0 Views

        อันที่จริงหลินรั่วซีรู้ตั้งแต่หยางเฉินเดินเข้ามาในห้องแล้ว จากการโหมงานหนักตั้งแต่เด็ก ทำให้หลินรั่วซีรู้สึกตัวได้ง่าย และไม่เคยหลับลึกมาก่อน

        การที่หยางเฉินดูแลเธออย่างอ่อนโยน ซึ่งไม่เคยมีชายคนใดทำแบบนี้กับเธอมาก่อน แต่เธอก็รู้สึกว่าไม่ควรแกล้งหลับแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วยังไงเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับหยางเฉินอยู่ดี

        “อืม… ผมทำให้คุณตื่นหรือเปล่า?”

        หยางเฉินคิดว่าเขากระทำด้วยเสียงอันเบาที่สุดแล้ว และไม่คิดว่าเธอจะตื่นขึ้นมา หลินรั่วซีมองหยางเฉินเงียบๆ เธอกระพริบตาเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา

        “เชี่ยนนีไม่ได้ชวนนายไปข้างนอกเหรอ เธอเป็นยังไงบ้าง?”

        “คุณหมายความว่าอย่างไร” หยางเฉินสงสัยที่เธอถามเกี่ยวกับโม่เชี่ยนนี

        “วันนี้เธออารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะ” หลินรั่วซีตอบ

        “แน่นอน” หยางเฉินนั่งลงข้างเตียงพูดยิ้มๆ ว่า

        “คนถูกลักพาตัวจะอารมณ์ดีได้ยังไงล่ะ จริงไหม?”

        “ไม่ใช่เรื่องที่ถูกลักพาตัวหรอก” หลินรั่วซีตอบกลับอย่างมั่นใจ

        หยางเฉินขมวดคิ้ว นึกถึงตอนที่เธอรับโทรศัพท์ “มันเกี่ยวกับครอบครัวใช่ไหม?”

        “เท่าที่ฉันรู้คือ สมาชิกในครอบครัวของเธอกำลังมาที่นี่ และเธอก็อารมณ์ไม่ดี”

        “ตอนแรกเธอก็อารมณ์ไม่ดีนักหรอก แต่ตอนนี้ไม่แล้ว”

        หยางเฉินไม่ได้พูดถึงการกอดต่อหน้าภรรยา แม้ว่าเธอจะสนใจหรือไม่ก็ตาม

        หลังจากหลินรั่วซีทำเสียง “เอ่อ” เธอก็หลับตาลงบอกเป็นนัยให้หยางเฉินรับรู้ว่า เธอต้องการที่จะนอน เขาควรออกไปได้แล้ว

        หยางเฉินยิ้มอย่างขมขื่น เขายังมีเรื่องที่อยากพูดคุยกับหลินรั่วซีอยู่

        “ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก มันเป็นเหตุผลที่ผมมาหาคุณที่นี่ ทำใจให้ดีๆ ล่ะ เกี่ยวกับหลินคุน”

        หลินรั่วซีลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงรอฟังหยางเฉินเงียบๆ

        “เขากลายเป็นบ้า อาจเพราะไม่อาจทนรับความสูญเสียได้ ตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวช” หยางเฉินพูดออกไปตรงๆ

        ร่างของหลินรั่วซีสั่นสะท้าน เธอรีบหันหน้าหนีหยางเฉิน พร้อมกล่าวว่า “ฉันรู้แล้ว นายออกไปได้”

        หยางเฉินรู้ว่าเวลานี้เธอต้องการอยู่คนเดียว เขาจึงออกจากห้องไปทันที

        ไม่กี่วันต่อมา หยางเฉินใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ และสะดวกสบาย เขายังคงส่งอาหารให้หญิงสาวในแผนกอยู่ทุกวี่วัน ตอนนี้หยางเฉินสนิทกับจ้าวหงเยี่ยน หลิวหมิงอวี้ และจางไช่ที่สุด เขาหยอกล้อพวกเธอจนถูกทุบตีเป็นประจำ นั้นเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการเล่นเกม

        หัวหน้าหม่าไม่มากวนใจสาวๆ ในแผนกพีอาร์อีก ตามที่หลิวหมิงอวี้บอก เขาได้ยื่นจดหมายลาออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        โม่เชี่ยนนีกลับมาทำงานตามปกติ เธอควบตำแหน่งรองประธานกรรมการของบริษัท ซึ่งแต่เดิมไม่มีตำแหน่งนี้อยู่ เพราะหลินรั่วซีมีอำนาจเด็ดขาด และไม่ต้องการรองประธานหรือผู้ช่วยใดๆ แต่เมื่อหลินรั่วซีป่วย หลายโครงการในบริษัทจึงหาข้อสรุปไม่ได้ ดังนั้นหลินรั่วซีจึงแต่งตั้งให้โม่เชี่ยนนีเป็นคนตัดสินใจแทน และให้เลขาอู๋เยวี่ยคอยสนับสนุน

        โม่เชี่ยนนีนั้นถึงจะอายุน้อย แต่ผู้อาวุโสในบริษัทต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับซีอีโอคนก่อนและคนปัจจุบัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจคัดค้านการตัดสินใจของโม่เชี่ยนนี

        สิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยกันคือ ทุกคนตัดสินใจไปเยี่ยมหลินรั่วซีโดยพร้อมเพรียง

        สิ่งนี้ทำให้หยางเฉินประหลาดใจ เพราะว่าหลินรั่วซีนั้น มักจะแสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่า อย่าเข้ามาใกล้ จึงไม่มีพนักงานคนใดกล้าพูดคุยกับเธอ แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าเธอเข้าโรงพยาบาล ทุกคนในบริษัทต่างกระตือรือร้นที่จะไปเยี่ยมเธอ

        ภายในแผนกพีอาร์ เหล่าสาวๆ ต่างเตรียมของขวัญอย่างพิถีพิถัน พวกเธอเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและผิวพรรณต่างๆ ไปที่โรงพยาบาลและแม้กระทั่งสั่งช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นถึงกับจะไปถ่ายรูปหลินรั่วซีถึงในโรงพยาบาล

        ภาพนี้เป็นภาพที่หลินรั่วซีถือหนังสืออยู่ในมือและมองมายังเหล่าพนักงานด้วยดวงตาสดใส เป็นความงดงามที่ออกมาจากภายในนั้นทำให้พนักงานต่างกรีดร้องด้วยความอิจฉา ที่ใบหน้าซีอีโอของพวกเธอนั้นสมบูรณ์แบบโดยไม่จำเป็นต้องแต่งแต้มใดๆ

        ในช่วงนี้หยางเฉินสังเกตเห็นผู้คนมากมายที่เข้าเยี่ยมเพื่อหวังผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ของหยางเฉินกับหลินรั่วซีนั้นเป็นความลับ หยางเฉินใช้เวลาในโรงพยาบาลไม่มากนัก เขาเพียงส่งหนังสือให้หลินรั่วซีเป็นบางครั้ง

        คนๆ หนึ่งเป็นคนที่หยางเฉินเคยเจอถึงสองครั้งและทั้งสองครั้งก็ค่อนข้างเลวร้าย เธอคือสารวัตรไช่นั่นเอง

        ในขณะนั้นเอง ไช่เอี๋ยนก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยชุดเสื้อผ้าลำลอง เธอสวมเสื้อรัดรูปแขนสั้นสีขาว ขับเน้นเอวบาง และเกิดเทือกเขาอันสูงชัน เธอสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นสีฟ้า และรองเท้าไนกี้สีชมพู พร้อมผมสั้นเรียบร้อย และใบหน้าอันทรงเสน่ห์เข้ากันได้ดีกับร่างสูง เธอดูไม่เหมือนกับสารวัตร แต่เหมือนกับแม่บ้านผู้เซ็กซี่มากกว่า

        เมื่อไช่เอี๋ยนปรากฏตัวขึ้น หยางเฉินก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่เมื่อมองไปยังใบหน้างดงามของเธอแล้ว หยางเฉินจึงแน่ใจว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไป

        “โอ้ สารวัตรไช่มาด้วยเหรอครับ” หยางเฉินยิ้มให้การต้อนรับ

        “ฉันรู้ว่านายไม่ต้อนรับฉัน แต่ฉันมาที่นี่เพื่อพบรั่วซี” ไช่เอี๋ยนเหลือบมองหยางเฉินเล็กน้อยพลางเดินตรงไปยังหลินรั่วซี

        “ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหักโหมจนเกินไป ให้ดูแลตัวเองให้ดี”

        เห็นได้ชัดว่าหลินรั่วซีคุ้นเคยกับไช่เอี๋ยนเป็นอย่างดี เธอชี้ไปยังกล่องในมือของไช่เอี๋ยนพลางกล่าวว่า

        “นั่นสำหรับฉันเหรอคะ”

        ในมือของเธอเป็นของขวัญ แต่มันไม่ใช่ผลไม้ โสมพันปี หรือเห็ดหลินจือจากมณฑลยูนนาน มันเป็นกล่องขนมหยวนเซียว(บัวลอยจีน)

        “ใช่ ฉันเห็นเธอชอบกินตั้งแต่เด็กๆ” ไช่เอี๋ยนกล่าวพลางวางมันไว้บนโต๊ะ

        “ขอบคุณค่ะ” หลินรั่วซีเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

        ไช่เอี๋ยนฮึดฮัด แกล้งทำเป็นโกรธเคืองกล่าวว่า

        “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก ฉันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาที่นี่ เธอใจร้ายจริงๆ ไม่แม้แต่จะบอกพี่สักนิดว่าเธอแต่งงานแล้ว ความสัมพันธ์ของเราเป็นแค่เรื่องไร้สาระสินะ”

        หลินรั่วซีก้มหน้าเงียบ เธอเลือกที่จะไม่ตอบอะไร

        ไช่เอี๋ยนเหมือนจะเข้าใจนิสัยของหลินรั่วซี ดังนั้นเธอเลยถามเรื่องที่ค้างคาใจ

        “ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าชายที่เธอขอให้ทนายจางช่วยจะกลายมาเป็นสามีของเธอได้ พวกเธอคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่รู้มาก่อน”

        หลินรั่วซียังคงก้มหน้าเงียบ เธอไม่อาจสรรหาคำใดมากล่าวได้

        ไช่เอี๋ยนรู้ว่าเธอไม่อาจทำอย่างไรได้อีก

        “เธอเป็นอย่างนี้เสมอเลยนะรั่วซี ยังคงเงียบเมื่อเจอคำถามที่ไม่อยากตอบ อันที่จริงยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คุณปู่ของเธอท่านบอกว่าคิดถึงเธอมาก และบอกให้เธอดูแลตัวเองดีๆ”

        เมื่อได้ยินคำว่า “คุณปู่” หลินรั่วซีก็เงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า  “ฉันไม่ต้องการความห่วงใยจากเขา ฉันไม่มีคุณปู่มานานมากแล้ว”

        “อันที่จริงคุณปู่หลินมีความลำบากใจอย่างยิ่ง…” ไช่เอี๋ยนยิ้มอย่างขมขื่นพยายามกล่าวอธิบาย

        “หยานหยานไม่ต้องพูดแล้ว ฉันไม่อยากได้ยิน” หลินรั่วซีหันหน้าหนี

        หยางเฉินผู้นั่งอยู่ข้างๆ ฟังการสนทนาอย่างงงๆ หลินรั่วซีมีคุณปู่? ทำไมเธอไม่เคยพูดถึงมาก่อน นอกจากนี้เธอ และไช่เอี๋ยนยังรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ‘แน่นอนว่าควรจะดี’ อีกทั้งไช่เอี๋ยนยังรู้เรื่องปู่ของหลินรั่วซีอีกด้วย แน่นอนว่าไช่เอี๋ยนเป็นคนที่รู้มากคนหนึ่ง

        หลินรั่วซีเหมือนจะเกลียดคุณปู่ของเธอเป็นอย่างมาก เมื่อคุณย่าจากไป พ่อก็กลายเป็นบ้า คุณปู่จึงเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

        เมื่อเห็นหลินรั่วซีอารมณ์บูด ไช่เอี๋ยนก็ถอนหายใจ เธอได้แต่หยุดไว้แค่นั้นและกล่าวอำลา ก่อนจะเดินออกไป ไช่เอี๋ยนสังเกตเห็นหยางเฉินยืนอยู่ข้างประตูห้องพักเธอจึงกล่าวกับเขาว่า “สามีของรั่วซี ช่วยไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ”

        “อืม…”

        ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ หยางเฉินพึมพำในใจ บนหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

        “ได้เลยครับสารวัตร”

        หลังจากไช่เอี๋ยนเดินไปที่ประตู หยางเฉินเห็นดังนั้นก็หาวิธีหลบเลี่ยง แต่ไช่เอี๋ยนก็ชี้มือไปที่มุมหนึ่งพลางกล่าวว่า “หยางเฉินฉันมีเรื่องอยากถาม”

        “สารวัตรไช่กำลังสอบถามผู้ต้องสงสัยเหรอครับ?” หยางเฉินยิ้มอย่างขมขื่น

        ไช่เอี๋ยนสวมบทบาทสารวัตรตำรวจผู้เคร่งขรึม เธอไม่มีท่าทีเล่นๆ แต่อย่างใด

        “วันนั้นเหตุการณ์ที่เกิดกับเฉินเต๋อไห่ เป็นฝีมือนายใช่ไหม”

        “เฉินเต๋อไห่? บ้านตะกูลเฉิน? พวกนั้นคืออะไรเหรอครับ?” หยางเฉินรีบปฏิเสธทันที

        “สารวัตรไช่เอี๋ยน ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร” หยางเฉินยกมือประท้วง

        “ถ้าจะกล่าวหาผม ต้องมีหลักฐานนะครับ ผมเป็นพลเมืองดีที่ปฏิบัติตามกฏหมายนะ”

        “อย่าโกหกฉันซะให้ยากเลย ไม่ว่านายจะยอมรับหรือไม่ แต่วันหนึ่งฉันจะหาหลักฐานมามัดตัวนายให้ได้ สำหรับเรื่องการแต่งงานของหลินรั่วซี ฉันจะหาสาเหตุเอง แต่ถ้านายทำร้ายรั่วซีล่ะก็ ฉันจะทำให้นายตายโดยที่นายเองก็ไม่รู้ว่านายตายได้อย่างไร”

        หยางเฉินกลืนน้ำลาย ยิ้มอย่างเชื่องช้ากล่าวว่า

        “เรื่องที่ผมแต่งงานกับภรรยานั้นน่าตกใจก็จริง ผมยอมรับว่าภรรยานั้นสวยน่ารักกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย แต่มันเป็นความผิดของผมเองที่หน้าตาดีเกินไป?”

        “หน้าด้าน” ไช่เอี๋ยนจ้องมองหยางเฉินครู่หนึ่งจากนั้นจึงหันไปทางอื่น

        หยางเฉินสูดหายใจลึก กว่าเขาจะจัดการสารวัตรก็ถึงกับหืดขึ้นคอ แต่เมื่อหันกลับมาเขาก็พบกับฉากที่น่ารักเหลือใจ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม