0 Views

        หลังออกมาจากโรงพยาบาล หยางเฉินยังคงรู้สึกอึดอัด เขาเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อผ่อนคลายความขุ่นเคืองในใจ

        เวลานี้เป็นเวลาประมาณห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน แสงไฟจากร้านค้าส่องสว่างขึ้น ถ้าเป็นเมื่อเดือนก่อนหยางเฉินอาจสนใจร้านทำผม แต่เวลานี้เขาต้องการกลับไปหาเฉียงเวยที่บาร์มากกว่า

        บางครั้งหยางเฉินก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาของเขา เฉียงเวยนั้นรักเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ ทั้งยังปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีหลี่จิงจิง สาวน้อยน่ารักที่จะทำให้ใจของเขากระชุ่มกระชวย หญิงสาวเหล่านี้เป็นผู้หญิงที่เขาควรเอาใจใส่ให้มาก แต่เขากลับไปดูแลแต่หลินรั่วซี แม้กระทั่งไปยังร้านขนมเพื่อซื้อของที่เธอชอบ

        บางทีมันอาจเป็นเพราะเธอคล้ายกับผู้หญิงคนนั้น… หรือบางทีคนเราอาจต้องการไขว่คว้าสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม

        คิดได้ดังนั้นหยางเฉินก็รู้สึกผิดต่อเฉียงเวย จึงเปลี่ยนใจไม่ไปหาเธอในตอนนี้ เขาขับรถไปหาร้านแผงลอยข้าง ทางหาก๋วยเตี๋ยวและเบียร์ดื่ม

        หลังเที่ยงคืน ร้านค้าที่ไม่มีใบอนุญาตเริ่มเปิดร้านขายอาหาร หากพวกเขาโชคดีก็จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าโชคร้ายร้านของพวกเขาอาจเจ๊งเพราะตำรวจ

        หยางเฉินเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ค่อนข้างสะอาดร้านหนึ่ง

        “เฮีย ผมขอก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามหนึ่ง กับเบียร์สองขวด”

        เจ้าของเป็นชายวัยกลางคน หลังจากได้ยินลูกค้าสั่งเขาก็ยิ้มแย้มและตอบว่า

        “ได้เลยครับท่าน เดี๋ยวผมไปเสิร์ฟที่โต๊ะนะครับ”

        เมื่อเฉินหยางได้ยินถ้อยคำเหล่านี้เขาก็รู้สึกว่าเสียงนี้ค่อนข้างคุ้นเคยและคุ้นมือ และเมื่อมองดีๆ แล้วเขาก็นึกออก พร้อมเผยรอยยิ้ม

        “ทำไมเป็นนายล่ะ!?”

        เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็เงยหน้าขึ้น มองหยางเฉิน และทันใดนั้นเขาก็จำหยางเฉินได้ ความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นในจิตใจจนแทบสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น ใบหน้าฉายแววไม่อยากจะเชื่อ

        “นี่… เป็นนายนั่นเอง ฮ่าๆๆๆ… ช่างบังเอิญจริงๆ”

        เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวแท้จริงแล้วเป็นคนที่พาหยางเฉินไปโรงพักเมื่อกาลก่อน เฝิงเปียว

        หยางเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยถามว่า “นายเปลี่ยนอาชีพตั้งแต่เมื่อไหร่ โดนไล่ออกหรือไง?”

        ใบหน้าเฝิงเปียวเปลี่ยนเป็นแดง ตอบอย่างเอียงอายว่า

        “ผม… ผมถูกไล่ออก”

        “มันเป็นผลกรรมน่ะ” หยางเฉินยิ้มพลางส่ายหัว

        “แต่นายไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว ตอนนี้นายแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”

        เดิมทีเฝิงเปียวคิดว่าหยางเฉินจะแก้แค้นเขา โดยการทุบตีหรือพังร้านของเขา แต่เมื่อได้ยินหยางเฉินกล่าวดังนั้น เขาก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี ร้านของเขาไม่มีใบอนุญาต ถ้ามีเรื่องขึ้นมาผู้เสียหายต้องเป็นเขาแต่เพียงผู้เดียว

        “ขอบคุณมากครับ! ขอบคุณจริงๆ” เฝิงเปียวน้ำตาคลอ

        “ผมไม่มีทางเลือก ผมรู้ว่าผมทำผิดพลาดหลายอย่างในอดีต ขอบคุณคุณมากที่ไม่ถือสาความผิดพลาดในอดีตของผม”

        “ทำก๋วยเตี๋ยวของนายต่อเถอะ” หยางเฉินพูดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ

        “ครับ มื้อนี้ผมขอเลี้ยงคุณเอง”

        หยางเฉินรู้สึกขัดแย้งในใจเล็กน้อย เพื่อนเก่าคนนี้ค่อนข้างน่าสงสาร เมื่อครั้งไช่เอี๋ยนเรียกชายคนนี้เข้าพบ เขาไม่คิดว่าเธอจะลงโทษชายคนนี้รุนแรงถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าไช่เอี๋ยนจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา

        หยางเฉินเคยได้ยินไช่เอี๋ยนเอ่ยถึงปู่ของหลินรั่วซี ไช่เอี๋ยนและหลินรั่วซี ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือครอบครัวของหลินรั่วซีจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาล แล้วทำไมหลินรั่วซีถึงเกลียดปู่ของเธอมากขนาดนั้น?

        ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้นเฝิงเปียวก็นำก๋วยเตี๋ยวและเบียร์มาเสิร์ฟ

        “ตามสบายเลยนะครับ ขาดเหลืออะไรเรียกผมได้ทุกเมื่อ”

        หลังจากซัดก๋วยเตี๋ยวและเบียร์ไปชุดใหญ่แล้ว หยางเฉินก็ผ่อนคลายขึ้น แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจากซอยใกล้เคียง

        “ไอ้สารเลว แกจะหนีไปไหน!!”

        “หยุดเดี๋ยวนี้!”

        ผู้ชายหลายคนตะโกนออกมาเสียงดัง ขณะกำลังวิ่งไล่ชายร่างผอมบางคนหนึ่ง

        หยางเฉินมีสายตาที่คมชัด และสามารถรับรู้ว่าเป็นใครในทันที คนที่ถูกไล่ล่าสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ผิวขาวซีด ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เพื่อนร่วมงานชายคนเดียวของเขา เฉินป๋อ

        เฉินป๋อเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในขณะที่กำลังวิ่งหนีผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว 7 ถึง 8 ร้าน นอกจากนี้ดูเหมือนชายที่ไล่ตามนั้นก็กระชั้นชิดเข้ามาขึ้นทุกที หยางเฉินไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่แน่นอนว่าเขาต้องช่วยเฉินป๋อ เขาจึงหยิบเก้าอี้ขึ้นมาแล้วโยนมันออกไปโดยพลัน

        เก้าอี้ที่หมุนควงอยู่กลางอากาศลอยไปกระทบขาของชายสองคนที่อยู่ด้านหน้าอย่างแรง ส่งผลให้ทั้งสองล้มหน้าทิ่มพื้น พวกที่เหลือต่างมองหาต้นทางที่เก้าอี้ลอยมาโดยพลัน ลูกค้าจำนวนมากเห็นเหตุการณ์นี้เข้า ก็หนีออกจากร้านเพื่อเอาตัวรอดอย่างรวดเร็ว

        เฉินป๋อสังเกตเห็นหยางเฉิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แล้ววิ่งไปอยู่ข้างหลังหยางเฉิน พร้อมหอบหายใจอย่างถี่รั่ว

        “เฉินป๋อ นายกำลังจะไปไหนน่ะ?” หยางเฉินหันหัวกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

        ใบหน้าเฉินป๋อแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยหรืออาย เขารีบอธิบายว่า

        “พวกเขา… พวกเขาต้องการจะจับผม… ผมไม่อยากไปกับพวกเขาครับ”

        “จับนาย? ทำไมพวกเขาจะต้องจับนายด้วยล่ะ?”

        ไม่ต้องรอให้เฉินป๋อตอบ ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นบ้าคลั่งไปด้วยความโกรธ

        “แกกินดีหมีมาหรือไง ถึงกล้ามีเรื่องกับพวกเรา แกรู้ไหมพวกเราเป็นใคร?

        “เขาเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน ดังนั้นฉันเลยต้องปกป้องเขา แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “

        หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเฉินป๋อที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ดวงตาเขาเริ่มออกสีแดงเรื่อ

        “ไอ้นี่ วอนหาที่ตายซะแล้ว พวกเราจัดให้มันซักดอก!” เหล่าวายร้ายต่างฮึกเหิม เตรียมพร้อมประทับรอยกำปั้นและรอยเท้าใส่หยางเฉิน

        ตุบตับ ตุบตับ

        แต่ฝ่ายที่ลงไปกองกับพื้นกลับเป็นพวกมันซะเอง

        เฉินป๋อเบิกตากว้างมองดูหยางเฉินจัดการปัญหาอย่างง่ายดาย

        “ไอ้เลว! รอให้ลูกพี่เรามาถึงก่อนเถอะ!” อันธพาลที่สวมห่วงโซ่สีเงินพูดขึ้น

        โดยไม่ต้องรอให้หยางเฉินได้พูดต่อ อันธพาลอีกคนพลันตะโกนตอบรับ “ลูกพี่มาแล้ว ! ลูกพี่มาแล้วโว้ยย!! “

        เมื่อมองไปตามเสียงก็พบกับชายคนหนึ่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวมือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง ใบหน้าเย่อหยิ่ง นี่คือคนที่พวกมันเรียกว่าลูกพี่ เหล่าอันธพาล เห็นดังนั้นก็ต่างรีบลุกขึ้นครวญครางคลานไปหาลูกพี่ของพวกมัน

        “คุณหยาง! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ!”

        “หัวหน้ากัว ผมไม่คิดเหมือนกันว่าจะเจอคุณในสถานการณ์เช่นนี้” หยางเฉินหัวเราะขึ้น ลูกพี่ของเจ้าพวกนี้ เป็นคนหนึ่งที่เคย ‘ให้เงิน’ กับเขามันคือ กัวซีเหิง นั่นเอง

        วันนั้นมันใช้ปืนไรเฟิลแต่ก็ยังพ่ายแพ้แก่หยางเฉินโดยสิ้นเชิง

        “โชคชะตานำพาให้เรามาพบกัน แม้จะห่างกันเป็นพันไมล์”

        ราวกับได้ลืมความบาดหมางทั้งหมดไปสิ้น กัวซีเหิงยื่นมือซ้ายออกมา หยางเฉินเห็นดังนั้นก็ยื่นซ้ายมาจับมือกันมั่น คล้ายเป็นสหายที่ไม่ได้พบกันมานาน แต่ในใจทั้งสองต่างก็รู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

        “เมื่อหัวหน้ากัว มาแล้วเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดกันอีกต่อไป” หยางเฉินกล่าว

        เหล่าอันธพาลเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นตกตะลึง ทำไมหัวหน้าของพวกเขาถึงพูดคุยกับชายคนนี้อย่างสุภาพขนาดนี้?

        ใบหน้ากัวซีเหิงแข็งค้าง ฝืนยิ้มกล่าวว่า

        “คุณหยางอาจไม่ทราบเรื่องนี้ อันที่จริงผมได้รับมอบหมายมาจากผู้อื่นอีกที ถ้าผมทำไม่สำเร็จล่ะก็ ผมต้องแย่แน่ๆ”

              นี่เป็นเรื่องที่หยางเฉินไม่คาดคิดมาก่อน แต่กัวซีเหิงก็ตระหนักรู้อยู่แล้วว่า หากมีเรื่องกับหยางเฉินเขาจะต้องสูญเสียลูกน้องไปจำนวนมาก แต่ถึงกระนั่น เขายังคงแน่วแน่ที่จะพาตัวเฉินป๋อไปตามที่ได้รับคำสั่งมา

        “หัวหน้ากัว เพื่อนของผมไปทำอะไรเข้าหรือไง?” หยางเฉินถามด้วยความสงสัย

        กัวซีเหิงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ทำไมคุณหยางไม่ถามเพื่อนของคุณดูล่ะ?”

        หยางเฉินพยักหน้าและมองไปทางเฉินป๋อ

        ขาของเฉินป๋อสั่นเป็นเจ้าเข้า เหงื่อไหลชื้นแผ่นหลัง

        “ผม… ผม… พวกเขาต้องการให้ผมไปรับแขก…”

        “รับแขก” หยางเฉินเลิกคิ้วขึ้น

        ใบหน้าเฉินป๋อแดงก่ำ เขามองต่ำ พูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า

        “พวกเขาต้องการให้ผมไปปรนนิบัติชายคนหนึ่ง”

        หยางเฉินสะดุ้ง ก่อนที่จะเข้าใจความหมายของเฉินป๋อ เขาไม่เคยคิดว่าเฉินป๋อจะถูกจับไปปรนเปรอผู้ชายด้วยกัน

        “ในเมื่อเพื่อนของผมไม่ต้องการ พวกนายก็อย่าบังคับเขาเลย”

        กัวซีเหิงยิ้มอย่างขมขื่น

        “คุณหยาง ในเมื่อคุณอยู่ที่นี่ผมก็ไม่กล้าแล้วล่ะครับ แต่ผมก็ลำบากใจมากเช่นกัน…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม