0 Views

        “พ่อ… พ่อมาได้ยังไง…” หลี่จิงจิงอุทานเสียงค่อย

        สิ้นเสียงของหลี่จิงจิง ลุงหลี่ที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าบันไดก็หันมามองลูกสาวของเขา พลางเก็บซากบุหรี่ลงกระเป๋าเงียบๆ

        “เพราะว่าไม่ไว้ใจก็เลยมาดูนี่ไงล่ะ” ลุงหลี่ยิ้มให้หลี่จิงจิง พลางเหลือบมองไปที่หยางเฉินพร้อมกล่าวว่า

        “หยางน้อย อ่า ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

        หยางเฉินเห็นลุงหลี่มีท่าทางที่ไม่ค่อยสบายใจ ก็เข้าใจได้ในทันที เขายิ้มและกล่าวว่า

        “ใช่ครับ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่าง เลยไม่ได้ไปเจอลุงที่ตลาดเลย”

        ลุงหลี่พยักหน้า สายตาจ้องมองออกไปอย่างลังเลอยู่ระหว่างหลี่จิงจิงและหยางเฉิน “แล้ว… เธอสองคนไปไหนกันมาล่ะ?”

        “พ่อ พี่หยางพาฉันไปซื้อชุดเฟอร์นิเจอร์น่ะค่ะ” หลี่จิงจิงอธิบาย

        ลุงหลี่ถอนหายใจ

        “จิงจิง พ่อไม่ได้ว่าอะไรลูกหรอกนะ แต่วันนี้แม่ของลูกอารมณ์ไม่ดีมากๆ ถ้าลูกจะย้ายออกจากบ้านก็ไม่มีปัญหา แต่ลูกจะแกล้งทำเป็นปล่อยผ่านคำพูดของแม่ไม่ได้ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ”

        หลี่จิงจิงก้มหน้าลง ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

        หยางเฉินรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นอันที่จริงกำลังพูดถึงเขา แต่เขาก็ไม่อาจทำอย่างไรกับเรื่องนี้ได้

        “หยางน้อย อย่าถือสาที่ข้าพูดมากเลยนะ จิงจิงยังเป็นเด็กสาวอยู่ อนาคตของเธอยังอีกยาวไกล” ลุงหลี่พูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบายใจว่า

        “ข้าได้ยินจิงจิงบอกว่าเอ็งแต่งงานแล้ว ข้าว่าเอ็งควรจะสนใจคนของตัวเองมากกว่า หากยังคงใกล้ชิดอยู่อย่างนี้ข้าเกรงว่ามันจะไม่ควร”

        หยางเฉินเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างดี และเมื่อมองไปยังหลี่จิงจิงที่ยังคงก้มหน้าอยู่ หัวใจของเขาก็รู้สึกขมขื่นขึ้นทันมาที

        หากลองคิดในฐานะคนเป็นพ่อแล้ว ใครจะยอมให้ลูกสาวคนเดียวไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายที่แต่งงานแล้วได้

        สถานการณ์ตอนนี้การอยู่ให้ห่างจากหลี่จิงจิงจึงเป็นสิ่งที่ดีต่อคนทุกฝ่าย

        “จิงจิง พี่ไปก่อนนะ ดูจากระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่แล้ว พี่ว่ามันค่อนข้างปลอดภัยเชียวล่ะ ฟังพ่อเธอพูดเถอะ แล้วก็อย่าปล่อยให้คุณนายหลี่เป็นห่วง” หยางเฉินกล่าว

        หลี่จิงจิง ขณะนี้ขอบตาแดงเล็กน้อย เธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

        “ฉันเข้าใจแล้ว”

        หยางเฉินไม่พูดมากอีก หลักจากกล่าวร่ำลาลุงหลี่แล้ว เขาก็เดินออกจากอะพาร์ตเมนต์ทันที

        เมื่อกลับเข้ามาที่บริษัทหยางเฉินก็เห็นทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับงานตรงหน้าของตัวเอง ช่วงนี้เหล่าสาวๆ ต้องวุ่นอยู่กับงานไม่เว้นแต่ละวัน บางคนกำลังจัดเตรียมเอกสารมือเป็นระวิง ในขณะที่บางคนกำลังถือสายคุยกับลูกค้าอย่างเมามัน

        แม้หยางเฉินจะรู้สึกว่าบรรยากาศในที่ทำงานตอนนี้ไม่เลวนัก แต่เขาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยที่มีเขาเป็นคนเดียวที่ว่าง

        ในขณะที่กำลังจะเปิดคอมเพื่อเล่นเกมนั้น จ้าวหงเยี่ยนก็นำเอกสารมาวางไว้ตรงหน้าของหยางเฉินพร้อมกล่าวขึ้นว่า

        “หยางเฉิน ช่วยนำเอกสารนี่ไปส่งให้พี่หมิงอวี้หน่อย ฉันจะรีบออกไปหาลูกค้าก่อน ขอบคุณมาก!”

        พูดจบจ้าวหงเยี่ยนก็สาวเท้ายาวๆ รีบออกไปจากออฟฟิศทันที

        หยางเฉินยิ้มเงียบๆ พลางหยิบเอกสารขึ้นมา แล้วเดินไปเคาะประตูห้องของหลิวหมิงอวี้

        “เข้ามาได้”

        หยางเฉินเปิดประตูเข้าไป หลังจากที่โม่เชี่ยนนีย้ายออกไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาในห้องนี้

        หลิวหมิงอวี้ซึ่งง่วนอยู่กับการรัวคีย์บอร์ดคล้ายกำลังเล่นเกม MOBA เมื่อเห็นหยางเฉินเดินเข้ามาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา แต่เธอก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อย

        “พอดีหงเอี้ยนต้องออกไปหาลูกค้า เธอเลยฝากเอกสารให้ผมนำมาให้คุณน่ะครับ” หยางเฉินวางเอกสารลงบนโต๊ะ

        หลิวหมิงอวี้พยักหน้าตอบรับ

        “ขอบคุณ”

        หยางเฉินเห็นเธอกำลังยุ่งอยู่จึงหันหลังเตรียมตัวจะจากไป แต่ทันใดนั้นหลิวหมิงอวี้ก็ตะโกนขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

        “หยางเฉินช่วยฉันหน่อยได้ไหม?” หลิวหมิงอวี้เอ่ยถาม

        “แน่นอน ผมว่างที่สุดในบริษัทอยู่แล้ว” หยางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

        “ช่วงบ่ายนี้ฉันว่าจะไปตรวจสอบความคืบหน้าของสถานที่เดินแบบหน่อยน่ะ ทางเราให้ตงหัวกรุ๊ป เป็นคนจัดการสถานที่ให้ นายมากับฉันหน่อยได้หรือเปล่า?”

        แม้ว่าหลิวหมิงอวี้จะนั่งแท่นในตำแหน่งหัวหน้าแผนก แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง และมักจะใช้บริการรถแท็กซี่อยู่บ่อยๆ

        แม้หยางเฉินจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมเธอจึงชวนเขา แต่การออกไปขับรถเล่นก็คงจะดีกว่าการนั่งเบื่ออยู่ที่บริษัท

        หลิวหมิงอวี้พาหยางเฉินไปยังสถานที่จัดแสดงเดินแบบแฟชั่นฤดูใบไม้ร่วง ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติและศูนย์แสดงสินค้าแห่งประเทศจีน

        เมื่อมาถึงพวกเขาก็เห็น หัวหน้าโครงการแห่งตงซิงกรุ๊ป จางหมิง ยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้าแล้ว เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เมื่อมองโดยรวมแล้วเขาเป็นคนที่ดูดีคนหนึ่ง

        เมื่อจางหมิงสังเกตเห็นหลิวหมิงอวี้ แววตาของเขาก็ฉายอารมณ์ของความตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเห็นคนที่มาด้วยเป็นหยางเฉิน สายตาของเขาก็ปรากฏความผิดปกติขึ้นเล็กน้อย

        หลิวหมิงอวี้ส่งลอบสัญญาณให้หยางเฉินได้รับรู้ทันที หยางเฉินเห็นดังนั้นก็คลายสงสัยแล้วว่าทำไมเธอถึงชวนเขามาด้วย

        “คุณหลิวช่างเป็นมืออาชีพจริงๆ มาที่นี่เพื่อตรวบสอบความเรียบร้อยด้วยตัวเอง” จางหมิงกล่าวพลางยื่นมือออกมาหน้าหลิวหมิงอวี้

        หลิวหมิงอวี้เค้นรอยยิ้ม และจับมือกับจางหมิงเล็กน้อย

        “งานแสดงแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ จะต้องไม่เกิดความผิดพลาด เพราะงานนี้สำคัญกับพวกเรามาก หากฉันไม่มาดูด้วยตัวเองคงไม่อาจนอนหลับได้สนิท”

        จางหมิงเมื่อมองดูหยางเฉินใบหน้าของเขาก็ยิ่งกระตุก แต่เขาก็ฝืนยิ้มกว้างออกมา และเชิญหยางเฉินกับหลิวหมิงอวี้เดินเข้าไปในสถานที่จัดงานทันที

        เมื่อเดินเข้ามาในศูนย์กลางของงาน ด้วยแสงและสีที่ฉายออกมานั้นทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากของฉากภาพยนตร์ และมีเหล่านางแบบนายแบบกำลังซ้อมเดินแบบกันอยู่บนรันเวย์

        เนื่องจากบริษัทโมเดลลิ่งเป็นนางแบบอินเตอร์ นางแบบที่จะมาเดินในงานนี้จึงเป็นชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหยางเฉินคุ้นเคยเป็นอย่างดี

        จางหมิงรู้ตัวว่าวันนี้มีโอกาสเพียงน้อยนิดในการใกล้ชิดกับหลิวหมิงอวี้ เพราะมีมารหัวขนอย่างหยางเฉินอยู่ด้วย ดังนั้นเขาจึงยิ้มกว้างพร้อมกล่าวขึ้นว่า

        “ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ไฟและแสงของงานค่อนข้างออกมาเพอร์เฟคเลยทีเดียว”

        “ไม่ต้องเปลี่ยนตัวนางแบบหรอกหรือครับ” หยางเฉินถาม

        หลิวหมิงอวี้เผยรอยยิ้มแปลกพร้อมกล่าว

        “เปลี่ยนทำไม ดูจากสายตาของนาย จุดประสงค์คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่”

        “ฉันก็แค่ชื่นชม และเพลิดเพลินไปกับสิ่งสวยงามเท่านั้นเอง มันเป็นปกติของผู้ชายอยู่แล้ว”

        “ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น หรือฉันมองนายผิดไป” หลิวหมิงอวี้ทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ฉันไม่เชื่อหมาป่าเจ้าเล่ห์หรอกนะ ฉันยอมรับแค่สิงโตเท่านั้น”

        หยางเฉินยิ้มพลางกล่าวว่า

        “ถึงแม้ว่าผมจะเป็นสิงโต แต่ผมก็ไม่ใช่สิงโตที่อยู่ในกรง”

        หลิวหมิงอวี้หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย หัวข้อสนทนานี้ค่อนข้างคลุมเครือ

        “บางทีฉันก็อิจฉานางแบบเหล่านี้นะ พวกเธอมักจะเดินด้วยความมั่นใจ”

        “อกเล็กอย่างนั้น มีอะไรให้อิจฉากัน” หยางเฉินพึมพำ

        “อกเล็ก?” หลิวหมิงอวี้หัวเราะออกมา

        “เหตุผลที่พวกเธอหน้าอกเล็กก็เพื่อให้สามารถใส่เสื้อผ้าได้หลากหลายต่างหาก”

        “มีแต่กระดูก จับไปก็รู้สึกเหมือนไม่ได้จับ” ความสนใจของหยางเฉินมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น

        “นายพูดเหมือนเคยจับมาแล้วงั้นล่ะ” หลิวหมิงอวี้แสดงออกด้วยสายตาดูถูก

        หยางเฉินยิ้ม ไม่เพียงแค่เคย แต่ยังนับไม่ถ้วนด้วยต่างหาก แน่นอนว่าหยางเฉินไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้

        “อันที่จริง ฉันไม่ได้อิจฉาในงานของพวกเธอหรอก ฉันอิจฉาชีวิตที่พวกเธอสามารถแสดงเสน่ห์ของผู้หญิงอย่างเราออกมาได้อย่างอิสระต่างหาก…” หลิวหมิงอวี้ค่อนข้างหลงใหลในการเดินแบบ “ฉันพูดกับคุณมากเกินไปแล้ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้าอายุของฉันก็จะขึ้นเลขสาม แต่ฉันยังไม่เคยมีโอกาสแต่งชุดเซ็กซี่แบบนั้นเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรักของหนุ่มสาว…”

        “คุณเคยบอกผมว่า คุณเคยมีแฟนเมื่อนานมาแล้วใช่หรือเปล่า” หยางเฉินจำได้ว่าหลิวหมิงอวี้ เคยพูดกับเขาเรื่องที่แฟนไปเกณท์ทหาร และยังคงไม่ได้กลับมา

        หลิวหมิงอวี้เผยรอยยิ้มเศร้าออกมา

        “ใช่… ฉันเคยมีแฟนตอนอยู่มหาวิทยาลัย หลังจากที่เขาเข้าเกณฑ์ทหาร เขาก็ไม่ได้ติดต่อฉันมาอีกเลย เพื่อนของฉันบางคนบอกว่าเขาทรยศฉันและมีผู้หญิงคนใหม่ไปแล้ว แต่ฉันกลัวว่าหากเขากลับมาแล้วเห็นฉันกับผู้ชายคนอื่น เขาคงรู้สึกแย่มาก ดังนั้นฉันจึงยังไม่คิดจะหาแฟน อันที่จริงจนถึงตอนนี้บางครั้งฉันก็ยังคงคิดถึงเขา เหมือนกับเขาไม่ได้หายไปไหน… ฉันดูโง่มากใช่มั้ยล่ะ?”

        หยางเฉินเห็นหลิวหมิงอวี้ยังสาวยังสวย และไม่ควรจะยืดติดกับเรื่องในอดีต แต่นั่นก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ดังนั้นหยางเฉินจึงเอ่ยขึ้นว่า

        “คุณคิดดีแล้วงั้นเหรอ?”

        “ใช่…” หลิวหมิงอวี้เผยรอยยิ้มจาง “แล้วอีกเรื่องหนึ่ง”

        หลิวหมิงอวี้มองดูนาฬิกาสักครู่ ก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า

        “เห็นนายช่วยขับรถพาฉันมาที่นี่ ฉันเลยกะว่าจะเลี้ยงข้าวนายสักหน่อย”

        “ที่ไหน?” หยางเฉินรู้สึกหิวขึ้นมาทันที

        “ที่เดิม!!” หลิวหมิงอวี้กล่าวพลางขยิบตาเป็นนัยให้หยางเฉิน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม