0 Views

        หมีน้ำตาลตัวนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจม้าที่บาดเจ็บเลย มันใช้อุ้งมือตะปบไปยังตงฟางซวี่ที่ล้มอยู่ด้านข้าง

        สายตาของบุรุษผู้นั้นพลันตกตะลึง ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตายจึงได้วิ่งไปที่ม้าเพื่อหลบอุ้งมืออันใหญ่โตของหมี เขาได้ยินเสียงบางสิ่งฉีกขาด แขนถูกกรงเล็บตะปบจนเกิดเป็นรอยเลือดสีแดงสดสามรอย เนื้อหนังเปิดออกจนน่ากลัว

        “ฝ่าบาท!” ทั้งสามคนใจสั่นสะท้าน

        หลิ่วอวิ๋นเฟิงง้างธนูในมือเล็งไปยังหัวใจของหมีน้ำตาล เมื่อยิงออกไปแล้ว ธนูยาวกลับปักเข้าที่ผิวหนังอันหยาบหนาก่อนจะร่วงลงสู่พื้น

        “น้องสี่ รีบไปพารัชทายาทออกมาเร็ว!”

        เฟิ่งอวี่ตะโกนบอกเฟิ่งฉีที่อยู่ใกล้รัชทายาทที่สุด แต่กลิ่นเลือดอันเข้มข้นจากบาดแผลทำให้หมีไม่ยอมปล่อยเหยื่อไป

        “สมควรตาย! หนังมันหนาเกินไป!”

        ยิงธนูอีกดอกหนึ่งออกไป ทั้งสองพยายามดึงความสนใจ ทั้งยังเริ่มคำรามเลียนแบบเสียงของสัตว์ป่า

        หมีสีน้ำตาลตัวนั้นสับสนอยู่ครู่หนึ่ง เฟิ่งฉีรีบคว้าโอกาสอันหาได้ยากนี้ประคองตงฟางซวี่ที่บาดเจ็บหนักขึ้นมา “ฝ่าบาท? ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ?!”

        รัชทายาทใบหน้าซีดเซียว ความเจ็บปวดตรงแขนทำให้เขาแทบจะหมดสติ แต่ยังคงกัดฟันพยุงตัวขึ้นมา เฟิ่งฉีมองเห็นกระดูกใต้ผิวหนังได้รางๆ พลันตกตะลึงในใจ

        รัชทายาทบาดเจ็บสาหัส นี่เป็นเรื่องที่รับไม่ได้! ควรจะทำเช่นไรดี? กลับไปที่กระโจมก่อนหรือ? ใช่แล้ว! ข้างในจะต้องมียาอยู่ครบครันแน่!

        เฟิ่งฉีพยุงรัชทายาทขึ้นม้าของตนอย่างระมัดระวัง เตะขาครั้งหนึ่งพลางปกป้องร่างของตงฟางซวี่ ควบม้าบึ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เขาหันกลับมามองอย่างหวาดหวั่น มองเงาร่างทั้งสองที่กำลังต่อสู้พัวพันกับหมีน้ำตาลตัวนั้น สายตาเต็มไปด้วยความกังวล

        “ฝ่าบาท? ฝ่าบาท?” เฟิ่งฉีส่งเสียงเรียกอย่างตึงเครียดด้วยต้องการรู้ว่าเขายังมีสติอยู่หรือไม่

        “…ข้า ไม่เป็นไร” เสียงของตงฟางซวี่ค่อนข้างอ่อนแรง เขากุมแผลของตนไว้แน่น แต่เลือดกลับไหลไม่หยุด เลือดล้นทะลักออกมาระหว่างนิ้ว สายตาค่อยๆ พร่ามัว ริมฝีปากซีดเซียวลงเรื่อยๆ

        เมื่อถึงกระโจม ตงฟางซวี่ก็สภาพย่ำแย่ เฟิ่งฉีปล่อยรัชทายาทไว้บนหลังม้า ส่วนตนเองเข้าไปค้นหาในกระโจมอย่างบ้าคลั่ง ยาเล่า? เหตุใดจึงไม่มียาฉุกเฉิน!

        อีกด้านหนึ่ง

        ดรุณีน้อยสวมใส่ชุดจิ้นจวง1 ทำปากยุ่ง เดินนำหน้าแม่นมผู้นั้นไปอย่างไม่พอใจ เหตุใดจึงต้องให้นางไปขี่ม้ากับพี่ใหญ่แล้วยังมีรัชทายาทอีกด้วยเล่า? นางไม่ชอบขี่ม้า ไม่รู้เลยว่าท่านย่ากำลังคิดอะไรอยู่ หากต้องไปขี่ม้ากับพวกเขา นางอยากจะไปเดินสำรวจวัดเทียนฝูกับพี่ซูและพี่สามมากกว่า ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะรักษาความหวังดีของนางไว้หรือไม่?

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าหรือ? ฮึ นางไม่คู่ควรกับพี่สามของตนเลย!

        “คุณหนูเจ็ดเจ้าคะ นี่เป็นม้าที่คุณชายใหญ่เตรียมไว้ให้คุณหนูเจ้าค่ะ”

        เพราะร่างกายของนางยังคงเตี้ยเล็ก เฟิ่งอวี่จึงเลือกม้าตัวเล็กให้นาง เฟิ่งหลิงมองไปยังแม่นมที่กำลังหัวเราะคิกคัก นางสบถเสียงเย็นออกมาครั้งหนึ่งแล้วจึงขึ้นหลังม้าไปอย่างปราดเปรียว “คุณหนูเจ็ดขี่ช้าๆ หน่อยก็ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ แค่หน้าสนามล่าสัตว์นี่เอง พวกเราไปกันช้าๆ เถิดเจ้าค่ะ”

        แม่นมกำชับด้วยเป็นกังวลว่าดรุณีบนหลังม้าจะได้รับบาดเจ็บ ทว่าดวงตาของเฟิ่งหลิงกลับทอประกายเจ้าเล่ห์ แล้วเตะขาออกไปโดยพลัน “ย่ะ!”

        ม้าตัวนั้นยกขาขึ้นแล้วบึ่งทะยานออกไปโดยพลัน พริบตานั้นแม่นมรู้สึกตกใจอย่างยิ่งยวด “คุณหนูเจ็ด! คุณหนูเจ็ดช้าลงหน่อยเจ้าค่ะ! รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ!”

        ไม่ทันไร ม้าตัวนั้นก็หายไปจากสายตา

        เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นเงาของแม่นมที่ตามมาแล้ว เฟิ่งหลิงดีใจจนแย้มยิ้ม ขี่ช้าๆ มันจะไปสนุกอะไรเล่า? ข้างหน้าสนามล่าสัตว์หรือ? นางสะบัดบังเหียน ม้าตัวน้อยร้องออกมาครั้งหนึ่งแล้ววิ่งเร็วยิ่งขึ้น

        เบื้องหน้าค่อยๆ ปรากฏกระโจมหลังหนึ่ง นอกกระโจมมีม้าพันธุ์ดีอยู่ตัวหนึ่งที่ดูกระวนกระวายไม่สงบ เมื่อเข้าใกล้ยิ่งขึ้น เฟิ่งหลิงจึงค่อยพบว่าบนหลังม้ามีบุรุษผู้หนึ่งนอนหมอบอยู่ นางรีบชะลอม้าลงแล้วเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง แขนที่ห้อยลงมานั้นมีเลือดไหลออกมา ทำให้ดวงหน้าเล็กๆ ของนางพลันขาวซีด

        แม้นางจะกล้าหาญ แต่ก็ไม่เคยเห็นเลือดมากมายเช่นนี้มาก่อน

        “ทำเช่นไรดี? หาไม่เจอเลย!” เฟิ่งฉีเปิดม่านกระโจมแล้ววิ่งออกมาอย่างร้อนรน แลเห็นสตรีน้อยหน้าขาวซีดที่กำลังขี่อยู่บนหลังม้า “หลิงเอ๋อร์?!”

        “พะ พี่สี่…นั่นผู้ใด…”

        “รัชทายาท! พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บ! แล้วก็ไม่มียาด้วย จะทำอย่างไรดีเล่า?” คราวนี้คงทำได้เพียงรีบกลับไปที่วัดเทียนฝูแล้ว แต่หากว่าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่รัชทายาทได้รับบาดเจ็บมากเกินไปนัก

        เฟิ่งหลิงพลันนึกอะไรบางอย่างได้ “พี่ซูมียา!”

        ในหัวของเฟิ่งฉีสว่างวาบ ใช่แล้ว เหตุใดเขาจึงคิดไม่ถึง! นอกจากนี้คุณหนูหกดูเหมือนจะรู้วิชาแพทย์ด้วย!

        “เร็วเข้า! รีบพาข้าไป!”

        …

        “อวิ๋นฮว๋า เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง?” เหลยซื่อยืนเร่งอยู่หน้าประตู ในที่สุด มือขาวนวลคู่หนึ่งก็ผลักประตูห้องให้เปิดออก สตรีงดงามอ่อนช้อยนางหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน ประทินผิวงดงาม ดวงตางามน่าชม มุมปากประดับไปด้วยรอยยิ้มเขินอาย

        เหลยซื่ออดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “งามมาก! งามมากจริงๆ! บุตรีของข้าแต่งกายเช่นนี้ ช่างงดงามราวเซียนสวรรค์!”

        “ท่านแม่เจ้าคะ เวลาไม่คอยท่า พวกเรารีบออกเดินทางกันให้เร็วเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

        เวลาที่นัดหมายกับพี่ใหญ่ใกล้จะถึงแล้ว ขณะนี้พวกเขาคงเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการล่าสัตว์ โอกาสกำลังเหมาะพอดี

        สองแม่ลูกคู่นี้เพิ่งจะย่างเท้าเดินไป อีกด้านหนึ่ง หลิ่วอวิ๋นซูที่กำลังช่วยฮูหยิผู้เฒ่าเอนหลังกลับได้ยินเสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังมา

        “พี่ซูเจ้าคะ! พี่ซู!”

        ฮุหยินผู้เฒ่าตกใจ อวิ๋นซูได้ยินเสียงนี้พลันรีบกล่าวอธิบาย “เป็นคุณหนูเจ็ดจากจวนชางติ้งโหวเจ้าค่ะ”

        คุณหนูเจ็ดเองก็มาที่วัดเทียนฝูด้วยหรือ?

        ยามเมื่ออวิ๋นซูเปิดประตู ก็เห็นดรุณน้อยที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา “พี่ซู เร็ว! รีบไปกับข้าเร็วเข้าเถิด รัชทายาททรงได้รับบาดเจ็บ!”

        อะไรนะ? รัชทายาท?! ฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ภายในห้องพลันลุกขึ้นยืน “คุณหนูเจ็ด เจ้าบอกว่ารัชทายาททรงบาดเจ็บหรือ?”

        นางย่อมทราบว่าองค์รัชทายาทอยู่บริเวณวัดเทียนฝู อีกทั้งตอนนี้ควรจะกำลังล่าสัตว์อยู่กับหลิ่วอวิ๋นเฟิง

        เฟิ่งหลิงสะอื้น “ใช่เจ้าค่ะ รัชทายาทถูกหมีสีน้ำตาลทำร้าย เลือดออกเต็มไปหมด พี่ซู มีเพียงยาของท่านที่ช่วยพระองค์ได้!”

        ทว่าอวิ๋นซูกลับขมวดคิ้ว นางหันมามองฮูหยินผู้เฒ่า ราวกับถามความเห็น

        ฮูหยินผู้เฒ่าร้อนใจยิ่งกว่าใคร “เร็วเข้า รีบพาพวกเราไป”

        ม้าไม่สามารถเข้าไปได้ เฟิ่งฉีจึงทำได้เพียงรออยู่ในป่า เฝ้ารัชทายาทไว้

        เมื่ออวิ๋นซูมาถึง ตงฟางซวี่ได้สูญเสียความรู้สึกไปแล้วเนื่องจากเสียเลือดไปมาก นางสังเกตบาดแผลเล็กน้อย “ไม่ได้การ ต้องพาไปที่ห้องด้านใน!”

        “ได้!” เฟิ่งฉีพยักหน้าอย่างแรง แบกรัชทายาทขึ้นหลังแล้วรีบเดินมุ่งไปยังห้องของอวิ๋นซู

        ฮูหยินผู้เฒ่ามองรอยเลือดที่หยดลงไปตลอดทาง ใจเต้นอย่างว้าวุ่น ทำไมนางจึงได้ดวงตาพร่ามัวเช่นนี้ องค์รัชทายาทได้รับบาดเจ็บสาหัส หากข่าวแพร่กระจายออกไป จวนชางหรงโหวก็มิอาจหนีความผิดไปได้ แล้วยังมีหลานชายคนโตของนางอีก จะต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันเป็นแน่!

        หรือนี่จะเป็น…

        บาดแผลลึกจนเห็นกระดูก ใบหน้าของอวิ๋นซูจริงจังเป็นอย่างมาก นางใช้มีดกรีดแขนเสื้อทั้งหมดของตงฟางซวี่ออก แล้วใช้น้ำสะอาดเช็ดลงบนแผลของเขา

        “น้ำ!”

        เฟิ่งฉีที่อยู่ข้างๆ ให้ความร่วมมืออย่างระมัดระวัง คอยยกน้ำเข้ามาไม่ขาดสาย คอยทำเรื่องที่ต้องใช้แรง ส่วนเฟิ่งหลิงทำได้เพียงยืนอย่างโง่งม อยากมองแต่ก็ไม่กล้ามอง

        “สวรรค์คุ้มครองด้วยเถิด! อย่าให้รัชทายาททรงเป็นอะไรไปเด็ดขาด!” ฮูหยินผู้เฒ่ายืนอยู่นอกห้องอย่างเป็นกังวล ในมือหมุนลูกประคำ ยามนี้ต่อให้ไปตามหมอหลวงมาก็ไม่ทันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางเชื่อมั่นในอวิ๋นซูมีที่วิชาแพทย์เช่นนั้นอยู่ แต่ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า ไม่สิ! จะต้องช่วยองค์รัชทายาทได้อย่างแน่นอน

        เมื่อจัดการคราบเลือดบนบาดแผลเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นซูก็หยิบห่อผ้าออกมาจากแขนเสื้อ นำเข็มเงินไปลนไฟเทียน แล้วนำไหมเส้นหนึ่งสอดเข้าไป เฟิ่งฉีที่อยู่ข้างๆ ไม่ทราบว่านางจะทำอะไร ไม่นึกว่าสตรีน้อยนางนี้จะถึงกับยกแขนรัชทายาทขึ้น “คุณชายสี่เจ้าคะ รบกวนท่านแล้ว”

        มือยื่นออกไปช่วยนางประคองตามสัญชาตญาณ แต่กลับเห็นอวิ๋นซูทำท่าหยิบเข็มขึ้นมาจะแทงลงไปยังปากแผลขององค์รัชทายาท “สวรรค์! นี่เจ้ากำลังทำอะไร?!”

        มืออีกข้างหนึ่งของเฟิ่งฉีจับข้อมือของอวิ๋นซูอย่างร้อนรน “เจ้า เจ้าต้องการทำอะไร?!” พระวรกายล้ำค่าขององค์รัชทายาทจะใช้เข็มแทงเข้าไปได้หรือ?

        “แผลลึกเช่นนี้ หากไม่เย็บแล้วค่อยใช้ยา จะติดเชื้อได้ง่าย ถึงตอนนั้นแขนข้างนี้ก็คงใช้ไม่ได้แล้ว” คำพูดของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความมั่นใจ สายตาอันแน่วแน่ทำให้เฟิงฉีจิตใจอ่อนยวบ ช่างแปลกมากเหลือเกิน เขาถึงกับหวาดเกรงสตรีนางนี้ขึ้นมาในบัดดล

        “คุณชายสี่เจ้าคะ หากไม่รีบเข้ากระทั่งอวิ๋นซูก็คงต้องไปขอร้องสวรรค์แล้ว!”

        คำพูดของอวิ๋นซูเตือนสติเฟิ่งฉี เขาพลันรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังจับข้อมือแม่นางผู้หนึ่งอยู่ จึงรีบดึงมือกลับมาราวกับถูกไฟช็อต

        มองดูดรุณีน้อยผู้นี้หยิบเข็มเงินขึ้นมาแทงทะลุเนื้อของรัชทายาทโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี ภาพนี้ทำให้หน้าผากของเฟิ่งฉีปรากฏเหงื่อเย็นออกมาอย่างยากระงับ

        ในที่สุดเฟิ่งหลิงที่มุมห้องก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป รีบทะยานตัวออกไปจากห้องแล้วอาเจียนออกมา

        ความเจ็บปวดบนแขนทำให้การรู้สึกตัวของตงฟางซวี่ชัดเจนขึ้นหลายส่วน เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ท่ามกลางความพร่าเลือนเห็นใบหน้างดงามสุกใส นางอยู่ใกล้เขาถึงเพียงนี้ กลิ่นหอมของเรือนผมโชยมาบางเบา

        ความรู้สึกตัวเริ่มพร่าเลือนขึ้นอีกครั้ง ตงฟางซวี่สูดลมหายใจลึก ทิ้งศีรษะลงแล้วหมดสติไป

        “เย็บเช่นนี้ จะต้องเจ็บมากแน่” เฟิ่งฉีกลืนน้ำลาย อวิ๋นซูตอบเสียงเรียบ “หากว่าคนไข้ยังตื่นอยู่ ข้าก็จะใช้หมาเฟ่ยซ่าน2 แต่พระองค์ทรงหมดสติไปแล้ว จะใช้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ”

        “…” คำกล่าวนี้ ฟังดูแล้วทำให้ผู้คนตกตะลึงเสียจริง

        ณ สนามล่าสัตว์ ภายในกระโจมค่อนข้างรกรุงรัง ทั้งยังไม่เห็นเงาของผู้ใดเลย

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจัดททรงผมไปพลาง มองรอบด้านไปพลาง “ท่านแม่เจ้าคะ พี่ใหญ่เล่า?”

        “รออกสักครู่เถิด อาจจะยังไม่กลับมา” เหลยซื่อเองก็รู้สึกสงสัย เลยเวลาที่นัดหมายกันไปนานแล้ว คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกกระมัง?

        เสียงกีบเท้าม้าวิ่งอย่างรวดเร็วดังแว่วมา สองแม่ลูกมองไปอย่างยินดี เห็นเพียงหลิ่วอวิ๋นเฟิงมากับบุรุษแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง

        พวกเขาเข้าใกล้ทิศทางของพวกนางอย่างรวดเร็ว สุดท้ายหลิ่วอวิ๋นเฟิงจึงตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ “ท่านแม่”

        สายตาของเขากวาดมองไปยังหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่แต่งตัวอย่างประณีต ไม่คิดว่านางจะมองไปยังเฟิ่งอวี่ที่อยู่ข้างกายตนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัย

        นางไม่เคยพบองค์รัชทายาทมาก่อน และไม่เคยพบคุณชายใหญ่ของจวนชางติ้งโหว ตอนนี้จึงเห็นเฟิ่งอวี่เป็นรัชทายาทไปเสียแล้ว

        ไม่รอให้หลิ่วอวิ๋นเฟิงอธิบายอะไร นางก็ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้เรียนรู้มา รีบคารวะอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน “ผู้น้อยหลิ่วอวิ๋นฮว๋า คารวะองค์รัชทายาทเพคะ”

        หัวใจเต้นตึกตัก นางยังคงไม่รู้สึกตัวว่ารอบด้านพลันเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วน

**************************

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        1 ชุดจิ้นจวง (劲装) เป็นชุดจีนโบราณที่เน้นความคล่องตัว เมื่อสวมแล้วชุดจะไม่ลากพื้น ชายแขนเสื้อจะถูกเก็บรวบมัดไว้กับข้อมือ

        2 หมาเฟ่ยซ่าน (麻沸散) เป็นยาชาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดยหมอฮว่าถัวในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ประมาณ ค.ศ.141-208)


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)