมื่อรัชทายาทฟื้นแล้ว อย่าได้กล่าวเรื่องนี้ออกไป เข้าใจหรือไม่?”

        “แต่ว่า…” ต่อให้เขาไม่พูด หากรัชทายาททรงอยากทราบก็ยังสามารถได้ยินจากทางฝั่งของเฟิ่งอวี่ได้ เขาไม่อาจบังคับให้ผู้อื่นเก็บเป็นความลับได้

        “จำไว้ให้ดี หลายวันนี้เป็นอวิ๋นฮว๋าที่คอยดูแลองค์รัชทายาท! ตหลิ่วอวิ๋นซูไม่ได้โผล่ออกมาเลยตั้งแต่ต้น!” เสียงของเหลยซื่อแน่วแน่ยิ่งนัก

        เขาย่อมทราบดีว่ามารดาของตนมีความคิดเช่นไร หากรัชทายาททรงทราบว่าหลายวันมานี้ล้วนเป็นอวิ๋นฮว๋าที่ดูแลอยู่ข้างกาย ในใจก็จะเกิดความรู้สึกดี ยิ่งไปกว่านั้นชายหญิงแตกต่าง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เขาก็ควรจะรับผิดชอบอวิ๋นฮว๋า

        เหลยซื่อมองไปนอกหน้าต่าง หวังว่าหลายวันนี้อวิ๋นซูจะรู้สถานะตนเอง และไม่มาปรากฏตัวต่อหน้ารัชทายาท “นังเด็กนั่นเล่า?”

        หลิ่วอวิ๋นเฟิงขขมวดคิ้ว “ดูเหมือนจะไม่เห็นน้องหกเลยขอรับ แล้วก็ไม่อยู่ในห้องฮูหยินผู้เฒ่าด้วย”

        “ฮึ นังเด็กนั่นออกจากจวนโหวก็ประพฤติตัวนอกลู่นอกทาง! ข้ากลับอยากดูเสียหน่อยว่า นางจะกล้าไม่กลับมาทั้งคืนหรือไม่!” ดูท่าตนเองคงจะดูเบานังเด็กนั่นเกินไป สายตาของเหลยซื่อฉายแววเย็นเยียบ จะต้องไม่มีใครมาคุกคามอนาคตของบุตรีนางได้ ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม!

        อีกด้านหนึ่ง

        “น้องสี่ เจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าดูแลท่านย่าเองจะดีกว่า” เฟิ่งหลิงมองชายผู้มีใบหน้าเหนื่อยล้า ได้ฟังเขากล่าวถึงความยากลำบากในวันนี้แล้ว ก็ชวนให้คิดว่าน้องสี่เองก็มิอาจทนความเหน็ดเหนื่อยได้อีกต่อไปเช่นกัน

        เฟิ่งฉีหาวออกมา มองไปในห้องอย่างเป็นกังวล “เช่นนั้น…ข้าไปพักก่อนสักครู่ อีกหนึ่งชั่วยามจะกลับมา”

        บุรุษรูปงามหัวเราะเบาๆ พลางตบบ่าอีกฝ่าย

        ภายในห้อง คุณหนูเฟิ่งหลิงที่นอนอยู่บนเตียงเล็กๆ ด้านข้างได้หลับไปเรียบร้อยแล้ว เขาเดินเข้ามาเสียงเบา ขยับผ้าห่มบนตัวนางเล็กน้อย สายตาตกอยู่ที่สตรีที่ฟุบหลับอยู่บนเตียงข้างกายท่านย่าด้วยความเหนื่อยล้า

        อวิ๋นซูเหนื่อยมากแล้วจริงๆ เดิมทีคิดจะดูแลฮูหยินผู้เฒ่าจวนชางติ้งโหวทั้งคืน ทว่าก็ฟุบลงไปโดยไม่รู้ตัว

        เฟิ่งหลิงยืนอยู่ข้างหลังนางเงียบๆ มองดูใบหน้าด้านข้างยามหลับใหล ร่างบางทำให้เขารู้สึกปวดปวดใจ หยิบเอาเสื้อนอกของตนช่วยคลุมบนร่างนางอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น อวิ๋นซูพลันขมวดคิ้ว เฟิ่งหลิงคิดว่านางตื่นแล้วจึงรีบถอยออกไป

        ทว่านางเพียงแค่ขมวดคิ้วแน่นเท่านั้น มือเองก็กำค้าง ดูราวกับนอนไม่ค่อยสบายนัก

        เฟิ่งฉีมองครู่หนึ่งแล้วจึงเปิดประตูห้องเดินออกไปและปิดลงอย่างระมัดระวัง แต่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองเงาร่างที่หลับใหลอยู่ข้างในผ่านทางช่องหน้าต่าง

        ท้องฟ้าทอแสงระเรื่อแล้วเมื่อยามที่อวิ๋นซูลืมตา นางสะดุ้งตื่นมองไปยังนอกหน้าต่าง

        นางหลับที่นี่ทั้งคืนเชียวหรือ? เสื้อนอกบนร่างกายเลื่อนหล่น นางยื่นมือไปเก็บ แววตาสั่นไหว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเสื้อของคุณชายสาม

        หญิงชราบนเตียงนอนหลับได้ดียิ่งนัก อวิ๋นซูแตะลงไปยังชีพจรของนางเบาๆ แล้วจึงช่วยนางห่มผ้าห่มอย่างระมัดระวัง

        “พี่ซู…เก่งมากเจ้าค่ะ…”

        เสียงพึมพำดังแว่วมาจากมุมห้อง อวิ๋นซูมองไปยังดรุณีน้อยที่นอนไม่เรียบร้อย ผ้าห่มบนตัวก็ถูกนางถีบจนตกไปอยู่บนพื้น

        นางแย้มยิ้มออกมาอย่างจนใจ เดินไปเก็บผ้าห่มขึ้นมาช่วยเฟิ่งหลิงห่มให้เรียบร้อย แล้วจึงเดินออกไปเงียบๆ ปิดประตูอย่างระวัง

        เมื่อกลับมาถึงห้องทิศเหนือ พบกับเหลยซื่อที่ออกมาจากในห้องพอดี ใบหน้าของนางเย็นเยียบลงในพริบตา

        “หยุดนะ!”

        อวิ๋นซูเก็บสีหน้า น้ำเสียงเรียบเฉยยิ่ง “ท่านแม่”

        “มีฐานะเป็นถึงคุณหนูจวนโหว แต่เจ้าถึงกับไม่กลับมาทั้งคืน! ข้าดูเจ้าผิดไปจริงๆ!” เสียงของนางแหลมคม สายตาราวกับมองสิ่งของชั่วร้ายสิ่งหนึ่ง

        อวิ๋นซูกำลังจะเปิดปากกล่าว ทว่าเหลยซื่อกลับตะคอก “ยังไม่คุกเข่าให้ข้าอีก!”

        สตรีงามชดช้อยเงยหน้าขึ้น มองดูใบหน้าดุร้ายของเหลยซื่อ “ท่านแม่เจ้าคะ ไม่ทราบว่าอวิ๋นซูทำผิดที่ใดกันเจ้าคะ?”

        “ยังกล้าเถียงอีกหรือ?! เจ้าออกไปข้างนอกฟ้าสว่างแล้วเพิ่งจะกลับมา ไปไหนมาทั้งคืน?! เจ้าจะให้จวนโหวของเราเอาหน้าไปวางไว้ที่ไหน?!” เมื่อคิดว่านางทำลายเรื่องดีๆ ของบุตรีตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจของเหลยซื่อก็เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน นังลูกอนุภรรยาผู้นี้นี่ จะเก็บไว้ไม่ได้

        ดวงตาของอวิ๋นซูไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย นางทำเพียงสบตาเหลยซื่ออย่างเรียบเฉย สายลมพัดปะทะผมของนาง ท่าทางอันเป็นธรรมชาติเช่นนี้ทำให้เหลยซื่อตกตะลึง ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะหนึ่ง

        ยามนี้สตรีผู้นี้ดูแปลกหน้าอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับเด็กที่เพิ่งกลับมาจากชนบทที่นางเคยเห็นโดยสิ้นเชิง

        ท่ามกลางสายตาอันลึกล้ำของนาง เหลยซื่อรู้สึกราวกับว่าความคิดของตนถูกนางมองทะลุได้อย่างไรอย่างนั้น ความละอายใจทำให้นางยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำท่าทางราวต้องการตวัดลงไปยังใบหน้าเล็กๆ อันงดงามนั่น

        ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น ความเจ็บปวดสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของนาง เหลยซื่อกรีดร้อง ถอยหลังไปหลายก้าว “เจ้า เจ้าถึงกับกล้าตอบโต้เชียวหรือ?!” นางมีฐานะเป็นมารดาเลี้ยง การสั่งสอนบุตรีอนุภรรยาเป็นหลักการที่ถูกต้องอย่างมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นังเด็กไม่กลัวกฎ ไม่กลัวฟ้านี่ถึงกับกล้าไม่เคารพตนเองเชียว?

        เหลยซื่อก้มลงมองฝ่ามือของตน บนหลังมือปรากฏรอยแดงอันน่ากลัวรอยหนึ่ง “เจ้าทำอะไร?!” นางทราบดีว่าวิชาแพทย์ของอวิ๋นซูยอดเยี่ยม หรือตนเองจะถูกพิษเข้าแล้ว?

        อวิ๋นซูประหลาดใจอยู่บ้าง หันกลับไปก็พบว่าบริเวณนั้นไม่มีเงาคนแม้เพียงครึ่งคน

        ดวงตาของเฟิ่งหลิงที่ยืนพิงอยู่บนยอดไม้เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ ทุกคนต่างกล่าวกันว่าฮูหยินชางหรงโหวจิตใจเมตตากว้างขวาง ดูแลเหล่าบุตรีบุตรชายของอนุภรรยาอย่างดี นี่เรียกว่าดีหรือ? ไร้เหตุผลสิ้นดี ความรู้สึกผิดในใจของเขาที่มีต่ออวิ๋นซูก็ยิ่งกลายเป็นความทะนุถนอมมากขึ้น

        “อวิ๋นซูไม่ได้ทำสิ่งใดเลยเจ้าค่ะ”

        “เจ้า!” นางโกรธจนขยับมืออีกครั้ง เสียงเพียะดังขึ้น คราวนี้เป็นข้อศอกของนางที่เจ็บ “อา เจ้า เจ้า…”

        เหลยซื่อกุมแขนอันสั่นเทาของตน สีหน้าดุร้ายน่าพรั่นพรึ่งยิ่ง ส่วนอวิ๋นซูนั้นเห็นก้อนหินที่เมื่อครู่นี้ตกลงพื้นในชั่วพริบตาแล้ว มีคนช่วยนางอย่างลับๆ ใช่หรือไม่

        “ฟ้าสว่างแล้ว ทะเลาะอะไรกัน? อย่ามารบกวนการพักผ่อนของรัชทายาท!” ฮูหยินผู้เฒ่าเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่ง หลังจากมองเหลยซื่อและอวิ๋นซูแล้ว ใบหน้าก็ปรากฏแววประหลาดใจ

        “ท่านแม่เจ้าคะ ลูกหกไม่เกรงกลัวกฎไม่กลัวสวรรค์จริงๆ นางถึงกับลงมือกับข้า!” เหลยซื่อยื่นมือออกไปแสดงบาดแผลต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า อีกฝ่ายไตร่ตรองดูชั่วครู่ เงยหน้ามองไปยังอวิ๋นซู เห็นอีกฝ่ายเดินมาข้างกายตนอย่างสงบ

        “อวิ๋นซู เป็นเจ้าทำใช่หรือไม่?”

        “ท่านย่าเจ้าคะ อวิ๋นซูไม่ได้เสียมารยาทต่อท่านแม่เจ้าค่ะ”

        “นังเด็กไร้ยางอาย! ข้าตำหนิเจ้าเพียงไม่กี่ประโยค เจ้ากลับ…ท่านแม่ ลูกหกไม่กลับห้องทั้งคืน หากเรื่องนี้แพร่ออกไปผู้อื่นจะไม่กล่าวว่าจวนโหวของพวกเราทำไม่ถูกต้อง ปล่อยให้คุณหนูในห้องหอค้างข้างนอกตามใจ…”

        กล่าวยังไม่ทันจบ ฮูหยินผู้เฒ่าก็กล่าวเสียงเย็น “หยุดปากเสีย!”

        คำตำหนินี้ทำให้เหลยซื่อร่างกายสั่นสะท้าน มองไปยังฮูหยินผู้เฒ่าที่ยามนี้กำลังใช้สายตาเย็นชาหาที่เปรียบจ้องมองมาทางตน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)