0 Views

        ดวงหน้าอันน่ารักพลันก้มต่ำลง พยายามยิ้มแย้มจนดูเก้ๆ กังๆ

        ฮูหยินผู้เฒ่าจวนชางติ้งโหวถอนใจเบาๆ วางถ้วยชาในมือลง “หลิงเอ๋อร์…”

        เมื่อคิดจะเปิดปากพูด เฟิ่งหลิงก็ก้าวไปข้างนอกหนึ่งก้าว “ท่านย่าเจ้าคะ หลิงเอ๋อร์ถีบประตูผิดบานแล้วเจ้าค่ะ…”

        เด็กคนนี้นี่ ยังไม่รู้อีกหรือว่าตนเองผิดที่ตรงไหน? ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าพลันมืดครึ้ม เสียงเจือแววขบขันเสียงหนึ่งดังขึ้น “หลิงเอ๋อร์ทำผิดอีกแล้วหรือ?”

        “พี่สาม!” เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งเข้าไปอย่างออดอ้อน

        คุณหนูเฟิ่งหลิงไม่สนใจท่านย่าที่กำลังมีโทสะ พริบตาเดียวก็วิ่งเข้าไปฝังตัวเองกับร่างกายของคุณชายเฟิ่งหลิง

        “อะแฮ่ม หลิงเอ๋อร์ยังไม่รีบลงมาอีก พี่สามของเจ้าร่างกายยังไม่สู้ดีนัก!”

        เป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณชายเฟิ่งหลิงไอออกมาอย่างแรง จูงดรุณีน้อยที่มุ่ยปากอยู่เข้าไปในห้อง

        “หลิงเอ๋อร์ รีบดื่มชาเร็วเข้า…” ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นตระหนกยิ่งนัก จ้องมองไปยังคุณหนูเฟิ่งหลิงด้วยสายตาเอาเรื่อง อีกฝ่ายรีบไปแอบข้างหลังพี่สามของนาง

        “ยังไม่รีบมาช่วยคุณหนูเจ็ดเก็บของอีก อีกสักครู่พานางไปพบพี่ใหญ่ของนางเสีย” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งแม่นมข้างกาย ทว่าคุณหนูเจ็ดกลับจับมือคุณชายสามเฟิ่งหลิงแน่น “หลิงเอ๋อร์อยากอยู่กับพี่สาม…”

        กล่าวได้ว่าทั่วทั้งจวนโหว คนที่หลิงเอ๋อร์หวาดกลัวที่สุดก็คือฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้ เนื่องจากในสายตาของนาง หากท่านย่าของตนเกิดบ่นขึ้นมา นางเดาได้เลยว่าหูของนางจะต้องอื้ออึงไปทั้งคืน อีกทั้งแววตาของท่านย่าไม่ได้ร้ายกาจธรรมดาๆ แม้ท่านพ่อท่านแม่จะทำโทษนางไม่ลง แต่หากยามที่ท่านย่ามีโทสะขึ้นมาจริงๆ จะทำให้นางรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจโดยไม่ลังเลแม้เพียงนิด!

        “ท่านย่า เวลายังเช้านัก ให้หลานพานางไปเถิดขอรับ” ดวงตาของคุณชายเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยความใจอ่อน

        “แต่ร่างกายของเจ้า…”

        “วันนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้วขอรับ หลิงเอ๋อร์ก็จะช่วยดูแลข้าด้วย ใช่หรือไม่?” เขาขยิบตาให้ดรุณีน้อยข้างกาย เฟิ่งหลิงพลันเข้าใจเจตนาของคุณชายสาม กะพริบดวงตาอันน่ารักแล้วหันไปแย้มยิ้มประจบเอาใจให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านย่าเจ้าคะ หลิงเอ๋อร์จะดูแลพี่สามเป็นอยางดีเจ้าค่ะ”

        พูดแล้วก็ทั้งลากทั้งดึงคุณชายเฟิ่งหลิงออกไปข้างนอก เมื่อต้องเจอกับหลานสาวเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าทำได้เพียงทอดถอนใจอย่างอับจนหนทาง ล้วนเป็นบุตรชายที่ลูกสะใภ้ตามใจจนเสียคนแล้ว ส่วนหลานสาวผู้นี้ก็ฟังเพียงคำของพี่สามของนางเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จะส่งเข้าวังหลังได้อีกหรือ? นางอาจนำพาปัญหามาให้ท่านโหวได้ทุกเมื่อ!

        ฮูหยินผู้เฒ่าอดไม่ได้ที่จะกังวลใจขึ้นมา

        ช่วงเวลาพักกลางวัน ฮูหยินผู้เฒ่านอนพักไปแล้ว อวิ๋นซูจึงได้มีเวลาอิสระของตนเอง วัดเทียนฝูแห่งนี้กลิ่นธูปมิเคยจางหาย ผู้คนที่มาไหว้พระขอพรมากมายจนนับไม่ไหว ในพระอุโบสถมีเสียงเคาะมู่อวี๋ดังแว่วมา ใบหน้าของทุกคนล้วนมีคำว่าเลื่อมใสศรัทธาเขียนแปะเอาไว้

        เมื่อมองดูใบหน้าอันไม่คุ้นเคยของแต่ละคน นางพลันรู้สึกว่าที่แห่งนี้มีคนหลายประเภท ท่าทางอันนิ่งสงบค่อยๆ ปรากฏแววโศกเศร้า ทว่าเสียงเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในหูของนาง ทำให้ทะเลสาบในจิตใจของนางก่อเกิดระลอกคลื่นขึ้นมา

        “ขอให้สามีข้าได้เลื่อนตำแหน่งขุนนางสามขั้น ขอให้เส้นทางขุนนางของเขาราบรื่น”

        สตรีท่าทางสุภาพเยือกเย็นนางหนึ่งมองไปยังพระพุทธรูปอย่างแน่วแน่ อวิ๋นซูราวกับสามารถเห็นได้ถึงมุมปากที่ยกยิ้มอย่างพออกพอใจของนาง ภาพนี้ดูซ้อนทับกับตนเองในสมัยก่อน ฮึๆ เรื่องโง่งมพวกนี้นางก็เคยกระทำมาก่อนเช่นกัน

        ขอให้เขาได้รับชัยชนะกลับมา ขอให้เขาฝ่าฟันอันตรายไปได้ ขอให้เขาหายจากอาการบาดเจ็บ ทุกครั้งทุกครา สิ่งที่ขอล้วนเป็นเขา อวิ๋นซูไม่เคยขอพรให้ตนเองแม้เพียงครั้งเดียว

        จากนั้นพระพุทธก็สำแดงฤทธิ์ ให้เขาได้รับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กลับนำความทุกข์ทรมานทั้งปวงมาโยนใส่ร่างของนาง!

        “เอ๊ะ! พี่ซูนี่นา!” เฟิ่งหลิงที่อยู่นอกธรณีประตูเล็งเห็นสตรีที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะสักการะ ใบหน้าของนางพลันปรากฏแววยินดี ต้องการจะวิ่งเข้าไปแต่กลับถูกคุณชายเฟิ่งหลิงจับจูงไว้

        เขามองใบหน้าด้านข้างของนาง มีความไม่ยินยอมพร้อมใจและความโศกเศร้าปรากฏออกมาให้เห็นโดยไม่รู้ตัว แววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจทำให้ผู้คนรู้สึกปวดใจยิ่งนัก พลันนั้น ราวกับมองเห็นว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งของนางมีความอ่อนแอซุกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน นางเป็นสตรีเช่นไรกันแน่ เขามักจะรู้สึกว่านางมีเรื่องราวมากมายเหลือเกิน

        ทั้งๆ ที่เป็นดรุณีน้อยแท้ๆ แต่เหตุใดจึงมีความลึกล้ำไม่สอดคล้องกับอายุถึงเพียงนี้?

        เซียมซีในมือของนางแตกออก อวิ๋นซูจึงเพิ่งได้สติกลับมา นี่ตนเป็นอะไรไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้ตนเองสามารถควบคุมความคับแค้นในใจได้เป็นอย่างดี แต่กลับ…นางทอดถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกายไป เห็นบุรุษและสตรีคู่หนึ่งอยู่บริเวณประตู

        “พี่ซู!” เฟิ่งหลิงยังอายุน้อยยังไม่ทราบว่าอารมณ์อันซับซ้อนนั้นเกิดจากสิ่งใด นางโบกมืออย่างกระตือรือร้น ใบหน้าของอวิ๋นซูอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นจึงค่อยสังเกตเห็นสายตาที่ดูต่างออกไปอีกคู่หนึ่ง

        บุรุษรูปงามเป็นเอกผู้นั้น กำลังใช้สายตาที่ยากจะอธิบายมองมายังตนเอง อาจเป็นความสงสารหรืออาจเป็นการสำรวจ ทว่าสายตาเช่นนี้ทำให้ในใจของนางรู้สึกแปลกประหลาด

        “คุณหนูเจ็ด” นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบไปอย่างสงบ

        “พี่ซูเจ้าคะ นี่คือพี่สามของข้า พี่สามของข้าเอง!” เฟิ่งหลิงแย้มยิ้ม ดวงตาอันฉลาดเฉลียวทั้งยังน่ารักนั้นคู่นั้นกลายเป็นจันทร์เสี้ยว

        เฟิ่งหลิงถูกนางก่อกวนเช่นนี้ ใบหน้าอันซีดขาวเล็กน้อยก็ปรากฏริ้วแดงบนแก้มอย่างมีพิรุธ เขาส่งยิ้มขอโทษไปให้อวิ๋นซู “คุณหนูหก”

        ไม่รอให้อวิ๋นซูตอบอะไร มือคู่หนึ่งก็ยื่นออกมา “พี่ซู ไปชมวัดเทียนฝูกับพวกเรากันเถิด?!”

        เด็กน้อยผู้นี้ไม่ทราบเลยว่าผู้อื่นเขาจะอยู่ที่นี่อีกสองวัน จะตีสนิทเกินไปแล้ว! คุณชายเฟิ่งหลิงรู้สึกจนใจ เดิมทีคิดจะหยุดยั้งความเอะอะของนาง ทว่าอวิ๋นซูสบดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์คู่นั้น ในใจก็พลันขมขื่นกับดรุณีน้อยเช่นนี้ นางมิอาจปฏิเสธได้ จึงยิ้มออกมา “ได้”

        คุณชายเฟิ่งหลิงประหลาดใจที่นางให้ท้ายน้องเจ็ดของตน ยามนี้เขากำลังเก็บกักรอยยิ้มอันน่าประทับใจนั้นไว้ในสายตา ในใจราวกับอ่อนยวบลง สายลมเย็นฉ่ำพัดมา นำพากลิ่นหอมของนางมาจางๆ ชายหนุ่มพยายามควบคุมการหายใจของตนเองอย่างยิ่งยวด

        อวิ๋นซูรู้สึกได้ถึงมือเล็กๆ ที่กุมมือนางไว้ ไม่ทราบว่าดรุณีน้อยนางนี้เก็บซ่อนได้ดีเกินไป หรือเป็นชางติ้งโหวที่ปกป้องนางได้ดีเกินไป จึงได้เป็นมิตรกับคนที่เพิ่งพบหน้ากับครั้งสองครั้งเช่นนี้ หากว่าผู้อื่นมีจุดประสงค์แอบแฝงเล่า จะใสซื่อเกินไปแล้ว

        “คุณหนูเจ็ด ของขวัญขอบคุณคราวก่อนล้ำค่ามากเกินไป วันหน้าข้าจะให้สาวใช้ในจวนส่งกลับไปจะดีกว่า…” ทองพวกนั้น หากเก็บเอาไว้ก็รู้สึกแปลกๆ

        “ล้ำค่าไปงั้นหรือ? ข้าเพียงแค่เลือกผ้าดีๆ ไปหลายพับ เดิมทียังอยากจะเลือกของที่ข้าชอบส่งไปด้วย แต่พี่สามไม่อนุญาต ที่เหลือก็ล้วนเป็นเขา…อ๊ะ!” เฟิ่งหลิงเจ็บแปลบ เงยหน้ามองบุรุษข้างๆ อย่างกล่าวโทษ ใบหน้าของคุณชายเฟิ่งหลิงอึดอัดเล็กน้อย เขามองเห็นถึงความสงสัยในสายตาของอวิ๋นซู

        “…เอ่อ ถือเป็นค่ายารักษาแผลพวกนั้นเถิด”

        ไม่ทราบว่าเหตุใด เขาจึงรู้สึกว่าสตรีนางนี้ฉลาดยิ่งนัก ไม่ช้าก็เร็วจะต้องทราบเรื่องยาพวกนั้นแน่

        ยามนี้อวิ๋นพลันเข้าใจกระจ่าง ที่แท้ครอบครัวชั้นสูงที่เถ้าแก่ร้านยาพูดถึงก็คือจวนชางติ้งโหวนี่เอง นึกย้อนไปถึงตอนที่เจอเขาครั้งแรก เขากำลังสนทนาอยู่กับหลงจู๊ แล้วยังเมื่อวานที่สู้กับหมาในสองตัวนั้น จะอย่างไรก็ไม่เหมือนกับคุณชายสามที่เกิดมาป่วยออดๆ แอดๆ ดังที่ผู้คนพูดกัน คนที่อยู่ตรงหน้าตนเองถึงกับไม่คิดปิดซ่อนเลยสักนิด อวิ๋นซูมั่นใจแล้วว่าบางทีบุรุษผู้นี้มองออกว่าเป็นตนเองที่แต่งกายเป็นบุรุษเมื่อยามนั้น

        “คุณหนูเจ็ดเจ้าคะ! ท่านอยู่นี่นี่เอง! ฮูหยินผู้เฒ่ารีบเร่งใหญ่แล้ว รีบกลับไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิดเจ้าค่ะ!” แม่นมผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน คราวนี้เฟิ่งหลิงไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ กลับหันไปกำชับคุณชายเพิ่งหลิงด้วยท่าทางจริงจังอย่างยิ่ง “พี่สาม พี่ซูนี้ข้ามอบให้ท่านแล้ว!” ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังทำให้พวกเขาถึงกับต้องประหลาดใจ

        “…”

        เมื่อเงาร่างนั้นจากไป ทั้งสองพลันอับจนคำพูด ยัยเด็กคนนี้นี่ช่างแก่แดดเสียจริง พริบตาเดียวก็ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดขึ้นมา

        “น้องเจ็ดนางไม่เข้าใจมารยาท หวังว่าคุณหนูหกจะไม่ใส่ใจ” ชายหนุ่มเลือกจะกล่าวขึ้นก่อน

        “คุณหนูเจ็ดไร้เดียงสา ทำให้ผู้คนอิจฉายิ่งนัก” หากนางใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้จริง อวิ๋นซูก็หวังว่าเด็กคนนี้จะสามารถบริสุทธิ์อยู่ได้ตลอดไป ส่วนตนเองนั้นคงไม่มีวันมีความสุขได้เฉกเช่นเดียวกับนาง “คุณชายสามเจ้าคะ อวิ๋นซูต้องรีบไปดูสมุนไพร ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

        นางพยักหน้าน้อยๆ แล้วค่อยเดินจากไป เฟิ่งหลิงแย้มยิ้มอย่างจนใจ นางสร้างกำแพงเช่นนี้กันทุกคนหรือ? ความจริง…ยังอยากจะพูดคุยกับนางมากๆ เสียหน่อย

        …

        “ฮ่าๆๆ คุณชายสี่ไปไหนเสียแล้ว? หรือจะยอมรับความพ่ายแพ้ รีบไปซื้อเหล้ามาแล้ว?” หลิ่วอวิ๋นเฟิงโยนพังพอนที่สิ้นใจไปแล้วตัวหนึ่ง เฟิ่งอวี่จึงเพิ่งจะพบว่าน้องสี่ของตนไม่อยู่แล้ว

        “ผู้ใดว่าข้ายอมแพ้!” ไม่ทราบว่าเสียงนี้ดังขึ้นมาจากที่ใด จู่ๆ เฟิ่งฉีก็ขี่ม้าทะยานออกจากต้นไม้เตี้ยแคระต้นหนึ่ง ใบหน้าของเขายกยิ้มเจ้าเล่ห์ ในมือถือกระต่ายป่าสามตัวเอาไว้ พริบตาเดียวก็โยนลงไปบนร่างพังพอนตัวนั้น

        “สามตัว คงไม่แพ้หรอกกระมัง?” องค์รัชทายาทตงฟางซวี่ตกตะลึง จากนั้นจึงหัวเราะฮ่าๆ ออกมา

        “คุณชายสี่ฉลาดหลักแหลมจริงๆ!” แรกเริ่มพพวกเขากล่าวว่าผู้ใดล่าได้เยอะผู้นั้นนับว่าชนะ ทั้งยังไม่ได้กำหนดว่าสัตว์ที่ล่ามาได้ต้องตัวใหญ่ ดังนั้น ต่อให้ล่าเสือมาได้ตัวหนึ่ง ก็ยังแพ้กระต่ายป่าสามตัว

        ณ ชั่วขณะนี้เอง ป่าด้านหลังมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น กิ่งไม้ที่หนาแน่นทำให้ทั้งสี่มองไม่ชัดเจนว่าเป็นสัตว์อะไร ตงฟางซวี่เลิกคิ้วเล็กน้อย ถือโอกาสตอนที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวสะบัดบังเหียนออกไป “ย่ะ!”

        “ข้าเองก็ยอมแพ้ไม่ได้แล้ว ฝ่าบาท รอดูข้าไล่ตามท่านเถิด!” เฟิ่งอวี่รีบไล่ตามไปติดๆ

        เสียงนั้นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหน้าเป็นกำไม้เถากอหนึ่ง สามารถเห็นร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างเลือนราง เป็นสัตว์ตัวใหญ่ตัวหนึ่งเลยทีเดียว!

        เลือดอันร้อนรุ่มของตงฟางซวี่แล่นพล่าน ดูแล้วการล่าสัตว์ครั้งนี้คงมิกลับไปมือเปล่าแล้ว!

        “ฮี้” ม้ากระโดดขึ้น พุ่งทำลายไม้เถากอนั้น ใบไม้ปลิวกระจัดกระจาย ทว่า ณ ชั่วเวลานี้ สายตาของรัชทายาทพลันตกตะลึง

        เบื้องหน้าเป็นหมีน้ำตาลตัวเขื่อง ภายใต้กรงเล็บของมันมีสุนัขจิ้งจอกป่าหายใจรวยระรินเขี้ยวอันแหลมคมเต็มไปด้วยเลือด สัตว์ป่าดุร้ายตัวนี้อยู่ห่างจากตงฟางซวี่ไม่ถึงห้าก้าว เมื่อได้ยินเสียงมันก็หันมาอย่างโมโหร้าย ดวงตาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด

        “โฮก…”

        หมีน้ำตาลที่ถูกรบกวนเวลาอาหารพลันโกรธขึ้นมา ปฏิกิริยาของมันว่องไวยิ่งนัก กรงเล็บแหลมคมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวตะปบมายังรัชทายาท ตงฟางซวี่ไม่คิดว่าหมีน้ำตาลตัวนั้นจะโจมตีมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ม้าที่อยู่ใต้ร่างก็ตกใจจนหลบไม่ทัน คอม้าถูกโจมตีอย่างแม่นยำ ตงฟางซวี่ล้มลงไปที่พื้นพร้อมกับม้าอย่างรุนแรง

        บุรุษทั้งสามที่ไล่ตามมาติดๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง หมีน้ำตาลตัวนั้นทำท่าทางเตรียมจะตะปบไปยังบุรุษที่พื้น “ฝ่าบาท!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)