0 Views

        สถานที่ที่หลิวหมิงอวี้เอ่ยถึง คือร้านอาหารที่หยางเฉินได้พบกับครอบครัวของหลี่จิงจิง กับเจี่ยงซั่วนั่นเอง

        หลังจากโทรบอกป้าหวังแล้ว หยางเฉินก็พาหลิวหมิงอวี้ไปร้านอาหารทันที

        ทั้งสองเลือกที่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน และสนทนาเรื่องทั่วไปด้วยความเป็นกันเอง

        ทว่าอยู่ดีๆ หลิวหมิงอวี้ก็ลุกขึ้นโดยฉับพลัน สายตาจ้องมองไปยังทางเข้าโรงแรม

        “มีอะไรเหรอครับ?” หยางเฉินหันหลังมองตามทิศทางที่หลิวหมิงอวี้ทอดสายตาออกไป

        เมื่อหันหลับกลับไปดู หยางเฉินก็เห็นหญิงสาวที่เคยเจอเมื่อครั้งที่เขามาทานอาหารกับหลิวหมิงอวี้ในครั้งแรก หญิงสาวจากบริษัทคู่แข่งที่เขาล้อเลียนว่าเหมือนดาราเอวี มัตสึชิม่า หรือชื่อจริงว่าหวังเยว่นั่นเอง

        หวังเยว่ในตอนนี้ไม่ได้สวมชุดทำงานอีกต่อไป แต่สวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน รองเท้าส้นสูงสีขาว และบนใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นเธอดูมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่

        เวลานี้เธอไม่ได้มีสองหนุ่มบริวารอยู่ข้างกายเหมือนที่ผ่านมา แต่ข้างกายเธอเวลานี้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง

        ชายร่างใหญ่สวมชุดสูทอาร์มานี่สีอ่อน คล้ายเป็นคนร่ำรวยผู้หนึ่ง ซึ่งรูปร่างหน้าตาของทั้งสองนั้นดึงดูดสายตาของทุกคนในร้านอาหารได้เป็นจำนวนมาก

        หยางเฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลิวหมิงอวี้ถึงมีท่าทางตื่นตระหนกเช่นนี้ เพราะจากการพบกันคราวก่อนหญิงสาวสามารถต่อปากต่อคำกับหวังเยว่ได้อย่างเผ็ดร้อนและใจเย็น

        หลิวหมิงอวี้เดินไปหาหวังเยว่ในทันที ไม่นานนักทั้งสองก็เผชิญหน้ากัน และอยู่ห่างกันเพียงสองก้าวเท่านั้น

        ทันทีที่ชายหนุ่มร่างใหญ่เห็นหลิวหมิงอวี้ สายตาของเขาพลันปรากฏแววประหลาดใจ จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมเผยรอยยิ้มออกมา

        หวังเยว่เห็นหลิวหมิงอวี้คล้ายเป็นศัตรูกันแต่ชาติปางก่อน

        “ตายยากจริงๆ เลยนะคะ คุณหัวหน้าแผนกหลิว “

        หลิวหมิงอวี้ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป ขอบตาของเธอแดงก่ำ และเริ่มมีน้ำตาเอ่อล้นออกมา ในขณะที่มองไปยังชายร่างใหญ่ข้างหวังเยว่

        หวังเยว่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ เธอมองไปที่ชายคนรักอย่างภูมิใจ และหัวเราะขึ้นว่า

        “ดูเหมือนหัวหน้าแผนกหลิวจะสนใจในตัวแฟนของฉันนะเคอะ เขาหล่อใช่มั้ยล่ะ? ทำงานมาหลายปีแต่ยังหาแฟนไม่ได้… อา… ช่างน่าสงสารจริงๆ”

        หลิวหมิงอวี้ไม่สนใจคำพูดของหวังเยว่ เธอหันไปยังชายร่างใหญ่พร้อมเอ่ยขึ้นว่า

        “ฉีไค่ กลับมาเมื่อไหร่เหรอ?”

        ชายที่ชื่อฉีไค่ยิ้มออกมาพลางกล่าวว่า

        “อันที่จริงผมถูดปลดประจําการทหารเมื่อปีที่แล้ว และผมก็ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัท ก่อนจะมายังเมืองจงไห่เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการเมื่อสองเดือนที่แล้วนี้เอง”

        “ปีที่แล้ว…” หลิวหมิงอวี้ส่ายหัวเล็กน้อย

        “แล้วทำไมถึงไม่บอกฉัน?”

        “คุณจะรู้ไปทำไม?” ฉีไค่พบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่ง เขาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเราอาจจะดี แต่ผมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องบอกคุณทุกเรื่อง”

        เมื่อหวังเยว่เห็นฉีไค่และหลิวหมิงอวี้รู้จักกันมาก่อน เธอก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจว่า

        “คุณไปคุยกับนางจิ้งจอกนี่ทำไม อยากจะระลึกความหลังหรือยังไงกัน!”

        ฉีไค่ใช้มือจับคางของหวังเยว่ให้เชิดขึ้นมาเล็กน้อย

        “จิ้งจอก? คุณนั่นแหละจิ้งจอก เธอเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผมเอง”

        หลิวหมิงอวี้กัดริมฝีปากบาง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อยออกมา

        “เพื่อนเก่างั้นเหรอ บนสถานีรถไฟในตอนนั้น ใครกันที่เป็นคนบอกให้ฉันรอ… ฉีไค่… คุณให้ฉันผิดหวังในตัวคุณจริงๆ…”

        ในที่สุดหยางเฉินก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลิวหมิงอวี้ถึงยังคงรอคอยฉีไค่ ผู้ที่ตอนนี้กำลังเล่นตลกกับความรู้สึกของหลิวหมิงอวี้อยู่!

        ฉีไค่ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า

        “หลิวหมิงอวี้ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยพวกเรายังเป็นหนุ่มสาวที่ไร้เดียงสา ผมไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจนถึงตอนนี้เธอยังจะทำตามสัญญาที่พวกเราตกลงกันไว้ สาวสวยมีคนรักสามถึงสี่คนล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่าโกหกผมเลย มันไม่มีประโยชน์หรอก”

        หลิวหมิงอวี้หน้าแดงก่ำด้วยอารมณ์โกรธ เธอกัดฟันพร้อมกล่าวว่า

        “คุณ!!… คุณมันไร้ยางอายสิ้นดี”

        ฉีไค่ก็เดือดดาลขึ้นมาเช่นกัน

        “หลิวหมิงอวี้ ถึงแม้ว่าเราจะเคยสนิทสนมกันมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะพูดจายังไงก็ได้ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเธอแทบไม่ให้ฉันได้แตะต้องตัวเธอ แม้แต่จูบกันยังไม่เคย ทำได้มากที่สุดคือจับมือเท่านั้น แล้วเธอยังจะให้ฉันรอตั้งหลายปีเพื่อมาแต่งงานกับเธออีกน่ะหรือ? มันจะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือไง!?”

        “ว้าวว” หวังเยว่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เธอกล่าวเหน็บแนมหลิวหมิงอวี้ต่อทันที

        “แค่ให้ฉีไค่ของฉันจับมือ แล้วยังจะให้เขากลับมารักเธออีกน่ะหรือหลิวหมิงอวี้ เธอมันไร้ยางอายมากเกินไปแล้ว! เธอเป็นได้แค่คนรักเก่าเท่านั้นแหละ ออกไปซะ!”

        หลิวหมิงอวี้หัวเราะในลำคอ “ฉีไค่ นอกจากคุณจะตาบอดแล้ว ดูเหมือนคุณสายตาไม่ดีเอามากๆ ถึงขนาดได้เจ๊หวังเยว่ ขย่มหมื่นตอ มาเป็นแฟน!”

        “หลิวหมิงอวี้!! ไหนพูดอีกทีซิ ใครกันขย่มหมื่นตอ!?” หวังเยว่ตะโกนอย่างโกรธเคือง

        ฉีไค่รีบหยุดหวังเยว่ แล้วกล่าวว่า

        “ดูสิที่รัก เธอเองก็นำคนรักมาด้วยเหมือนกัน” ฉีไค่กล่าวพลางชี้ไปที่หยางเฉินที่นั่งอยู่เงียบๆ

        “หลิวหมิงอวี้ ผมคิดว่าคุณคงยังไม่ได้จัดการกับหนุ่มของคุณคนนั้นใช่มั้ย ได้ยินว่าคุณกลายเป็นหัวหน้าแผนกแล้ว กว่าจะมาถึงขั้นนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายใช่มั้ยล่ะ ผมแนะนำว่าต่อไปคุณควรลดเรื่องนั้นลงบ้าง ไม่อย่างนั้นคุณจะป่วยไข้เอาได้ ผมไม่ได้มีเงินให้คุณแล้ว เพราะบริษัทของผมตอนนี้ก็ลำบากเหมือนกัน คุณควรดูแลตัวเองให้มากขึ้น นี่เป็นคำแนะนำให้ฐานะเพื่อนเก่า”

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” หวังเยว่หัวเราะเย้ยหยันอย่างเต็มเสียง

        “ที่รัก คุณพูดได้ดีจริงๆ!”

        จากนั้นหวังเยว่ก็กระโดดจูบปากของฉีไค่ และแสดงสีหน้าลุ่มหลงออกมา

        ฉีไค่มองหยางเฉินและหลิวหมิงอวี้ พร้อมยิ้มมุมปากกล่าวว่า

        “ผมจะมาลงหลักปักฐานที่นี่ และขอบอกคุณไว้เลยว่าสัญญาที่พวกเรามีต่อกันนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคุณเอง แล้วก็อย่าตำหนิผมที่หยาบคายกับคุณไปสักหน่อย”

        จากนั้นเขาก็ใช้สายตาเตือนหลิวหมิงอวี้ และเตรียมตัวพาหวังเยว่จากไปทันที

        “เดี๋ยวก่อน” หยางเฉินส่งเสียงขัดฉีไค่ทั้งที่ยังนั่งอยู่กับที่

        ฉีไค่หันไปรอบๆ พร้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยัน

        “มีอะไร ทนไม่ได้งั้นหรือไง?”

        หยางเฉินชำเลืองมองหลิวหมิงอวี้เล็กน้อย พลางถอนหายใจออกมา เขาหันมากล่าวกับฉีไค่ว่า

        “อย่าหาว่าผมไปยุ่งกับเรื่องของคุณกับพี่หมิงอวี้เลยนะ แต่พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน และถ้าคุณจะพูดอะไร คุณก็ไม่ควรมาลงที่ผม เอาล่ะตอนนี้ก็ขอโทษพี่หมิงอวี้ได้แล้ว”

        “ขอโทษงั้นเหรอ?” ฉีไค่ทำเหมือนกำลังฟังเรื่องตลกอยู่ แล้วกล่าวว่า

        “ไอ้หนุ่ม นายควรจะรู้ไว้นะว่า ฉันเคยอยู่ในกองมาก่อน”

        “หืม?”

        “กองกำลังพิเศษซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจับกุมอาชญากร แน่นอนว่าฉันฆ่าคนมามาก” ฉีไค่กล่าว

        หยางเฉินส่ายหัว “แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วย ผมบอกให้คุณพูดขอโทษออกมา”

        “ขอโทษ? ทำไมต้องขอโทษ?! แล้วถ้าฉันไม่ขอโทษ นายจะทำยังไง?”

        “รีบพูดมาเถอะ ผมไม่ต้องการให้มันวุ่นวายไปมากกว่านี้ เดี๋ยวมันจะรบกวนแขกที่มากินอาหารที่นี่” หยางเฉินกล่าวพลางมองไปรอบๆ

        ฉีไค่หัวเราะอย่างเย็นชากล่าวว่า

        “คำพูดของแกนี่ฟังไม่ลื่นหูจริงๆ! รีบขอโทษข้าซะตอนนี้ดีกว่าก่อนที่…”

        ฉีไค่ยังไม่ทันพูดจบ หยางเฉินก็เคลื่อนไหวเสียแล้ว ด้วยควาวเร็วราวกับเห็นภาพเบลอ

        ฉีไค่เพียงรู้สึกว่าในร่างกายถูกกระแทกลอยละลิ่ว ไปด้านหลังทันที!

        “โครม!”

        ร่างอันใหญ่โตของฉีไค่ลอยเป็นเส้นโค้งจากนั้นไปตกอยู่บนโต๊ะของแขกที่กำลังทานอาหารด้านหลัง!

        โต๊ะอันแข็งแกร่งหักออกเป็นสองส่วนทันที อาหารเครื่องดื่มที่อยู่บนโต๊ะหกใส่ชุดสูทอาร์มานี่แสนแพง!

        แขกที่อยู่ในร้านต่างกรีดร้องออกมา ผู้คนจำนวนมากรีบหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วและรอดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

        ทางด้านหลิวหมิงอวี้ และหวังเยว่ ได้แต่ยืนนิ่งตาข้าง พวกเธอไม่คิดว่าฉีไค่ที่กำลังพูดอยู่เมื่อครู่จะถูกหยางเฉินจัดการในพริบตา!

        หยางเฉินก้าวไปข้างหน้า เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนอกที่เต็มไปด้วยเศษอาหารของฉีไค่

        “ฉันบอกแล้วให้นายพูดขอโทษ ฉันวางแผนที่จะรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยแท้ๆ แต่นายกลับไม่รู้สึกเสียใจ แถมยังบอกว่าเป็นกองกำลังพิเศษอีก!? ฉันเกลียดการถูกข่มขู่ที่สุด!”

        หยางเฉินกล่าวเสร็จก็เอาเท้าขยี้ลงบนอกของฉีไค่อีกเล็กน้อย…

        “อั่ก…”

        โลหิตสีแดงพุ่งทะลักออกมาจากปากของฉีไค่ ย้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวจนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน!

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม