0 Views

        “นี่เป็นผู้มีพระคุณของหนู หนูเกือบถูกรถชน แล้วเขาก็ช่วยชีวิตหนูไว้”

        “อะไรนะ”

        ได้ยินดังนั้นเหล่าบอดี้การ์ดต่างเคร่งเครียด น้ำเสียงถังถังไม่ได้กังวลอะไร แต่เหล่าบอดี้การ์ดต่างหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ถ้าหากถังถังเป็นอะไรไปล่ะก็ พวกมันคงไม่อาจดำรงอาชีพนี้ได้อีก

        เสี่ยวหยงมองหยางเฉินด้วยสายตาอันแปลกประหลาด เขาเดินไปหาหยางเฉินพลางกล่าวว่า

        “ขอบคุณที่ช่วยคุณหนูพวกเราไว้นะครับคุณหยาง เป็นไปได้ไหมว่าพวกเราขอเชิญคุณไปพบกับนายท่านเพื่อแสดงความขอบคุณน่ะครับ”

        หยางเฉินเข้าใจดีถึงเจตนาที่แฝงเร้น แต่เขาไม่อยากเสียเวลาไร้สาระกับพวกนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะว่างเขาก็ไม่อยากอธิบายอะไรให้พวกนี้ฟังอยู่แล้ว หยางเฉินโบกมือกล่าวว่า

        “ฉันรู้ว่าพวกนายคิดจะทำอะไร ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับครอบครัวของเด็กคนนี้ แค่บังเอิญช่วยเธอไว้เท่านั้น”

        “คุณหยาง ใจเมื่อคุณมีเจตนาที่ดี อย่างนั้นคุณก็ไม่จำเป็นต้องกลัวนายท่านไปหรอกครับ”

        หยางเฉินหัวเราะกล่าวว่า “ไม่เกี่ยวกับว่ากลัวหรือไม่กลัว ฉันต้องไปพบกับนายท่านอะไรนั่นเพราะเขาบอกงั้นหรือ ทำไมพวกนายไม่เรียกเขามาคุยกับฉันที่นี่ล่ะ”

        “คุณหยาง ถ้าคุณไม่ไปดีๆ อย่าหาว่าพวกเราทำรุนแรงไปล่ะ”

        เมื่อเห็นหัวหน้าตัดสินใจใช้กำลัง พวกบอดี้การ์ดที่เหลือต่างล้อมหยางเฉินไว้ไม่ให้ไปไหนได้

        ทันใดนั้นเองถังถังที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่อาจทนได้อีกต่อไป

        “พี่เสี่ยวหยง เกิดเรื่องอะไรกัน ทำไมทำกับคนที่ช่วยชีวิตฉันอย่างนี้ล่ะคะ ถ้าเขาจะทำร้ายหนูจริงๆ เขาทำไปนานแล้ว”

        “เด็กตัวเล็กๆ ยังฉลาดกว่าพวกนายซะอีก” หยางเฉินถอนหายใจ

        ใบหน้าเสี่ยวหยงเต็มไปด้วยความเคารพ

        “คุณหนูอาจไม่รู้ มีคนมากมายต่างเข้าหาคุณหนูเพื่อหวังผลประโยชน์ คุณหนูไม่สมควรทำให้พวกเราลำบากใจ”

        หยางเฉินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง

        “นายดูหนังมากไปหรือเปล่า ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับพวกนายหรอกนะ หลีกทางไปก่อนที่นายจะเสียใจ”

        “นั่นก็ขึ้นอยู่อยู่กับความสามารถของคุณหยางแล้วล่ะครับ” เสี่ยวหยงกล่าวพลางสั่งลูกน้อง

        “จับเขามัดแล้วนำขึ้นรถ”

        “รนหาที่ตาย” หยางเฉินโกรธเข้าจริงๆ เดิมทีเขาไม่อยากแสดงความสามารถให้ใครเห็นที่นี่

        แต่พวกโง่พวกนี้ทำให้เขามีน้ำโมโห

        ไม่รอให้บอดี้การ์ดตั้งตัว หยางเฉินขว้างบุหรี่ออกไปดั่งกระสุน ปักเข้าที่หัวของบอดี้การ์ดคนหนึ่ง

        เพียงแค่ก้นบุหรี่ก็ทำให้ชายคนนั้นเห็นดาว กระเด็นร่วงลงไปกองกับพื้น

        หยางเฉิน ออกหมัดจู่โจมด้วยวิชาคาราเต้พื้นฐานธรรมดา หากแต่ว่าทรงพลัง ดีที่เขาไม่ค่อยได้ฝึกคาราเต้อย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา มิเช่นนั้นหยางเฉินคงฆ่าพวกมันไปแล้ว

        เสี่ยวหยงตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เขารู้ขีดความสามารถของลูกน้องตัวเองดี ว่าสามารถสู้กับนักคาราเต้สายดำได้อย่างสบายๆ แล้วชายคนนี้สามารถใช้วิชาคาราเต้ระดับพื้นๆ จัดการกับลูกน้องเขาได้อย่างไร

        “คุณต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ” เสี่ยวหยงโพล่งออกมาพร้อมหลั่งเหงื่อเย็น ดึงถังถังมาไว้ข้างหลัง

        หยางเฉิงมองเสี่ยวหยงเหมือนมองคนปัญญาอ่อนคนหนึ่ง เขาหัวเราะเสียงเย็นเยียบกล่าวว่า

        “ใช่ ฉันไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าฉันต้องการทำร้ายคุณหนูของนาย แล้วนายจะทำอะไรได้ นายหยุดฉันได้หรือไง”

        “ถึงผมจะตายผมก็จะปกป้องคุณหนูไว้ให้ได้” เสี่ยวหยงเกร็งกล้ามเนื้อบนร่างกาย กล่าวกับถังถังทางด้านหลังว่า

        “คุณหนูรีบหนีไปเถอะครับ คนผู้นี้อันตรายมาก”

        ถังถังกล่าวว่า “พี่เสี่ยวหยงหยุดเถอะ พี่เอาชนะเขาไม่ได้หรอก หยางเฉินไม่ได้จะทำร้ายหนูด้วย”

        เป็นครั้งแรกที่หยางเฉินรู้สึกอยากสังหารคนเพียงเพราะว่ามันไม่ใช้สมอง หยางเฉินยิ้มเหี้ยมเกรียมกล่าวว่า

        “ถึงแม้ว่า หากการว่าใครว่าโง่นั้น จะต้องย้อนมาดูตัวเองเสียก่อน แต่ฉันต้องยอมรับว่าคนอย่างแกนี่มันน่าด่านัก ไอ้โง่เอ๊ย”

        หยางเฉินชูนิ้วกลางใส่เสี่ยวหยง แล้วหันหลังเดินออกไปในทันที บอดี้การ์ดที่เหลือต่างชี้นิ้วเกี่ยงกันไปขวางหยางเฉิน แต่ไม่มีซักคนที่กล้าขวางทางเขา

        เมื่อเห็นหยางเฉินจากไปแล้ว เสี่ยวหยงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก และรีบพาถังถังขึ้นรถทันที

        “คุณหนูเร็วเข้าครับ มันจะแย่เอาได้หากเขากลับมา พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”

        ถังถังได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าเศร้าหมองลงกล่าว

        “เคยมีคนบอกกับพี่บ้างไหมว่าพี่บื้อขนาดไหน”

        เสี่ยวหยงพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่มีนะคุณหนู ทำไมเหรอครับ”

        “งั้นหนูขอบอกพี่ไว้เลยนะ คนโง่!!” ถังถังตะโกนออกมาเสียงดังลั่น เดินหนีไปทางอื่นทันที

        เสี่ยวหยงมองลูกน้องที่นอนกองเกลื่อนอยู่บนพื้น สลับกับถังถังที่เดินห่างไกลออกไป ด้วยสีหน้ามึนงงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี

        เมื่อวันจันทร์มาถึงอีกครั้ง หยางเฉินยังคงทำหน้าที่ส่งอาหารเช้าอีกเช่นเคย เขาส่งอาหารหลายต่อหลายครั้ง จนมีประสบการณ์ได้เพียงพอที่จะสามารถสั่งซื้อก๋วยเตี๋ยว หรือน้ำเต้าหู้ได้มากกว่าเดิม

        รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ ถ้าในสายตาของคนอื่น ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับหยางเฉินนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจเสียเหลือเกิน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพูดออกไป เขาก็จะโดนผู้คนดูถูกเอาได้

        วันนี้จางไช่มาสายเล็กน้อย ดูเหมือนวันนี้เธอจะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ เธอมาในชุดเดรสสีฟ้าสั้นช่วยขับเน้นรูปร่างให้เห็นเอวบาง และอวดทรงสะโพกให้ยิ่งดูอวบอิ่มยิ่งขึ้น ขาเรียวยาวใส่ถุงน่องสีขาวบริสุทธิ์

        หลังจากยิ้มให้หยางเฉินแล้วเธอก็หยิบถุงเกี๊ยว ลังเลเล็กน้อยก่อนจะหยิบปาท่องโก๋อีกสองอันพร้อมกล่าวว่า

        “ขอบใจสำหรับอาหารเข้าแสนอร่อยนะคะ น้ำหนักฉันขึ้นไปสองกิโลเรียบร้อยแล้ว”

        หยางเฉินกัดขนมเปี๊ยะพร้อมแนะนำว่า

        “วันนี้มีไอเทมใหม่ ได้แก่ ขนมเปี๊ยะไส้ผัก รสชาติไม่เลวทีเดียว คุณจะลองหน่อยไหมล่ะ”

        “นายกินเถอะ ฉันไม่ค่อยชอบกินขนมเปี๊ยะ”

        ทันใดนั้นจ้าวหงเยี่ยนก็โผล่มาแซวจากด้านข้าง “จางไช่ เก็บปากไว้บ้างนะ ระวังสามีเธอจะรับไม่ได้ล่ะ”

        “ฮึ่ม ถ้าสามีฉันไม่ต้องการเมื่อไหร่ ฉันก็แค่หาใหม่เท่านั้นเอง” จางไช่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางมองไปที่หยางเฉิน

        “ใช่ไหม พี่หยาง”

        เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่หยาง’ จากปากจางไช่นั้นทำให้หยางเฉินแทบสำลักอาหาร เขารีบพยักหน้ากล่าวว่า “ใช่แล้ว ถ้าเขาไม่ต้องการคุณล่ะก็ ผมต้องการเอง”

        “มักมาก” จ้าวหงเยี่ยนดุติดตลก

        ในขณะนั้นเองเงาร่างเล็กๆ ก็เดินมาด้านข้างหยางเฉิน กล่าวด้วยเสียงเบาว่า

        “หยางเฉิน ผมขอรบกวนคุณสักครู่ได้ไหม” คนที่พูดกับหยางเฉินนั้นน้อยครั้งนักที่จะพูดออกมา เฉินป๋อ ชายคนนี้

        “มีเรื่องอะไรหรือ” หยางเฉินยิ้มถาม

        เฉินป๋อหน้าแดงเล็กน้อย พูดตะกุกตะกักว่า “ผมมีเรื่องอยากรบกวนคุณน่ะ”

        เฉินป๋อรวมรวบความกล้าก่อนกล่าวต่อว่า

        “ผมได้ยินว่าคุณมีรถ ผมอยากให้คุณไปรับน้องสาวของผมจากสถานีรถไฟน่ะครับ ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองจงไห่ และน้องสาวของผมก็เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ผมกลัวว่าเธอจะถูกโกงหากขึ้นแท็กซี่ เลยอยากจะถามว่าคุณว่างหรือเปล่า” เสียงในตอนท้ายนั้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

        “เรื่องเล็กเช่นนี้ ทำไมคุณทำเหมือนมันยากที่จะพูดนัก” หยางเฉินยิ้มกล่าวว่า “วันไหนบอกมาได้เลย ผมว่างทุกวันอยู่แล้ว”

        เฉินป๋อได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มน่ารัก

        “ครับ วันพุธนี้รถไฟจะมาถึงในตอนบ่าย ต้องรบกวนคุณแล้ว”

        “เมื่อถึงเวลาก็บอกผมล่ะกัน” หยางเฉินตอบตกลง

        พนักงานสาวในแผนกพีอาร์ต่างรู้สึกประหลาดใจ น้อยนักที่เฉินป๋อจะเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หลังจากเฉินป๋อกลับไปแล้ว หยางเฉินก็กลับมาเล่นเกม วันนี้ไม่ใช่ตาของโปเกมอน แต่เป็นตาของมาริโอ้

        เห็นดังนั้น พนักงานสาวทุกคนต่างมองหยางเฉินอย่างไร้คำพูด

        “หยางเฉินสังเกตไหมว่าหัวหน้าดูผอมลงไปนะ เธอเลิกกับแฟนมาหรือเปล่า” จ้าวหงเยี่ยนรีบมากระซิบกล่าวกับหยางเฉิน

        หยางเฉินเหมือนมีบางอย่างในใจ เขายิ้มอย่างผ่อนคลายกล่าวว่า

        “ผมจะรู้ได้อย่างไร แต่ดูเหมือนเธอจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วนะ อย่างน้อยเธอก็ขอบคุณ เมื่อเธอหยิบอาหารของเธอไป” หยางเฉินพูดพลางเล่นเกมต่อ

        ช่วงบ่ายหยางเฉินเล่นเกมสักพักก็หมดเวลาทำงาน เขาขับรถ BMW กลับบ้าน ฟังข่าววิทยุพลางคิดว่าป้าหวังจะเตรียมอาหารอะไรไว้ให้เขาเมื่อกลับไปถึง

        ในขณะนั้นเอง หยางเฉินรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง จากประสบการณ์พิเศษอันโชกโชน เขามองไปที่กระจกหลัง แล้วทันใดนั้นหยางเฉินก็หัวเราะขึ้นในทันที

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม