0 Views

        อวิ๋นซูไม่มีเวลาคิดอะไรให้มากความ “ทางโน้นเจ้าค่ะ!” นางรีบพาบุรุษที่มีท่าทีค่อนข้างแปลกประหลาดผู้นั้นมุ่งตรงไปยังทิศทางของเฟิ่งหลิง

        ทว่าตอนที่พวกเขามาถึง บนพื้นกลับมีเพียงหมาในสองตัวนอนสิ้นชีพอยู่ ส่วนบุรุษนั่งอยู่ที่พื้นหญ้ากำลังใช้แถบผ้าพันข้อมือที่ได้รับบาดเจ็บของตน

        “พี่สาม ท่านบาดเจ็บหรือ?!” หรือตนเองจะคาดหวังกับพี่สามของตนสูงเกินไป ก็แค่หมาในสองตัวเท่านั้น

        เฟิ่งหลิงไม่มองสายตาเหลือเชื่อของคุณชายสี่เลยแม้แต่น้อย สายตากลับตกอยู่บนใบหน้าเล็กๆ ที่ดูเป็นกังวลของสตรีข้างกาย ครู่หนึ่งจึงยิ้มตอบกลับไปเล็กน้อย

        ชั่วขณะที่อวิ๋นซูเห็นเขาปลอดภัยไร้อันตราย ใจก็พลันโล่งอก นางหอบหายใจเล็กน้อย ก้มลงหยิบสมุนไพรออกมาจากตะกร้าไผ่ใส่เข้าไปในปากแล้วเคี้ยวครู่หนึ่ง จากนั้นจึงโปะลงไปบนข้อมือของเขา

        คนเป็นหมอมักมีจิตใจของบิดามารดา นางไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนจะมีอะไรไม่เหมาะสม ทว่าบุรุษทั้งสองกลับตกตะลึงเล็กน้อย

        พันแผลที่ข้อมือของเขาอย่างชำนาญจนเสร็จ อวิ๋นซูจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ขอบคุณคุณชายสามที่ช่วยเหลือเจ้าค่ะ แผลข่วนนี้แม้จะไม่รุนแรง แต่ภายในสามวันหากไม่ถูกน้ำจะดีที่สุด ท่านยังมีแผลถูกกัดที่ใดอีกหรือไม่เจ้าคะ?”

        นางถามอย่างจริงจัง ทั้งยังไม่มีความขัดเขินของหนุ่มสาวโดยสิ้นเชิง เฟิ่งหลิงพลันคิดว่าในดวงตาสุกใสคู่นั้น ความคร่ำครึของตนนับเป็นการดูถูกนางจึงยิ้มออกไปอย่างขอบคุณ “ไม่มี”

        “เช่นนั้นก็ดีแล้ว เขี้ยวของหมาในมีพิษ หากถูกกัดจนบาดเจ็บห้ามปิดบังเด็ดขาด มิฉะนั้นบาดแผลจะติดเชื้อได้ง่ายนะเจ้าคะ”

        น้ำเสียงของนางสงบนิ่งยิ่งนัก ทั้งยังแฝงไปด้วยความขอโทษอยู่จางๆ สายตาของเฟิ่งฉีมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง นี่ตนเองพลาดอะไรที่สนุกสุดๆ ไปแล้วใช่หรือไม่?

        ตอนนี้เอง เสียงหนึ่งแว่วมาในหูของคนทั้งสาม พระลูกวัดคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก “โธ่ คุณชายสามขอรับ ที่แท้ท่านก็อยู่ตรงนี้เอง! ฮูหยินผู้เฒ่าของท่านโหวไม่พบท่านจึงตกใจสั่งคนออกตามหาไปทั่วแล้วขอรับ”

        ฮูหยินผู้เฒ่าจวนชางติ้งโหวก็มาแล้วอย่างนั้นหรือ? อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวอะไร เพียงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวขอบคุณครั้งหนึ่ง แล้วจึงหันกายเดินจากไป

        “คุณชายสามได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ?!” เมื่อเห็นผ้าพันแผลบนข้อมือของเฟิ่งหลิง พระลูกวัดพลันหน้าเปลี่ยนสี เฟิ่งฉีจึงเล่าเรื่องที่มีสัตว์ดุร้ายหลุดออกมาจากสนามล่าสัตว์ให้เขาฟัง “ในเมื่อยังมิอาจมั่นใจได้ว่ายังมีสัตว์ดุร้ายตัวอื่นอีกหรือไม่ ทางที่ดีให้คนในวัดออกมาตอนกลางคืนให้น้อยหน่อยแล้วกัน”

        เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืน สัมผัสได้ถึงมีดสั้นบริเวณเอว นี่เขาลืมคืนนางเสียแล้ว อดไม่ได้ที่จะมองไปยังทิศทางที่อวิ๋นซูจากไป เฟิ่งฉีที่อยู่ข้างๆ จึงรีบกล่าวออกมาอย่างนึกสนุก “พี่สาม คนก็เดินไปไกลแล้ว ท่านมองรอยเท้าหรือไร?”

        เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวเตือนเขาด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “กระต่ายป่า…”

        “เอ่อ ท่านย่าคอยนานแล้ว พวกเรารีบกลับไปเถิด ฮ่าๆ” หากให้ท่านย่ารู้ว่าตนเองคิดจะกินเนื้อในช่วงสักการะพระพุทธ เกรงว่าคงถูกบ่นจนตายเป็นแน่

        …

        เมื่อเข้าใกล้ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนชางติ้งโหว ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากภายใน

        “อวี่เอ๋อร์ คราวนี้กลับมาแล้วคงมิได้ไปเร็วเช่นนั้นอีกกระมัง?”

        เฟิ่งหลิงและเฟิ่งฉีสบตากัน พระลูกวัดเปิดประตูให้พวกเขา จริงดั่งคาด บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำสบเข้ากับสายตาของพวกเขา “น้องสาม! น้องสี่!”

        “พี่ใหญ่”

        เฟิ่งฉีส่งเสียงเรียก แล้วจึงพาตัวเองเดินไปในมุมของตน ในหมู่พี่ชายน้องชายทั้งหลายเขาสนิทสนมกับเฟิ่งหลิงเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณชายใหญ่เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็แย้มยิ้มอย่างเคยชิน แล้วจึงเดินตรงไปหาเฟิ่งหลิง “น้องสาม ร่างกายของเจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือ?”

        คิดไม่ถึงว่าพี่ใหญ่ก็มาที่วัดเทียนฝูด้วย ยังดีที่เขาเพิ่งจะต่อสู้กับหมาในสองตัวนั้นจนเลือดไหล สีหน้าในยามนี้จึงดูไม่ค่อยดีนัก

        “ดีขึ้นมากแล้วขอรับ เหตุใดคราวนี้ท่านจึงได้กลับมากะทันหันนัก?” เสียงของเขาฟังดูอ่อนแรง สำหรับคนอื่นๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงเขามากขึ้นหลายส่วน

        “ข้ากับหลิ่วอวิ๋นเฟิงคุ้มกัน…เอ่อ” เขาชะงักไปเล็กน้อย ทุกคนเข้าใจโดยพลันว่าคนที่เขากล่าวถึงคือผู้ใด

        เฟิ่งอวี่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงล้วนเป็นคนสนิทข้างกายรัชทายาท เมื่องเดินทางกลับเมืองพวกเขาย่อมต้องติดตามอยู่ข้างกาย คุณชายใหญ่แห่งจวนชางหรงโหวเองก็กลับมาแล้ว เกรงว่าตอนนี้รัชทายาทคงอยู่ในวัดเทียนฝู

        “วันพรุ่งนี้พวกเราต้องไปสนามล่าสัตว์ น้องสี่ เจ้าไปด้วยหรือไม่?” เฟิ่งอวี่ยิ้มพลางมองไปยังบุรุษที่มีสีหน้าเย็นชา เฟิ่งฉีกลับทำเพียงมองเขาอย่างเรียบเฉย ท่าทางไม่สนใจ

        ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้ม “น้องสี่ของเจ้ากลัวจะขายหน้าต่อหน้าองค์รัชทายาท อย่าไปบังคับเขาเลย”

        “ท่านย่าขอรับ! ข้ากลัวขายหน้าที่ไหนกัน ฝีมือยิงธนูของข้าก็เป็นหนึ่งเช่นกันนะขอรับ!” เฟิ่งฉีไม่ยินยอม เขาเพียงแค่ไม่ชอบอยู่กับราชนิกุลเหล่านั้นก็เท่านั้น เขาไม่ชอบเรื่องราวในท้องพระโรงมากนัก เนื่องจากเขาเกลียดการประจบสอพลอ และยิ่งเกลียดท่าทางและคำพูดอันเสแสร้งของคนเหล่านั้น “พี่สาม ท่านคิดว่าอย่างไร?” สายตาราวกับกำลังกล่าวว่า ให้รีบช่วยเขาลบล้างมลทินนี่เสีย

        “อืม กล่าวกันว่าฝีมือยิงธนูของรัชทายาททรงยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าว่าน้องสี่อย่าไปร่วมสนุกด้วยจะดีกว่า”

        อะไรนะ?! เฟิ่งฉีพลันสบถออกมา กระทั่งพี่สามก็ยังดูเบา? เขาเชิดคางอย่างไม่พอใจ “พี่ใหญ่ วันพรุ่งก็อย่าหาว่าน้องสามอย่างข้าลงมือไม่ปรานีเล่า!”

        เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา ในห้องพลันเกิดเสียงหัวเราะดังขึ้น

        “ใช่แล้ว พรุ่งนี้หลิงเอ๋อร์ก็จะมาด้วย” ประโยคนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้เฟิ่งฉีตกตะลึงจนคางแทบร่วง ในใจเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก การปรากฏตัวในทุกครั้งของน้องเจ็ดผู้นี้ มักจะนำพาปัญหาทั้งเล็กใหญ่มาด้วยเสมอ สุดท้ายก็เป็นเขาที่ต้องไปเก็บกวาดความวุ่นวาย “อะไรนะขอรับ? ยัยเด็กปีศาจนั่นก็มาหรือ?!”

        ท่าทางรังเกียจเสียเต็มประดาของเขา ทำให้ทุกคนในห้องอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

        …

        “ท่านแม่เจ้าคะ พี่ใหญ่ยังไม่ส่งข่าวมาอีกหรือ?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋านั่งอยู่ในห้องทั้งวัน รู้สึกว่าวัดเทียนฝูช่างอุดอู้เหลือเกิน นอกจากจะต้องอ่านคัมภีร์เคาะมู่อวี๋1 เป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ยังต้องทนเห็นใบหน้าที่ทำให้ผู้คนเกลียดชังของหลิ่วอวิ๋นซูอีกด้วย หากต้องอยู่อีกหลายวันเกรงว่าตนเองคงจะรับไม่ไหว

        เหลยซื่อแย้มยิ้มบาง “พรุ่งนี้เจ้าก็สวมชุดทอกุหลาบแดงตัวนั้นเถิด”

        เมื่อได้ยินคำนี้ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันกระตือรือร้นขึ้นมา “องค์รัชทายาทจะมาพรุ่งนี้แล้วหรือเจ้าคะ?!”

        “พรุ่งนี้พี่ชายใหญ่ของลูกก็จะไปล่าสัตว์ที่สนามล่าสัตว์เป็นเพื่อนรัชทายาท พวกเราก็หาเวลาเหมาะสมปรากฏตัวขึ้นเสีย พี่ชายใหญ่ของลูกจะต้องให้เวลาลูกกับรัชทายาททำความคุ้นเคยกันแน่ จำที่แม่สอนเจ้าในยามปกติไว้ให้ดีเล่า ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการกระทำของลูกในวันพรุ่งนี้แล้ว!”

        คำพูดนี้ทำให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตื่นเต้นจนพูดไม่ออก แรกเริ่มนางบ่นว่าอากาศบนภูเขานี้หนาวเย็นเกินไป ทำให้ใบหน้าของนางแห้งกร้าน ตอนนี้กลับรีบยืนขึ้นมุ่งหน้าไปหาเครื่องประทินผิวกุหลาบที่ทำขึ้นจากในวังมาทาหน้าเสียแล้ว

        ตอนที่ออกจากเรือนไปพบว่าเบื้องหน้ามีเงาร่างหนึ่งเดินผ่านไป หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอดไม่ได้ที่จะเดินไปข้างหน้า “น้องหก เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ?”

        อวิ๋นซูประหลาดใจเล็กน้อย หลายวันมานี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่สนใจตนเอง ตอนนี้ถึงกับยิ้มอย่างดีอกดีใจเช่นนี้เชียว

        “ช่วยท่านย่าหยิบคัมภีร์เจ้าค่ะ”

        “ฮึๆ ดี เช่นนั้นเจ้าก็ทำไปเถิด ใช่แล้ว ชุดผ้าป่านตัวนี้เหมาะกับเจ้ามากเลยทีเดียว” นางเดินผ่านหน้าอวิ๋นซูด้วยสายตาหยามเหยียดและยโสอยู่หลายส่วน มุมปากของนางอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมาอย่างสดใส นกกระจอก ต่อให้พยายามเพียงใดก็มิอาจกลายเป็นหงส์ได้ ทว่าความฝันของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าใกล้จะเป็นจริงแล้ว

        วันนี้ตอนที่นางไปอ่านคัมภีร์เป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าใบหน้ายังเจือแววโศกเศร้าคับแค้นใจ มาตอนนี้ถึงกับ…อวิ๋นซูยิ่งรู้สึกราวกับว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

        …

        รัชทายาทแคว้นเฉินกำเนิดจากองค์ฮองเฮา มีรูปโฉมหล่อเหล่าความสามารถปราดเปรื่องเหนือผู้คน ทั้งยังนิสัยสุขุมเยือกเย็น เมื่อหลายปีก่อนแต่งกายปลอมตัวปิดบังฐานะออกท่องเที่ยวไปทั่วทุกพื้นที่ จากนั้นเสด็จไปยังชายแดนเพื่อเรียนรู้ชีวิตแบบทหาร นับเป็นรัชทายาทต้นแบบเลยทีเดียว และเป็นเพราะได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับเหล่าคุณชายจวนโหวทั้งหลายที่อายุใกล้เคียงกันจึงกลายเป็นสหายกันในที่สุด

        บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาคมคายผู้หนึ่งเดินออกมาจากกระโจมที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราว แววตาของเขาลึกล้ำ ร่างแกร่งยังคงไม่ลืมแย้มยิ้มสง่างาม ชุดฮว๋าฝูสีเทาบนร่างยากที่จะสกัดกั้นกลิ่นอายชนชั้นสูงของเขา ยามนี้ในมือถือธนูไว้คันหนึ่งคล้ายอยากลองยิงเสียเต็มประดา

        “ฝ่าบาท น้องสี่ของกระหม่อมนิสัยป่าเถื่อนยิ่งนัก อีกสักครู่หากเขาทำสิ่งใดขัดใจไปบ้างขอองค์รัชทายาทโปรดละเว้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งอวี่กล่าวไว้ก่อน อย่างไรเสียเขาก็เชื่อว่านิสัยเช่นรัชทายาทคงมิเก็บมาใส่ใจ

        ตงฟางซวี่หัวเราะเบาๆ เขากลับคิดอยากเห็นเสียหน่อยว่าคนจริงจังคร่ำครึเช่นเฟิ่งอวี่จะมีน้องสี่ที่ป่าเถื่อนอย่างไร

        บุรุษรูปงามผู้หนึ่งเดินออกมาจากป่าอย่างระมัดระวัง บนร่างเตรียมตัวมาอย่างพร้อมสรรพ ให้ความรู้สึกว่าจะไม่แพ้ผู้ใดในการประลองที่จริงจังเช่นนี้

        นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิ่งฉีได้พบกับรัชทายาท จึงเป็นธรรมดาที่จะเก็บอาการ เขาเดินเข้ามาคารวะอย่างเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง “คารวะองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”

        ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ อีกฝ่ายจะใช้มือตบลงบนไหล่เขาแล้วหัวเราะฮ่าๆ ออกมา “ที่นี่ไม่มีรัชทายาทอะไรหรอก หากเจ้าเต็มใจก็เรียกข้าเป็นพี่เป็นน้องเถิด ว่ากันว่าคุณชายของจวนชางติ้งโหวทุกคนล้วนรูปงามไม่ธรรมดา วันนี้ได้มาเห็นนับว่าเป็นดั่งคำเล่าจริงๆ”

        “ฝ่าบาทยังไม่เคยพบพี่สามของกระหม่อม ในหมู่พวกกระหม่อมพี่น้องใครก็เทียบเขาไม่ได้”

        ตงฟงซวี่เลิกคิ้วเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่ที่วัดเทียนฝูหรือ?”

        “น้องสามร่างกายอ่อนแอ หากไม่ใช่เพราะคราวนี้ท่านย่าต้องการพาเขาขึ้นเขามาขอพร ยามปกติก็จะไม่ออกจากจวนพ่ะย่ะค่ะ”

        คำพูดของเฟิ่งอวี่ทำให้ตงฟางซวี่นึกถึงข่าวลือบางอย่างขึ้นมาได้ กล่าวกันว่าชางติ้งโหวรักถนอมบุตรชายคนที่สามคนนี้มากนัก เพียงแต่น่าเสียดายที่วัยเด็กของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับขวดยา หากเป็นดั่งที่เฟิ่งอวี่กล่าวจริงๆ เช่นนั้นก็คงเป็นชายงามคนหนึ่ง

        เฟิ่งฉีที่อยู่ข้างๆ ประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด รัชทายาทตรงหน้าไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับราชนิกุลที่ยโสโอหังอวดเบ่งบารมีเหล่านั้นแล้ว รัชทายาทช่างเข้าถึงได้ง่าย กระทั่งให้ความรู้สึกเชื่อถือที่ยากจะอธิบาย เขาพลันกระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดหลายปีก่อนพี่ใหญ่ถึงได้ตัดสินใจติดตามองค์รัชทายาท ตั้งแต่ตอนที่ออกจากจวนก็ผ่านไปนานแล้ว เดิมทียังคิดว่าพี่ใหญ่ต้องการอำนาจเฉกเช่นคนเหล่านั้น แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว

        รัชทายาทจะต้องเถลิงถวัลย์เป็นจักรพรรดิในวันหน้า เช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะติดตามเขาแล้ว บางทีอาจมีเพียงรัชทายาทคนเดียวที่เป็นของชั้นยอดที่ทำให้ผู้คนลืมเลือนทุกสิ่ง

        หลิ่วอวิ๋นเฟิงจูงม้าสามสี่ตัวมาจากที่ไกลๆ เขายิ้มให้เฟิ่งฉีน้อยๆ “คุณชายสี่ก็มาหรือ?”

        อีกฝ่ายพยักหน้าตอบ ทั้งสามกระโดดขึ้นม้า หลิ่วอวิ๋นเฟิงยิ้ม “วันนี้ผู้แพ้ ต้องเลี้ยงเหล้าสิบไห!”

        สิบไห? เฟิ่งฉีตกตะลึง บุรุษสามคนนั้นพุ่งตัวออกไปแล้ว

        ณ ห้องพักทางทิศใต้ เสียงใสราวกับกระดิ่งดังขึ้น “พี่สาม…พี่สาม…”

        คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงใช้เท้าถีบประตูห้องให้เปิดออกดังปัง คิดไม่ถึงว่าคนที่ปรากฏในม่านสายตากลับเป็นสตรีชราที่ดูตื่นตกใจ “อา…ท่านย่า…”

******************

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        1 มู่อวี๋ (木鱼) แปลตรงตัวก็คือ “ปลาไม้” เป็นเครื่องดนตรีทางสงฆ์ชนิดหนึ่ง ใช้ยามที่พระสงฆ์สวดมนต์ ทำวัตร และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยจะมีไม้อีกอันหนึ่งเพื่อใช้เคาะบนมู่อวี๋เป็นจังหวะร่วมด้วย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)