0 Views

        เหลยซื่อตกตะลึง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาพิจารณาของฮูหยินผู้เฒ่า

        “ท่านแม่ เมื่อวานเป็นอวิ๋นซูที่ผลักคุณหนูเจ็ดล้ม ไม่นึกว่านางกลับกล้าโกหกออกไปว่าเป็นอิ๋นฮว๋าที่ลงมือเหี้ยมโหด เพราะต้องการให้ผู้คนเข้าใจอวิ๋นฮว๋าผิด ท่านแม่ต้องไม่ฟังความเพียงด้านเดียวนะเจ้าคะ!”

        เหลยซื่อดึงแขนเสื้อของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าทำให้นางพลันได้สติ “ท่านย่าเจ้าคะ อวิ๋นฮว๋าไม่คิดเลยว่าน้องหกจะกล่าวเช่นนี้ ทำให้ข้าเสียใจยิ่งนัก”

        สองแม่ลูกคู่นี้สะอึกสะอื้น ท่าทางราวกับถูกกลั่นแกล้ง

        เนิ่นนานผ่านไป ฮูหยินผู้เฒ่าตบที่วางแขนอย่างรุนแรง “ดูท่า จวนโหวแห่งนี้จะมีเรื่องที่ข้ายังไม่รู้อีกเยอะแยะเลยทีเดียว”

        หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่กำลังก้มหน้าอยู่แย้มยิ้มที่มุมปาก ท่านย่าเกิดโทสะแล้ว นังเด็กสารเลวนั่นโดนดีแน่!

        “อวิ๋นฮว๋า เจ้าบอกว่าเป็นซูเอ๋อร์ที่ใส่ร้ายเจ้าหรือ?”

        “เจ้าค่ะท่านย่า”

        “แต่น้องหกของเจ้ากล่าวกับข้าว่าคุณหนูเจ็ดล้มลงไปเองโดยไม่ทันได้ระวัง เป็นเจ้าที่ใช้ร่างกายปกป้องนางไว้ได้ทัน บอกว่าเจ้าทำเรื่องที่ดี”

        อะไรนะ?! หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตะลึง มองไปยังสตรีผู้มีใบหน้าสงบนิ่งข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าอย่างประหลาดใจ

        “พี่รองขอรับ เหตุใดสิ่งที่ท่านกล่าวจึงไม่เหมือนที่พี่หกกล่าวเลยขอรับ?” คุณชายซียิ้มอย่างไร้เดียงสา ทว่ารอยยิ้มนี้กลับเสียดแทงสายตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ่งนัก

        เหลยซื่อขมวดคิ้ว นางมองไปยังดวงตาอันลึกล้ำราวมหาสมุทรของอวิ๋นซู หัวใจประดุจดั่งถูกแช่แข็ง เหตุใดนังเด็กสารเลวนี่ถึงได้ช่วยอวิ๋นฮว๋าปิดบังความผิด หรือจะบอกว่านางคาดเดาได้นานแล้วว่าตนจะต้องพาอวิ๋นฮว๋ามาหาฮูหยินผู้เฒ่าที่นี่เพื่อร้องขอความเป็นธรรม?

        “อวิ๋นฮว๋า เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้จักเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเหมือนซูเอ๋อร์เสียบ้าง?” คำกล่าวนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าเจือไปด้วยความผิดหวังอย่างไม่คิดปกปิด

        ใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าส่งเสียงดังสนั่น ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงพลันกระจายไปทั่วร่าง

        ยามนี้เอง พ่อบ้านชรารีบร้อนเข้ามารายงาน “ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ คนของจวนชางติ้งโหวมาแล้วขอรับ!”

        เหลยซื่อตกตะลึง หรือว่าชางติ้งโหวจะมาคิดบัญชี?

        เพียงไม่นาน หีบสีแดงใบใหญ่ก็ถูกหามเข้ามา อวิ๋นซูประคองฮูหยินเฒ่าเดินออกไป คนที่ชางติ้งโหวส่งมาเป็นข้ารับใช้ผู้หนึ่ง “ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ ของเหล่านี้เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของคุณหนูเจ็ดของพวกเรา คุณหนูกล่าวว่าต้องการขอบคุณคุณหนูหกที่ช่วยเหลือ อีกทั้งรอยแผลเป็นบนใบหน้าก็จางลงไปมากแล้ว หวังว่าคุณหนูหกจะไปเล่นที่จวนบ่อยๆ ขอรับ”

        ดวงหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ไม่คิดเลยว่าซูเอ๋อร์จะมอบความดีความชอบนี้ให้กับพี่สาวของตน ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ “ขอบคุณคุณหนูเจ็ดมาก ของเหล่านี้…”

        อวิ๋นซูแย้มยิ้มมองไปยังข้ารับใช้ผู้นั้น “ลำบากพี่ชายท่านนี้แล้ว ท่านนำสิ่งของกลับไปเถิด บอกไปว่าสามารถเป็นสหายกับคุณหนูเจ็ดได้ อวิ๋นซูก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะ”

        “ฮ่าๆ คุณหนูขอรับ ท่านอย่าได้บอกปัดเลย คุณหนูเจ็ดของพวกเราไม่มีใครขัดใจได้ ของเหล่านี้ขอคุณหนูโปรดรับไว้ มิฉะนั้นผู้น้อยคงมิอาจกลับไปรายงานได้แน่ขอรับ!”

        “…เช่นนั้น ขอบคุณคุณหนูเจ็ดมากเจ้าค่ะ”

        ฮุหยินผู้เฒ่าส่งสายตา แม่นมข้างๆ จึงพาข้ารับใช้ผู้นั้นเดินออกไป และไม่ลืมส่งเงินให้เล็กน้อยเพื่อเป็นสินน้ำใจ

        เหลยซื่อมองหีบสีแดงใบใหญ่นั้น แล้วจ้องมองอวิ๋นซูด้วยสายตาเย็นยะเยือก ทว่ากลับไปสบเข้ากับสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าโดยไม่ตั้งใจ

        “จิ่นฮว๋า เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าซูเอ๋อร์ผลักคุณหนูเจ็ดล้ม? เช่นนั้นของเหล่านี้คุณหนูเจ็ดส่งมาขอบคุณผู้ที่ผลักนางหรือ?”

        “…ท่านแม่…”

        “อวิ๋นฮว๋า เจ้ากลับห้องไปหันหน้าเข้ากำแพงพิจารณาตัวเองสักสามวันเถิด หากไม่มีคำสั่งข้า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดส่งอาหารให้คุณหนูรอง ได้ยินแล้วหรือไม่!?”

        อะไรนะ?! หันหน้าเข้ากำแพงพิจารณาตัวเองอยู่ในห้องสามวัน อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ นางจะทนไหวได้อย่างไร?! ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันซีดเซียวลงในพริบตา

        “จิ่นฮว๋า หากเปิดปากร้องขอความเป็นธรรมอีก เจ้าก็ไปด้วยกันเสีย”

        เหลยซื่อหุบปากอย่างเชื่อฟัง เพียงแต่หีบใบใหญ่นี้…ต้องทิ้งไว้ให้นังเด็กสารเลวนั่นจริงๆ หรือ ข้างในอาจจะมีของล้ำค่าอะไรอยู่ก็เป็นได้

        “พี่หกขอรับ คราวนี้พวกเราร่ำรวยกันแล้ว!” คุณชายซีกล่าวอย่างไม่ประสีประสา คำพูดนี้ทำให้อวิ๋นซูและฮูหยินผู้ฒ่าหัวเราะออกมา

        “เฉิงซีเอ๋ย เหตุใดจึงร่ำรวยเล่า?”

        “ท่านย่าขอรับ เรือนของพี่หกโทรมมากเหลือเกิน ทั้งอึมครึมน่ากลัว ในหีบใบนั้นจะต้องเป็นของมีค่ามากมาย นำไปซื้อเรือนดีๆ สักเรือนได้พอดีมิใช่หรือขอรับ?”

        ฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก นางไตร่ตรองคำพูดของคุณชายซีอยู่ครู่หนึ่ง “อืม เฉิงซีกล่าวได้ถูกต้อง เด็กๆ!”

        “เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า”

        “ไปเก็บกวาดเรือนไผ่เสียหน่อย วันนี้คุณหนูหกจะย้ายเข้าไปอยู่”

        เรือนไผ่? นั่นเป็นเรือนหลังงามซึ่งชางหรงโหวเอาไว้ให้แขกพักมิใช่หรือ!

        “เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า”

        “ดีเหลือเกินขอรับพี่หก ของพวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปขายแล้ว!” คุณชายซียิ้มย่างเบิกบานยิ่งนัก ในใจของอวิ๋นซูพลันรู้สึกอบอุ่น เด็กคนนี้ฉลาดเฉลียว คำพูดเหล่านี้แม้ฟังดูไม่ตั้งใจ แต่นางรู้ดีว่าคำพูดของคุณชายซีได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้หยินผู้เฒ่าเรียบร้อยแล้ว

        กระทั่งเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งยังมองสถานการณ์ในจวนโหวของนางออก เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจำเป็นจะต้องรีบเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าตอนนี้คุณหนูหกได้รับความโปรดปราน มิอาจให้ผู้ใดมาประณามได้

        …

        “เฉิงซี คำพูดของเจ้าเมื่อครู่นี้จะกล้าหาญเกินไปแล้ว!” อวิ๋นซูลูบจมูกของหลิ่วเฉิงซีเบาๆ อีกฝ่ายสูดลมหายใจอย่างดื้อรั้น “ที่ไหนกันเล่าขอรับ ข้าพูดความจริง ก็เรือนพี่หกมันโทรมจริงๆ นี่นา”

        “…” มือเล็กๆ จับแขนเสื้อของนางแน่น ในใจของอวิ๋นซูปรากฏความรวดร้าวขึ้นหลายส่วน สายตาที่มองไปยังเฉิงซีอ่อนโยนยิ่งขึ้น “ขอบคุณอาสะใภ้รองแทนข้าด้วย เครื่องปรุงยาที่นางมอบให้ข้าเหล่านั้นมีประโยชน์มาก”

        ก่อนหน้านี้ทรัพย์สินของอวิ๋นซูมีเพียงเครื่องประดับไม่มีค่าไม่กี่ชิ้นและเศษเงินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง หากนางต้องการปรุงยาด้วยตนเอง กำลังทรัพย์แค่นั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะซื้ออุปกรณ์ปรุงยา เป็นอาสะใภ้รองที่สั่งให้คนส่งมาให้อย่างลับๆ นางจึงสามารถทำการค้าที่ร้านยาได้

        “คุณชายซีขอรับ ฮูหยินเรียกให้ท่านกลับไปขอรับ”

        ในยามนี้ข้ารับใช้บ้านรองเดินเข้ามา ปากเล็กๆ ของเฉิงซีกระดกขึ้น บ่นพึมพำออกมาหนึ่งประโยค “ยังเล่นไม่พอเลย”

        “ไปเถอะ อย่าให้อาสะใภ้รองต้องเป็นกังวล เข้าใจหรือไม่”

        “…ขอรับ!”

        เฉิงซีพยักหน้าแรงๆ จนบ่าวรับใช้อดแปลกใจไม่ได้ คุณชายซีกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน กระทั่งฮูหยินบ้านรองก็ยังคุมไม่ได้ คุณหนูหกท่านนี้ร้ายกาจเสียจริง

        ความจริงแล้ว สิ่งที่บ่าวรับใช้ไม่ทราบก็คือ หลังจากที่อวิ๋นซูขับไล่สุนัขป่าดุร้ายตัวนั้นด้วยตัวคนเดียว ในใจของเฉิงซีพลันรู้สึกว่า จะดูเบาญาติผู้พี่คนนี้ของเขาไม่ได้โดยเด็ดขาด

        เมื่อกลับมาถึงห้อง อวี้เอ๋อร์และชุ่ยเอ๋อร์ต่างก็วนเวียนอยู่ข้างๆ หีบสีแดงใบใหญ่ใบนั้นอย่างกระตือรือร้น อวิ๋นซูยังไม่กลับมา พวกนางก็ไม่กล้าเปิดดู

        “คุณหนูเจ้าคะ ในหีบใบนี้มีของล้ำค่าอะไรอยู่หรือเจ้าคะ? ของจากคุณหนูเจ็ดจวนชางติ้งโหวจะต้องมีค่ามากแน่เจ้าค่ะ”

        อวิ๋นซูยิ้มน้อยๆ อวี้เอ๋อร์เปิดหีบออกอย่างอดรนทนไม่ไหว ทว่าสิ่งที่ปรากฏสู่สายตากลับเป็นผ้าอันล้ำค่าสวยงามเรียบง่ายพับแล้วพับเล่า

        “…” เป็นผ้านี่เอง คิดว่าเป็นของล้ำค่าเสียอีก ดวงตาของอวี้เอ๋อร์และชุ่ยเอ๋อร์ฉายแววผิดหวัง ไม่คิดว่าหีบลึกขนาดนี้จะบรรจุผ้ามาแค่ไม่กี่พับ ชุ่ยเอ๋อร์ไม่สนใจผ้า จึงแยกตัวออกไปทำงานอื่น

        มือของอวิ๋นซูลูบผ้ามันวาวก่อนจะหยุดมือแล้วกดลงไป พลันมีก้อนทองโผล่ออกมา!

        “เอ๊ะ คุณหนูเจ้าคะ!”

        อวี้เอ๋อร์ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หยิบผ้าด้านบนออกมา ที่แท้ด้านในสุดของหีบก็มีก้อนทองปูอยู่หนึ่งชั้นเต็มๆ!

        คุณหนูเจ็ดถึงกับส่งทองมาให้ คิดอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย อวิ๋นซูรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูจะเกี่ยวข้องกับห่อยาในมือของคุณชายสี่


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “แพทย์หญิงหมื่นพิษ” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5212

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)