0 Views

        เสียงร้องอันเจ็บปวด และหยาดเลือดสีแดงเข้มที่ไหลรินออกจากศีรษะของชายหน้าดำที่ดิ้นทุรนทุรายร้องลั่นบนพื้นรถไฟ ทำให้ทุกคนโดยรอบต้องหันไปมอง พวกเขาเห็นเพียงแค่เด็กสาวที่สวมเสื้อแดงตัวใหญ่ กางเกงขายาวสีดำเก่าๆ และผมยาวที่ถูกมัดรวบเป็นทรงหางม้า ดวงตาของเธอที่จ้องมองพวกมนุษย์ภูเขานั้นเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวแบบเด็กๆ

        หยางเฉินเห็นเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ก็หันไปหาโม่เชี่ยนนี ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย?

        แต่ปฏิกิริยาของโม่เชี่ยนนีก็บ่งบอกได้ว่าเธอเองก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนนี้คือใคร

        กลุ่มชายฉรรจ์เริ่มรู้สึกตัว ชายหน้าดำลุกขึ้นจากพื้นรถไฟพร้อมคำรามลั่นด้วยความโกรธ มันจับเด็กสาวกดลงไปกับพื้นแล้วง้างหมัดเตรียมปลดปล่อยพลังที่ซุกซ่อนไว้!

        “ไอ้เด็กเวร!”

        “กล้าทำข้าเลือดไหลงั้นเรอะ ข้าจะหักคอแกซะ!”

        “จัดการมันเลยลูกพี่!”

        ชายฉกรรจ์หลายคนลืมเลือนโม่เชี่ยนนีไปชั่วขณะ พวกมันทั้งหมดต่างโกรธแค้นและพุ่งเข้าหาเด็กสาวอย่างพร้อมเพรียง

        เด็กสาวกรีดร้องออกมาในขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังเอื้อมมือมานั่นเอง ทันใดนั้นเธอก็อ้าปากกัดเข้าที่แขนของชายคนนั้นอย่างแรง!

        เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายบนรถไฟขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเพียงแรงกระพือปีกของผีเสื้อย่อมไม่สามารถทำให้เกิดพายุได้ การดิ้นรนของเธอจึงจบลงด้วยเวลาอันสั้น เธอถูกจับล็อกไว้โดยชายสองคน ถึงมือข้างหนึ่งของเธอคว้าผมของชายคนหนึ่งเอาไว้ได้แต่มันก็ไร้ประโยชน์

        ชายหน้าดำคำรามเสียงดังว่า

        “ยัยแก่นั่นไม่เคยสั่งสอนลูกสาวเลยใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นพวกข้าจะช่วยสั่งสอนให้เอง!”

        ถึงแม้เด็กสาวจะถูกจับตัวไว้ แต่ดวงตาคู่งามของเธอกลับจ้องมองชายฉกรรจ์ด้วยสายตาแดงก่ำ คล้ายต้องการกินเลือดกินเนื้อของพวกมันให้ได้

        เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เข้ามาช่วยกลับเสียท่า โม่เชี่ยนนีจึงรู้สึกกังวลอย่างยิ่งและต้องการให้หยางเฉินลงมือได้แล้ว ในขณะที่เธอกำลังเคลื่อนไหวนั้น หยางเฉินก็เคลื่อนกายมาถึงเบื้องหลังของกลุ่มชายภูเขาโดยที่พวกมันไม่รู้ตัวเสียแล้ว เขาผลักชายสองคนไปห่างๆ พลางกล่าวว่า

        “หลีกทางหน่อย”

        “อย่ามายุ่ง เดี๋ยวแกจะเป็นรายต่อไป!” ชายคนนั้นตะโกน

        หยางเฉินขมวดคิ้ว เขาจับหัวชายทั้งสองโขกกันเสียงดังโพละ

        นั่นทำให้ชายอีกสี่คนที่เหลืออยู่ รวมทั้งชายหน้าดำตระหนักแล้วว่าสถานการณ์เริ่มไม่ถูกต้อง พวกมันปล่อยเด็กสาวและหยิบไม้ไผ่ที่เด็กสาวใช้ฟาดหัวพวกตนขึ้นมา พร้อมเดินตรงไปหาหยางเฉินอย่างท้าทาย!

        บรรยากาศภายในรถไฟขณะนี้น่าหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง ผู้โดยสารบนรถไฟต่างปิดปากเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจออกมา

        หยางเฉินใช้ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นรับไม้ไผ่ที่หวดลงมาอย่างรุนแรง ก่อเกิดปฏิกิริยาสะท้อนทำให้ไม้นั่นหักออกเป็นสองท่อน!

        โดยไม่รอให้คนพวกนั้นตั้งตัว หยางเฉินบรรจงฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของมันจนกระเด็นเลือดกบปากนอนแน่นิ่งไป

        ส่วนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดขีด พวกมันต่างถอยไปด้านหลังทิ้งชายหน้าดำให้เผชิญหน้ากับหยางเฉินตัวต่อตัว

        หยางเฉินก้าวเดินช้าๆ ไปข้างหน้าและเปิดประตูรถไฟออก

        รถไฟรุ่นเก่าแบบนี้แล่นอยู่บนรางด้วยความเร็วที่อืดอาดเป็นอย่างมาก เมื่อประตูถูกเปิดออกเสียงของสายลมดังหวีดหวิว ผสมกับเสียงของล้อรถไฟที่สั่นไปมานั้นให้ความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย

        หยางเฉินชี้ไปที่ประตูพร้อมกล่าวขึ้นว่า

        “จะกระโดดลงไปเองหรือจะให้ฉันโยนแกลงไป?”

        ชายหน้าดำได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีดขึ้นมาทันที

        “พี่… พี่ชาย… พี่ชายผมผิดไป…”

        ไม่รอให้หน้าดำได้มีโอกาสพูดจนจบประโยค หยางเฉินก็ถีบก้นของมันตกรถไฟหายลับไปในที่สุด!

        จากนั้นหันไปกล่าวกับชายคนที่เหลือ

        “ดูเหมือนว่าพวกแกจะไม่มีแรงกระโดดกันแล้วสินะ”

        แต่ไม่ต้องรอให้หยางเฉินเคลื่อนไหวให้เสียเวลา ทุกคนต่างตะโกนว่า “ไม่” และรีบกระโดดลงรถไฟไปอย่างรวดเร็ว!

        ส่วนคนที่สลบอยู่นั้นหยางเฉินก็ไม่ยกเว้น เขาจัดการลากคอพวกมันออกจากรถไฟไปทั้งหมด จากนั้นจึงปิดประตูลงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

        ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขารับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของหยางเฉินจนไม่มีใครกล้าสบตากับเขาได้อีก

        โม่เชี่ยนนีพาเด็กสาวมานั่งข้างๆ อยู่นานแล้ว เธอเอากระดาษทิชชู่เช็ดน้ำตาและคราบสกปรกบนใบหน้าออกจนหมด เมื่อเด็กน้อยเห็นหยางเฉินเดินกลับมา เธอกลับหวาดกลัวหยางเฉินและขยับเข้าไปใกล้โม่เชี่ยนนีมากยิ่งขึ้น

        “หยางเฉิน ช่วยหยิบไส้กรอกข้าวในกระเป๋าให้เย่เอ๋อหน่อย” โม่เชี่ยนนีสั่ง

        “เด็กคนนี้ชื่อเย่เอ๋องั้นหรือ สนิทกันเร็วดีนะ”

        “เธอชื่อเย่จื่อ” โม่เชี่ยนนีสัมผัสเส้นผมหางม้าของเย่จื่ออย่างอ่อนโยน เด็กสาวคนนี้กล้าหาญที่จะช่วยถึงแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน นั่นทำให้โม่เชี่ยนนีประทับใจในตัวเธอเป็นอย่างมาก

        หยางเฉินหยิบอาหารในกระเป๋าสัมภาระออกมาวางไว้บนโต๊ะ โม่เชี่ยนนีรีบหยิบมันให้เย่จื่อทานทันที ในตอนแรกเธอปฏิเสธที่จะกิน แต่เมื่อถูกโม่เชี่ยนนีคะยั้นคะยอมากเข้า เธอจึงอ้าปากเล็กๆ กัดไส้กรอกข้าวกินอย่างช่วยไม่ได้

        โม่เชี่ยนนีถอนหายใจ พลางเอากระดาษทิชชู่เช็ดรอยเปื้อนที่มุมปากของเด็กสาวอย่างแผ่วเบาพร้อมกล่าวว่า

        “ยังหิวอยู่มั้ย อยากกินอีกหรือเปล่า?”

        เย่จื่อส่ายหัว และพูดขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กทว่าชัดถ้อยชัดคำ

        “หนูอิ่มแล้วค่ะ ขอขอบคุณพี่ชายพี่สาวมากเลยนะคะ”

        “ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก เธอช่วยพวกเราไว้ ไหนลองบอกมาซิ ว่าเธออยากกินอะไรอีก” โม่เชี่ยนนีกล่าว เธอตั้งใจจะพาเด็กสาวไปทานอาหารที่อื่นต่อ

        แต่เด็กสาวกลับหยุดการกระทำของโม่เชี่ยนนีเอาไว้อย่างรวดเร็ว

        “ไม่แล้วค่ะ ถ้าแม่ของหนูรู้เข้าหนูต้องโดนตีแน่ๆ”

        “เธอเป็นเด็กดี ใครเขาจะกล้าตีเธอกัน อ้า โชคดีที่พวกคนเลวพวกนั้นลงจากรถไฟไปหมดแล้ว” โม่เชี่ยนนีกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

        “พี่ชายแข็งแรงจังเลย หนูไม่เคยเห็นใครในหมู่บ้านเก่งเท่าพี่มาก่อน”

        หยางเฉินเผยรอยยิ้มภูมิใจออกมา ก่อนหน้านี้เด็กสาวยังกลัวเขาอยู่เลย

        “เย่เอ๋อ เธอกำลังจะกลับบ้านงั้นหรือ?” หยางเฉินรู้สึกดีกับเด็กสาวคนนี้ ซึ่งมีบรรยากาศรอบตัวคล้ายกับเฉินหรงในครั้งที่เพิ่งเข้าเมืองมาใหม่ๆ

        เย่จื่อพยักหน้าและกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

        “ใช่ค่ะ หมู่บ้านของหนูอยู่ในตำบลคุนหมิง แล้วพี่ชายกับพี่สาวกำลังจะไปเที่ยวกันเหรอคะ?”

        “ตำบลคุนหมิง!” โม่เชี่ยนนีตาสว่างขึ้นมาทันทีหลังจากรู้ปลายทางที่เด็กสาวต้องการไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เย่เอ๋อ เธอเป็นเด็กจากตำบลคุนหมิงอย่างนั้นเหรอ!”

        เย่จื่อได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจ จึงรีบถามขึ้นทันทีว่า

        “หรือว่าพี่สาวก็เป็นคนในตำบลคุนหมิงเหมือนกันเหรอคะ?”

        “ใช่ อ้า ฉันเคยอยู่ที่นั่นตอนเด็ก แต่ต่อมาก็ย้ายไปเรียนที่จงไห่และไม่กลับมาที่นี่เป็นสิบปีแล้ว” โม่เชี่ยนนีกล่าวขึ้นอย่างมีความสุข

        “พี่สาวอยู่หมู่บ้านไหนเหรอคะ? หนูอยู่หมู่บ้านหนาน”

        โม่เชี่ยนนีกล่าวด้วยความเสียใจเล็กน้อย

        “ตอนแรกฉันอยู่หมู่บ้านเป่ย เดาว่าเธอคงไม่รู้มาก่อน ฉันออกจากบ้านตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนี้หมู่บ้านของพวกเราสามารถไปมาหาสู่กันได้ง่ายมากขึ้น เมื่อเรากลับถึงบ้านเราก็จะได้เจอกันอีกครั้ง”

        ทั้งสองสาวกลับกลายเป็นเหมือนคนคุ้นเคยกัน และพูดคุยกันอย่างถูกคอ

        หยางเฉินเห็นโม่เชี่ยนนีพูดคุยอย่างมีความสุขก็รู้สึกค่อนข้างพอใจอย่างมาก

        ทั้งสองพูดคุยกันนานกว่าหนึ่งชั่วโมง และได้รู้ว่าเย่จื่อนั้นช่วยครอบครัวขนสินค้าพื้นเมืองบนภูเขามาขายในเมืองตอนปิดเทอม ตอนนี้คำว่าพี่หยางและพี่โม่กลายเป็นคำพูดติดปากของเด็กสาวไปเสียแล้ว

        เด็กสาวพูดจ้อไม่หยุดจนเสียงแหบเล็กน้อย โม่เชี่ยนนีจึงนำขวดน้ำแร่มาให้เธอดื่มพลางถามขึ้นว่า

        “เย่เอ๋อ เธอช่างกล้าหาญมากจริงๆ เธอใช้ไม้ฟาดคนพวกนั้นซะอยู่หมัด คุณแม่เป็นคนสอนเธออย่างนั้นหรือ?”

        ทันใดนั้นเองเด็กสาวก็เผยสีหน้าอันเจ็บปวดออกมา

        “หนู… หนูไม่สามารถทนเห็นหน้าคนพวกนั้นได้… หนูเกลียดพวกเขา เกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตาย…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม