0 Views

        เมื่อพวกหยางเฉินออกจากศูนย์กีฬามา โม่เชี่ยนนีก็ยืนหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

        เห็นหยางเฉินยังคงไม่ปล่อยแขนของโม่เชี่ยนนี จนเธอต้องแกล้มกระแอมไอให้หยางเฉินรู้ตัว ใบหน้าของเธอตอนนี้เป็นสีแดงสดใสไม่รู้ว่าเพราะความเขินอายหรือว่าเหนื่อยจากการวิ่งมาตลอดทาง

        “เป็นอะไรหรือครับ? คอของคุณเป็นอะไรหรือเปล่า คุณโม่ครับ?” หยางเฉินแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

        “เอาขาหน้านายออกไปนะ!”

        หยางเฉินยิ้มหัวเราะออกมาเล็กน้อย แต่เขาก็ยังปล่อยแขนนุ่มสีขาว

        “คุณโม่ ผมจะมีขาหน้ามาจับมือคุณได้ยังไงล่ะ จริงมั้ย”

        โม่เชี่ยนนีที่รู้อยู่แล้วว่าการทะเลาะกับหยางเฉินนั้นไม่มีประโยชน์ เธอจึงไม่ได้เถียงกับเขาอีกและเดินตรงไปที่รถทันที

        หลังจากที่สองเดินออกไป หยางเฉินหันไปมารอบๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครคอยไล่ตามหลังพวกเขา จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

        โม่เชี่ยนนีเห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มขี้เล่นออกมาทันที

        “คนหนังหน้าหนาบางคนก็ยังกลัวคนอื่นเป็นด้วย นายกังวลว่าโจวตงเฉิงจะตามเรามาหรือไง?”

        หยางเฉินยิ้มอย่างเชื่องช้าพลางกล่าวว่า “คุณโม่ช่างสวยและชาญฉลาดจริงๆ”

        “ผ่อนคลายเสียเถอะ แม้ว่าเขาจะเกิดในครอบครัวมาเฟีย แต่เขาก็เจียมเนื้อเจียมตัวและสุภาพ เห็นได้ว่าเขาไม่เคยใช้กำลังบังคับใคร”

        “ดูจากที่คุณพูดแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะจิตใจดี…” หยางเฉินพึมพำ

        โม่เชี่ยนนียืนมือออกไปลดเสียงเพลงลง พลางกล่าวต่อว่า

        “แน่นอน ตราบใดที่นายไม่ไปยั่วยุอำนาจของพ่อเขา เขาจะปฏิบัติต่อนายอย่างดี จุดนี้เองทำให้เขาแตกต่างจากพ่อของเขา”

        “คุณเคยเจอกับโจวกวางเหนียนมาก่อนงั้นหรือ?” หยางเฉินถาม

        โม่เชี่ยนนีมองหยางเฉินเหมือนมองคนปัญญาอ่อน

        “แน่นอน กลุ่มตงซิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ไม่แปลกที่จะได้เห็นเขาในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามชายแก่คนนั้นดูไม่เหมือนนักธุรกิจเลยซักนิด ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาฉันรู้สึกว่าตัวเขาปกคลุมไปด้วยออร่าแห่งความตาย”

        หยางเฉินรู้สึกว่าโจวกวางเหนียนนั้นมีลักษณะเช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว

        เมื่อพูดถึงจุดนี้ความเงียบก็เข้าปกคลุม สุดท้ายโม่เชี่ยนนีก็เอ่ยขึ้นว่า

        “ในฐานะที่นายช่วยฉันไว้ในวันนี้ ฉันจะให้โอกาสนายได้เลือกร้านอาหารก็แล้วกัน”

        ได้ยินดังนั้นหยางเฉินก็รู้แล้วว่าเขาไม่จำเป็นต้องตามโม่เชี่ยนนีไปที่แปลกๆ อีกต่อไป เขานิ่งคิดสักครู่ จากนั้นเสนอว่า

        “ผมอยากจะกินหม้อไฟ!”

        “ยังไม่ถึงหน้าหนาวซักหน่อยจะกินหม้อไฟไปทำไม? ความร้อนจากเตาจะทำให้เป็นสิวนะ”

        “อ้าว ไหนคุณบอกจะให้ผมเลือก?” หยางเฉินถามอย่างเศร้าโศก

        “เราจะไปกินกันที่ร้ายแผงลอยริมถนน”

        “ที่นั่นอีกแล้ว!? เจ๊ครับ ตกลงคุณจะไม่ให้ผมเลือกแล้วหรือไง!?” หยางเฉินยิ้มอย่างขมขื่น

        โม่เชี่ยนนีไม่สนใจ เธอกล่าวต่อไปว่า

        “อย่างที่ฉันบอก ฉันแค่ให้โอกาสนายเลือก แต่สิทธิในการตัดสินใจจริงๆ ยังไงก็ต้องเป็นฉัน เราจะไปที่แผงขายริมถนนกันเดี๋ยวนี้!”

        หยางเฉินปิดตาลงอย่างเจ็บปวด ผู้หญิงคนนี้จะไร้เหตุผลมากเกินไปแล้ว!

        ครึ่งชั่วโมงถัดมาหยางเฉินก็นั่งอยู่ตรงข้ามโม่เชี่ยนนีด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยในร้านของพี่เซียง อาหารเสฉวนต่างๆ ถูกวางในด้านหน้าของพวกเขา และพริกสีแดงสดมากมายนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะฆ่าหยางเฉินด้วยการมอง

        เพราะมันยังคงไม่มืด ดังนั้นจึงมีคนไม่มากนักเมื่อเทียบกับคราวก่อน สายลมเย็นของการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาพร้อมกับความเย็นเล็กน้อย

        โม่เชี่ยนนีดื่มเหล้าขาวไปอึกหนึ่งพลางมองหยางเฉินที่มีท่าทางเหมือนเด็ก ในลักษณะที่ไม่พอใจพร้อมกล่าวว่า

        “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ฉันอุตส่าห์เลี้ยงข้าวนายเชียวนะ”

        หยางเฉินเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางกล่าวว่า

        “คุณกินเผ็ดมาตั้งแต่เด็กนี่ ต่างประเทศหาอาหารเผ็ดยากจะตายไป”

        “โอ้ ฉันเกือบลืมไปว่านักวิชาการคนนี้จบจากต่างประเทศ นังสารเลวชาวเขาชาวป่าอย่างฉันไม่สามารถเปรียบเทียบได้” โม่เชี่ยนนีเหน็บแนม

        หยางเฉินไม่สนใจที่จะทะเลาะกับเธอ ทันใดนั้นก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า

        “คุณจะจัดการกับพ่อเลี้ยงของคุณยังไง? ก่อนหน้านี้ผมเห็นคุณเศร้าๆ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องนี้ ถ้ามีปัญหาอะไรปรึกษาผมได้ ผมว่างเสมอคุณก็รู้”

        โม่เชี่ยนนีเธอเงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่หยางเฉินแล้วถามว่า

        “นายสังเกตเห็นด้วยงั้นหรือ?”

        “เอ่อ… ” หยางเฉินยิ้มอย่างอายๆ เขาไม่อาจพูดได้ว่าเขาแอบมองเธอทุกครั้งที่เธอเดินผ่านโดยเฉพาะก้น ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “เพื่อนที่ทำงานบอกมาน่ะครับว่าคุณโม่อารมณ์ไม่ค่อยดี”

        สายตาของโม่เชี่ยนนีมีร่องรอยของความผิดหวังเล็กน้อย

        “นายจำได้มั้ยว่าครั้งที่แล้วที่เรามาที่นี่ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู?”

        “ผมจำได้” นอกจากนั้นหยางเฉินยังจำได้ว่าเขาถูกบังคับให้กอดในคืนนั้น!

        “แม่ของฉันโทรมาบอกว่าจางฟู่กุ้ยจะไปหางานที่จงไห่และต้องการให้ฉันช่วย” โม่เชี่ยนนีถอนหายใจ

        “ความจริงเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อหางาน เขาสร้างหนี้ก้อนใหญ่ที่บ้านเกิดของฉัน ถ้าไม่ได้ฉันช่วยจ่ายหนี้ให้ ป่านนี้เขาโดนเจ้าหนี้กระทืบตายไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงอันเลวของเขาก็ยังคงอยู่ เขาเลยหนีมากบดานที่นี่แทน”

        “คุณก็รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ทำไมจึงยอมให้เขามาที่นี่อีก?” หยางเฉินถามอย่างไม่เข้าใจ

        “เรื่องมันยาว นายอยากจะฟังมั้ยล่ะ?” โม่เชี่ยนนีตอบกลับด้วยคำถาม

        “ถ้าครั้งต่อไปคุณไม่พาผมมาที่นี่ ผมก็ยินดีจะฟัง…”

        “งั้นไม่ล่ะ”

        “เอ่อ…” หยางเฉินยิ้มเศร้า “คุณพูดต่อเลย”

        โม่เชี่ยนนียิ้มเล็กน้อยจากนั้นจึงเริ่มเล่าต่อ

        “ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ยว่าพ่อของฉันตายไปตั้งแต่ฉัน 13 ขวบ แล้วแม่ของฉันก็แต่งงานกับจางฟู่กุ้ย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ยังไม่ได้แต่งงาน เขายังหนุ่มและก็ชอบแม่ของฉัน ดังนั้นแม่จึงตกลงแต่งงานกับเขาในที่สุด อันที่จริงในเวลานั้นจางฟู่กุ้ยยังไม่ได้ติดพนัน และถึงแม้เขาจะยากจนแต่เราก็ยังพออยู่กันได้”

        “…แต่ไม่กี่เดือนต่อมาแม่ของฉันก็ล้มป่วยจากการทำงานอย่างหนัก ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุสิบสาม ฉันที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน และก็ไม่ได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยม อันที่จริงในหมู่บ้านก็ไม่มีโรงเรียนมัธยมอยู่แล้วล่ะนะ”

        “ในตอนนั้นฉันต้องการให้จางฟู่กุ้ย พาแม่ไปอีกเมืองหนึ่งเพื่อหาหมอ เพราะฉันกลัวว่าแม่จะจากไปเหมือนกับพ่อ ฉันกลัวอย่างมาก เลยไปขอร้องจางฟู่กุ้ย… ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยเรียกเขาว่าพ่อเลย แต่เวลานั้นฉันต้องจำยอมเรียกเขาว่าพ่อ…”

        “แต่จางฟู่กุ้ยก็เปลี่ยนไป เหมือนเขากลายเป็นคนแปลกหน้า… เขาไม่ฟังคำพูดของฉัน และไปขอสมุนไพรจากหัวหน้าหมู่บ้านมาให้ฉันต้มให้แม่กิน และไม่ได้ทำอะไรอีก…”

        “แล้วคุณแม่ของคุณ…” หยางเฉินไม่ได้ตั้งใจจะถาม

        “หลังจากนั้นแม่ของฉันก็อาการดีชึ้น ไม่รู้ว่าเพราะสวรรค์เมตตาหรือเพราะยาสมุนไพรของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากป่วยคราวนั้นแม่ก็ดูเหมือนแก่ลงไปมาก…”

        “แต่ฉันก็ยังกลัวว่าถ้าเกิดแม่ป่วยขึ้นมาอีกรอบ พวกเราจะทำอย่างไร ตอนนั้นฉันคิดแต่เพียงว่าจะหาเงินมากๆ ได้อย่างไร เงินที่เพียงพอจะพาแม่ไปหาหมอ…”

        “ดังนั้นคุณเลยมาที่เมืองจงไห่คนเดียว?” หยางเฉินเอ่ยถามขึ้นมา

        โม่เชี่ยนนีพยักหน้า และหัวเราะเยาะตัวเอง

        “โง่มากใช่มั้ยล่ะ? เด็กสาวที่อายุยังไม่ถึงสิบสี่ ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ทั้งที่เธอไม่ได้รู้อะไรเลย เธอเพียงต้องการไปจริงๆ ไม่ได้รู้เลยว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เธอเพียงแค่ต้องการนั่งรถไฟไปเมืองจงไห่เพื่อหาเงินมารักษาแม่เท่านั้น”

        “คุณไม่ได้โง่ คุณช่างน่าเหลือเชื่อต่างหาก ฉันอยากรู้ว่าคุณหาเงินมาจ่ายค่าตั๋วรถไฟยังไง” หยางเฉินถาม

        โม่เชี่ยนนีหลบสายตา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า

        “ฉันขโมยกระเป๋าสตางค์ของผู้โดยสารคนหนึ่งที่สถานีรถไฟ…” หลังจากที่เธอกล่าวจบ เธอลดเสียงของเธอลงและถามต่อว่า “นายคิดว่าฉันเลว และไร้ยางอายใช่มั้ย? แม้จะเป็นอย่างนั้นฉันก็ยังอยากจะพูดมันออกมา”

        ขโมยกระเป๋าสตางค์? เราเคยแม้กระทั่งปล้นธนาคารมาก่อน… หยางเฉินคิดแต่แน่นอนว่าไม่ได้บอกออกไป เขาส่ายหัวพลางกล่าวว่า

        “มนุษย์ทุกคนย่อมเคยทำผิดพลาด อย่างน้อยคุณก็มีทักษะที่ชำนาญกว่าผม ผมไปสถานีตำรวจตั้งสองครั้งแล้วในปีนี้”

        โม่เชี่ยนนีหัวเราะออกมาในที่สุด แต่เธอก็ยังพูดต่อไปว่า

        “หลังจากนั้นเมื่อฉันมาถึงที่นี่ ฉันก็มองหาวิธีที่จะได้เข้าเรียนต่อ ฉันได้รับความช่วยเหลือจากพี่เซียงและคนอื่นๆ ที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน และได้ทุนของโรงเรียนมัธยม หลังจากที่คุณย่าของรั่วซี ซีอีโอคนก่อนของอวี้เหล่ยมาที่โรงเรียนเพื่อกล่าวปราศรัย เวลานั้นเธอจุดประกายจินตนาการของฉัน และให้การช่วยเหลือด้านการเงินให้แก่ฉัน จากนั้นฉันจึงเริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าไม่มีซีอีโอคนก่อน คงไม่มีโม่เชี่ยนนีในวันนี้ นายพอจะรู้แล้วใช่มั้ยว่าทำไมฉันถึงโกรธอย่างมากเมื่อได้ยินว่านายแต่งงานกับหลินรั่วซี”

        หยางเฉินพยักหน้า

        การที่จะชนะใจคนนั้น คือการยื่นมือเข้าช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการมันมากที่สุด แม้ว่าโม่เชี่ยนนีจะดูเหมือนใจเย็นแต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ง่ายสำหรับเธอในการออกมาจากหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร จากสาวน้อยที่ไม่ได้มีอะไร เธอได้รับเข้าศึกษาในสังคมชั้นสูงและแม้กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในชนชั้นสูงของโลกธุรกิจ สิ่งที่คุณย่าของหลินรั่วซีทำคงไม่ใช่การช่วยเหลือด้านการเงินเพียงอย่างเดียว บางทีเธออาจจะเป็นเสาหลักทางจิตใจของโม่เชี่ยนนี แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา โม่เชี่ยนนีต้องเคยได้รับความทุกข์ทรมานที่เธอเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

        “ต่อมาฉันก็ได้รับเงินเดือนในที่สุด ฉันยังจำได้ว่าครั้งแรกที่ฉันส่งเงินให้แม่ แม่ฉันถึงกับร้องไห้แต่เราก็มีความสุขกันมาก… แม่ของฉันรู้ว่าฉันได้เติบโตขึ้นและฉันก็รู้ว่าในที่สุดฉันก็สามารถดูแลแม่ได้…”

        “แต่เมื่อจางฟู่กุ้ยเริ่มติดพนัน หลังจากที่เขารู้ว่าฉันหาเงินมาให้ได้ทุกเดือน เขาก็ยิ่งถลำลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาเล่นพนันไปแล้วหลายร้อยครั้ง”

        หยางเฉินขมวดคิ้ว

        “แล้วทำไมคุณไม่ให้แม่คุณหย่ากับเขาและออกมาจากชีวิตเขาซะ แล้วให้เธอย้ายมาอยู่กับคุณ ผมเชื่อว่าด้วยรายได้ของคุณ ทั้งคุณและแม่ต้องมีชีวิตที่สุขสบายอย่างแน่นอน?”

        โม่เชี่ยนนีเผยรอยยิ้มเศร้า กล่าวว่า

        “ในสายตาของนาย เขาเป็นแค่ผีพนันและในสายตาของฉัน เขาเป็นพ่อเลี้ยงที่ไร้ประโยชน์และน่าอับอาย… แต่สำหรับแม่ เขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่อยู่เคียงข้างในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในชีวิต ผู้ชายที่อยู่ด้วยกันมากว่าสิบปี ไม่ว่าจางฟู่กุ้ยจะไม่ดียังไงแต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายแม่ของฉัน…”

        “ดังนั้นคุณเลยช่วยใช้หนี้พนันให้เขา? และแม้กระทั่งให้เขามาที่เมืองจงไห่?” หยางเฉินเข้าใจปมทุกอย่างแล้วและรู้สึกเศร้า ทุกคนย่อมมีปัญหาของตัวเอง ใครจะเชื่อได้ล่ะว่าผู้บริหารระดับสูงจะมีอดีตที่ดำมืดเช่นนี้?

        โม่เชี่ยนนีพยักหน้า

        “ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ ฉันไม่สามารถบังคับให้แม่หย่าได้ และฉันไม่สามารถปฏิเสธคำขอของแม่”

        “คุณคิดว่าคุณแม่ของคุณรักจางฟู่กุ้ยอย่างนั้นหรือ?” หยางเฉินเอ่ยถาม

        โม่เชี่ยนนีตะลึงงัน จากนั้นจึงกล่าวว่า

        “ถ้าเธอไม่ได้รักเขา เธอจะอยู่กับเขาในสถานที่ที่ลำบาก และแม้จะรู้ว่าลูกสาวของเธอมีบ้าน มีรถ และอาชีพการงานที่ดีในเมืองที่เจริญ เธอก็ยังคงอยู่อย่างเงียบๆ กับจางฟู่กุ้ยในบ้านหลังเล็ก พร้อมที่เพาะปลูกไม่ถึงไร่ได้อย่างไร”

        “ทำไมคุณจึงแน่ใจนักว่ามันเป็นเพราะเหตุนั้น? ฉันเดาว่าบางทีคุณแม่ของคุณอาจเป็นห่วงหน้าที่การงานของคุณ เธออาจคิดว่าการที่มาที่นี่จะทำให้คุณตกต่ำลง”

        “ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นสักหน่อย!” โม่เชี่ยนนีตื่นเต้นเล็กน้อยเธอไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งหยางเฉินจุดประกายมันขึ้นมา “นายคิดว่ามันเป็นเพราะอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้มั้ยที่แม่ของฉันไม่มาอยู่ที่นี่เพราะเธอรักจางฟู่กุ้ย แต่เพราะเธอเป็นห่วงว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของฉันงั้นหรอ?”

        หยางเฉินคิดสักครู่จากนั้นก็เผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา

        “ถ้าคุณเชื่อผม เราสามารถทดสอบมันได้หลังจากนั้นความจริงก็จะมีเพียงหนึ่งเดียว”

        “การทดสอบ?” โม่เชี่ยนนีมองหยางเฉินอย่างหวาดระแวง แต่สัญชาตญาณของเธอบอกว่าสามารถไว้ใจเขาได้ ดังนั้นเธอจึงพยักหน้า

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม