0 Views

        ฮูหยินผู้เฒ่าที่เผชิญหน้ากับเหลยซื่อและหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังคงมองพวกนางด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก

        “อืม เช่นนั้นก็ให้คนไปเก็บกวาดเรือนของเขาเสียหน่อย”

        เหลยซื่อยิ้มเชิงขออภัย “เพียงแต่คุณชายใหญ่ส่งจดหมายมาว่าต้องพักที่วัดเทียนฝูกับองค์รัชทายาทสักหลายวัน เรื่องนี้มีคนทราบไม่มาก”

        ในที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าก็เงยหน้ามองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าครู่หนึ่ง ท่านโหวกับนางเคยหารือกันแล้วเรื่องที่ต้องการให้อวิ๋นฮว๋าเข้าวัง บุตรีภรรยาเอกผู้นี้แม้จะยังไม่ค่อยได้ความ แต่อย่างไรจวนโหวของพวกเขาก็ลงทุนลงแรงสั่งสอนไปมาก “อืม ช่วงนี้จวนโหวเกิดเรื่องมากมาย ไปวัดเทียนฝูจุดธูปไหว้พระเสียหน่อยก็ดี ท่านเจ้าอาวาสมีไมตรีต่อข้าอยู่บ้าง ควรจะพักกันอีกสักหลายวันหน่อย”

        ใบหน้าของเหลยซื่อฉายแววยินดี ส่งสายตาบอกใบ้ให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋า

        “ท่านย่าเจ้าคะ อวิ๋นฮว๋าทราบว่าตนทำผิดไปแล้ว ท่านย่าได้โปรดให้อภัยอวิ๋นฮว๋าเถิดเจ้าค่ะ วันหน้าหลานจะกตัญญูต่อท่านย่าอย่างดีที่สุด”

        เมื่อเห็นท่าทางสงบสุขุมของนาง ก็รู้สึกว่าการกักบริเวณสองวันก็นับว่ามีผลอยู่บ้าง

        “มีพวกเจ้าไปกันเพียงสองคนดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก ข้าเองก็จะไปด้วย จะได้ถือโอกาสสนทนาธรรมกับท่านเจ้าอาวาส”

        มีฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ บางทีเมื่อถึงเวลาอาจจะสามารถให้คำแนะนำพวกนางได้ สองแม่ลูกกล่าวขอบคุณแล้วจึงถอยออกไปอย่างสงบ

        ฮูหยินผู้เฒ่าลูบลูกประคำในมือ ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเก็บของทั้งหมดเสร็จนานแล้ว เตรียมอาภรณ์งดงามไปหลายชุด นางตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เมื่อคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้พบรัชทายาทรูปงาม จินตนาการไปถึงรักแรกพบที่พระองค์จะมีต่อตน หลังคัดเลือกนางสนม ก็ได้กลายเป็นพระชายาที่ทุกคนให้ความเคารพ ภาพฝันอันสวยงามเช่นนี้ลบล้างความหดหู่ที่พบเจอในสองวันที่ผ่านมาไปเสียสิ้น

        รอให้นางเป็นพระชายาแล้ว ลูกอนุภรรยาเหล่านี้จะนับเป็นอะไรได้ แก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย นางจะต้องทำให้หลิ่วอวิ๋นซูรู้ถึงความร้ายกาจของตนอย่างแน่นอน

        ทว่าในวันต่อมา ในเขตเรือนฮูหยินผู้เฒ่ามีคนมาแต่เช้า ยามเมื่ออวิ๋นซูรู้ว่าวันนี้ตนเองต้องไปวัดเทียนฝูก็พลันนึกถึงคำพูดของฮูหยินใหญ่เมื่อวานนี้

        เหตุใดคุณชายใหญ่กลับมาแล้ว พวกนางทั้งหมดต้องไปพักที่วัดเทียนฝูหลายวันด้วยเล่า? นี่จะต้องเกี่ยวข้องกันเป็นแน่

        “คุณหนูเจ้าคะ ให้อวี้เอ๋อร์ไปกับคุณหนูเถิดเจ้าค่ะ” วัดเทียนฝูล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสี่ทิศ ข้างกายคุณหนูไม่มีคนดูแล อวี้เอ๋อร์ย่อมไม่อาจวางใจ

        “ไม่ เจ้ากับชุ่ยเอ๋อร์จงอยู่ที่นี่”

        การพาสาวใช้ทั้งสองไปด้วยนั้นเป็นไปไม่ได้ หากในเรือนไผ่ไม่มีคนอยู่ มิใช่ว่าเป็นการเปิดประตูต้อนรับผู้ไม่หวังดีหรอกหรือ? หากทิ้งพวกนางสาวใช้ไว้คนเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ายังมีแม่นมกับสาวใช้ตามไป นี่ก็เพียงพอแล้ว

        “ช่วงที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าต้องดูแลเรือนไผ่ให้ดี” นางมองชุ่ยเอ๋อร์อย่างลึกล้ำปราดหนึ่ง อีกฝ่ายพลันเข้าใจขึ้นมาทันที สาวใช้ทั้งสองพยักหน้าอย่างจริงจัง

        รถม้าเตรียมไว้นานแล้ว เหลยซื่อและหลิ่วอวิ๋นฮว๋าสวมใส่ชุดสุภาพเรียบร้อยรอฮูหยินผู้เฒ่าออกมาจากเรือน ไม่คิดว่ากลับเห็นอวิ๋นซูที่แต่งกายสุภาพงดงามประคองฮูหยินผู้เฒ่าเดินออกมา

        สีหน้าของทั้งสองเปลี่ยนไปโดยพลัน นี่…เหตุใดเป็นเช่นนี้ไปได้ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพาหลิ่วอวิ๋นซูไปด้วย ถึงกับไม่บอกกล่าวพวกนางเชียวหรือ?

        เมื่อพวกนางเดินถึงเบื้องหน้า ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงกวาดตามองสองแม่ลูกอย่างเรียบเฉย “ออกเดินทางได้”

        ไม่มีคำพูดที่เกินความจำเป็น และไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงพาอวิ๋นซูขึ้นรถม้าตรงหน้าไป

        “ท่านแม่ นี่…ท่านย่าหมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ?”

        เหลยซื่อเองก็โมโหจนอดรนทนไม่ไหว หลิ่วอวิ๋นซูผู้นี้ช่างเป็นวิญญาณตามติดที่สลัดไม่หลุดเสียจริง! ช่างเถิด เด็กน้อยจากชนบทผู้หนึ่ง ไม่อาจคุกคามบุตรีของตนได้

        “ขึ้นรถก่อนเถิด ฮูหยินผู้เฒ่าอาจแค่ต้องการมีคนปรนนิบัติข้างกายเท่านั้น”

        ภายในรถม้า อวิ๋นซูกุมมือฮูหยินผู้เฒ่าอย่างระมัดระวัง ไม่พูดจามากความ ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ฮูหยินผู้เฒ่าจึงค่อยเปิดปากกล่าว

        “ยังเป็นซูเอ๋อร์ที่นิสัยดี ไม่เอะอะเสียงดังเหมือนใครบางคน”

        นางกล่าวกระทบกระเทียบผู้ใด อวิ๋นซูทำเป็นฟังไม่เข้าใจ ทว่ายังไม่ลืมที่จะถามไถ่ “ท่านย่าเจ้าคะ วัดเทียนฝูอยู่บนเขา กลางคืนอากาศหนาวเย็น ร่างกายของท่านย่า…”

        “ฮึๆ เด็กคนนี้ช่างรู้ใจย่าเสียจริง ในเมื่อเจ้าเป็นห่วงย่าขนาดนี้ เช่นนั้นหลายวันนี้ก็อยู่ข้างกายย่าทุกวันดีหรือไม่?”

        อวิ๋นซูยิ่งรู้สึกได้ว่าการไปวัดเทียนฝูครานี้ต้องมีเป้าหมายอื่นเป็นแน่ ฮูหยินผู้เฒ่าพานางมาอยู่ข้างกายเพราะป้องกันเรื่องไม่คาดคิด และคงไม่ต้องการให้ตนไปรบกวนเรื่องดีๆ ของหลิ่วอวิ่นฮว๋าอีกด้วย

        “ได้ปรนนิบัติอยู่ข้างกายท่านย่า นับเป็นวาสนาของซูเอ๋อร์แล้วเจ้าค่ะ”

        “เด็กดี” ฮูหยินผู้เฒ่าตบลงที่มืออวิ๋นซูเบาๆ แล้วจึงหลับตาไม่กล่าวสิ่งใดอีก

        อีกด้านหนึ่ง

        “ท่านแม่! เหตุใดท่านย่าต้องการให้นังตัวโชคร้ายตามไปด้วยเจ้าคะ? มีนางอยู่จะต้องมีแต่เรื่องไม่ดีแน่!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอยู่ไม่สุข อารมณ์ที่เดิมทียังดีอยู่ถูกทำลายลงในพริบตาที่เห็นอวิ๋นซู

        “อวิ๋นฮว๋า เจ้าไม่มั่นใจในตนเองหรือประเมินนังเด็กป่าเถื่อนผู้นั้นสูงเกินไป ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือความสามารถ นางเทียบเจ้าได้ที่ไหนกัน? เจ้าต้องสนใจเพียงรัชทายา หากนังเด็กป่าเถื่อนนั่นไม่ประมาณตนตั้งตัวเป็นศัตรูกับลูกจริง แม่ย่อมมีวิธีจัดการ” ปากของเหลยซื่อกล่าวเช่นนี้ ทว่าในใจกลับไม่พอใจต่อการกระทำของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก คิดเสมอว่าผู้หยินผู้เฒ่าราวกับกำลังตักเตือนตนว่าในจวนโหวแห่งนี้คำพูดของนางถือเป็นที่สุด

        แต่ว่าระยะนี้อวิ๋นฮว๋าทำผิด เหลยซื่อเองก็ไม่กล้ากล่าวอะไรให้มากความ ด้วยเกรงว่าจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธมากขึ้นไปอีก “ท่านแม่ส่งจดหมายไปบอกพี่ใหญ่ของเจ้าแล้ว เขาจะเตรียมการให้เจ้ากับรัชทายาทได้พบกัน”

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันปิดปากเงียบ แต่ยังคงกัดริมฝีปากเบาๆ ไม่รู้เพราะเหตุใด ขอเพียงมีหลิ่วอวิ๋นซูอยู่ นางมักจะรู้สึกไม่สบายใจไปทั้งร่าง

        …

        ภายในวัดเทียนฝู

        บนกำแพงมีอักษรธรรมอันเรียบง่ายแขวนอยู่ ภายในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นธูป เสียงนกร้องและเสียงกวาดพื้นวนเวียนอยู่ในหู บนโต๊ะมีกระดานหมากรุกวางอยู่ ชายชราสวมจีวรหมุนลูกประคำในมือ หลับตาทำสมาธิ

        เสียงเคาะเบาๆ ดังแว่วมา ผู้อาวุโสสูดหายใจยาว “เชิญเข้ามา”

        บุรุษรูปงามหล่อเหลาเป็นเอกสวมชุดผ้าหยาบเรียบง่าย ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ตาทั้งสองเปล่งประกายสดใสประดุจดั่งดวงดารา เขานั่งลงเบื้องหน้าผู้อาสุโสอย่างเคารพยิ่ง “ท่านเจ้าอาวาส”

        “เมื่อคืนนี้คุณชายหลับสบายดีหรือไม่?”

        “ด้วยบุญบารมีของไต้ซือ ทำให้หลับลึกยาวนานอย่างที่ไม่ได้เป็นมานานแล้วขอรับ”

        เจ้าอาวาสชรายิ้มน้อยๆ “ความจริงอาตมามีเรื่องต้องการบอกกล่าวกับคุณชาย คืนนี้จวนชางหรงโหวจะมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน ทั้งยังจะพักที่วัดอีกหลายวัน”

        เฟิ่งหลิงมีท่าทีสำรวม “เช่นนั้น ก็ให้พวกเขาเข้าพักที่ห้องทางเหนือ อีกสองวันพวกเราก็ไปแล้วขอรับ”

        เรื่องราวช่างบังเอิญเช่นนี้เชียว เมื่อหลายวันก่อนฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนชางติ้งโหวก็มาไหว้พระที่วัดเทียนฝู พวกเขาพักอยู่ที่ห้องทางใต้ เจ้าอาวาสเข้าใจได้ในทันทีว่าเฟิ่งหลิงไม่ต้องการให้คนของจวนชางหรงโหวทราบ

        “นี่คือพระคัมภีร์ที่คุณชายต้องการ”

        เฟิ่งหลิงรับมาด้วยสองมือ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสขอรับ เฟิ่งหลิงจะคิดถึงอาหารมังสวิรัติที่นี่แน่นอน หากวันหน้ามาโดยไม่บอกกล่าว ขอท่านเจ้าอาวาสอย่าได้ไล่พวกเราออกไปนะขอรับ”

        “คุณชายและอาตมามีโชคชะตาต่อกัน หากคุณชายชื่นชอบ จะมาพักที่วัดนี้บ่อยๆ ก็ย่อมได้”

        “ขอบคุณท่านเจ้าอาวาส” เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืน หยิบหมากขาวขึ้นมาเม็ดหนึ่งแล้ววางลงบนกระดาน จากนั้นจึงถอยออกไปด้วยรอยยิ้ม

        มองเงาร่างนั้นจากไป แล้วหันมามองกระดานหมากรุกบนกระดานอีกครั้ง เจ้าอาวาสราวกับคิดอะไรบางอย่างได้จึงพึมพำกับตนเอง “เหมือน เหมือนจริงๆ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)