0 Views

        “อะไร ฉันพูดไม่ได้หรือไงกัน นายไม่รู้หรือไงว่ามันบ้าแค่ไหน”

        “ผมไม่เถียงกับคุณแล้ว คุณจะคิดยังไงก็เรื่องของคุณ การแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ บางสิ่งบางอย่างก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด” หยางเฉินหัวเราะอย่างสบายๆ

        โม่เชี่ยนนีหันหน้าหนีด้วยความโกรธ

        “ฉันแค่ต้องการช่วยนายนะ นายไม่ใช่คนโง่ แต่ยังฉลาดกว่าหลายๆ คนด้วยซ้ำ นายสามารถพูดได้หลายภาษา แต่ทำไมนายไม่ทำงานเหมือนคนอื่นๆ เขา นายไม่มีความมุ่งมั่น ไม่เอาการเอางานเช่นชายอื่น นายอยากเกาะผู้หญิงกินไปตลอดชีวิตหรือยังไง แม้ว่ารั่วซีจะใช้นายเป็นไม้กันหมาจากชายคนอื่นๆ แต่มันต้องมีสักวันที่เธอไม่ต้องการนายอีก แล้วหลังจากนั้นนายจะทำอะไร”

        “เกาะผู้หญิงกินก็ไม่เลวนะ” หยางเฉินพยักหน้า

        “ตอนนี้ผมขับรถภรรยา อยู่บ้านภรรยา ผมคิดว่าภรรยาผมก็ไม่เลวนะ หากวันใดเธอไม่ต้องการผมแล้ว ผมก็แค่กลับไปขายแพะเหมือนเดิม”

        “นาย…” โม่เชี่ยนนีอัดอั้นไปด้วยความโกรธ เธอพยายามช่วยเหลือ ทั้งยังแนะนำต่างๆ นานา แต่ชายคนนี้ก็ยังเฉยเมย

        หลังจากสูดหายใจลึกโม่เชี่ยนนีก็บรรเทาความโกรธไปได้บ้าง แต่เมื่อมองไปยังคนตรงหน้าความโกรธก็ยิ่งพุ่งทะยานขึ้นสูงสุด ดังนั้นเธอจึงหันไปทางพี่เซียงแทน

        “พี่เซียงขอเหล้าขาวสองขวดค่ะ เอาแบบแรงที่สุด!”

        พี่เซียงที่กำลังทำอาหาร เมื่อได้ยินดังนั้นเธอก็มองมาด้วยรอยยิ้ม

        “เหล้าขาว? มันคือเกาเหลียงใช่ไหม? ” หยางเฉินยังคงไม่คุ้นเคยกับเครื่องดื่มท้องถิ่น

        “ใช่… ถ้าฉันไม่ดื่มซักหน่อย ฉันได้บ้าตายเพราะนายแน่ๆ!” โม่เชี่ยนนีกล่าวพลางจ้องมองหยางเฉิน

        พี่เซียงดูเหมือนจะรู้ว่าโม่เชี่ยนนีสามารถกินอาหารรสเผ็ด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เธอจึงจัดเต็มอาหารรสจัด ทั้งอาหารทะเล ทั้งผัดผัก ทั้งหมดใส่พริกในปริมาณมาก และยังมีขวดสุราเห่าดงสุดแกร่ง

        “นายดื่มเป็นหรือเปล่า?” โม่เชี่ยนนีเปิดขวด และหันไปถามหยางเฉิน

        หยางเฉินรู้สึกหวิวเล็กน้อย เมื่ออยู่ในต่างประเทศเขาดื่มสุราตะวันตกและมักจะดื่มไวน์ แต่สุราที่มีความแรงเช่นนี้เขาไม่สันทัดนัก แต่เมื่อเห็นโม่เชี่ยนนีแล้ว ก็มีความคิดว่า ‘เป็นผู้หญิงดื่มเก่งมาก’ ผุดขึ้นมา

        เขายิ้มอย่างขมขื่นกล่าวตอบว่า “ผมดื่มไม่เก่ง ผมไม่เคยดื่มเหล้าอย่างนี้”

        “อ่อนหัดจริงๆ” โม่เชี่ยนนีกล่าวพลางเทเหล้าใส่แก้วหยางเฉิน

        พี่เซียงดูแลลูกค้ารายอื่นๆ อยู่ เธอจึงคุยกับโม่เชี่ยนนีสองสามประโยค และทำงานของเธอต่อไป ปล่อยคู่ชายหญิงไว้กับเหล้าแรงๆ พร้อมกับแกล้มเสฉวนรสจัด อยู่ในมุมหนึ่งของร้าน

        ค่ำคืนผ่านไป แต่แสงไฟริมแม่น้ำนั้นไม่เคยมอดดับ แสงจันทร์สีขาวส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า บนผืนวารีเต็มไปด้วยหมู่ดาวนับไม่ถ้วน ดังเช่นการเคลื่อนไหวของทางช้างเผือก ลมเย็นที่พัดผ่านใบหูไปทั้งๆ ที่ไม่ได้เจาะหู

        หยางเฉินลิ้มรสอาหารรสเผ็ดร้อนพลางจิบสุราตามเล็กน้อย และค่อยๆ รับรู้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรู้สึกผ่อนคลายทำให้เขาค่อนข้างประหลาดใจ

        นี่มันไม่ใช่ชีวิตที่เขาปรารถนาหรืออย่างไร?

        มีสุรา มีเนื้อ มีผู้คนผ่านไปมาดังที่แห่งนี้ รู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดโชย ร่มเงาของแมกไม้ เสียงของแม่น้ำที่ไหล และแว่วเสียงจากแมลง ทั้งหมดนี้ดูงดงามยิ่ง และคุ้มค่าที่จะมองไปข้างหน้า

        สักพักหยางเฉินก็กลับมาสู่ความเป็นจริง เขามองไปยังโม่เชี่ยนนีอย่างตกตะลึง

        โม่เชี่ยนนีเมาไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยเหล้าขาว ใบหน้าของเธอเจือสีแดงด้วยฤทธิ์จากเครื่องดื่ม

แอลกอฮอล์ ทำให้ผิวยิ่งดูเหมือนเป็นสีดอกกุหลาบอันน่าเสน่หาภายใต้แสงไฟ ดวงตาของเธอนั้นใสดั่งน้ำในฤดูใบไม้ผลิขณะที่เธอจ้องมองจานบนโต๊ะ โดยไม่ขยับเขยื้อนเหมือนกับอยู่ในอาการงุนงง

        “พอได้แล้วล่ะ คุณดื่มมากไปแล้ว”

        โม่เชี่ยนนีเหลือบมองหยางเฉินเล็กน้อยพลางส่ายหัว กล่าวด้วยน้ำเสียงคลุมเครือว่า

        “เมื่อก่อนไม่มีใครยอมมาที่นี่กับฉัน ฉันจึงไม่สามารถดื่มมันมากเช่นนี้เพียงลำพัง”

        “คุณไม่มีเพื่อนหรือยังไง?” หยางเฉินถามอย่างอยากรู้อยากเห็น

        โม่เชี่ยนนีหัวเราะร่วนกล่าวว่า

        “มีใครในบริษัทที่นายคิดว่าจะมายังที่สกปรกเช่นนี้หรือยังไง?”

        หยางเฉินพูดไม่ออก จริงที่ว่าสถานะของโม่เชี่ยนนีนั้น การหาเพื่อนนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีสักกี่คนที่จะยอมมาสถานที่เช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล การมาในสถานที่เช่นนี้เปรียบเสมือนการลดฐานะทางสังคม นั่นทำให้พวกเขาล้วนเสียหน้า

        “หมายความว่าผมเป็นคนแรกที่มาทานอาหารกับคุณที่นี่” หยางเฉินเอ่ยขึ้นด้วยความเหลิง

        “และยังเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันชวนมา” โม่เชี่ยนนีตอบ แล้วกล่าวต่อว่า

        “เมื่อชายคนอื่นๆ ชวนฉันมาทานข้าว ฉันไม่เคยสร้างความยินดีให้แก่พวกเขาเลยนายรู้หรือเปล่า?”

        “โชคดีที่มันเป็นแผงขายอาหาร ถ้ามันเป็นที่อื่นล่ะก็ ผมได้กลายเป็นศัตรูของชายทุกคนกันพอดี” หยางเฉินพูดติดตลก

        “ไม่ดีหรือไง? ฉันคิดว่าอาหารที่นี่อร่อยกว่าภัตตาคารในโรงแรมห้าดาวเสียอีก” โม่เชี่ยนนีกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

        หยางเฉินพยักหน้า แม้จะเผ็ดไปบ้าง แต่อาหารที่นี่นั้นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ เป็นสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกรัก

        ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน โทรศัพท์ของโม่เชี่ยนนีก็ดังขึ้น โม่เชี่ยนนีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เธอชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงกดรับ

        “แม่คะ… เข้าใจแล้วค่ะ… รักษาสุขภาพด้วยนะคะ…” หลังจากวางสาย เธอวางมือถือไว้ข้างๆ จากนั้นยกแก้วขึ้นมากระดกจนหมดแก้ว

        หยางเฉินเห็นดังนั้น ก็เอ่ยถาม “แม่ของคุณโทรมางั้นเหรอ?”

        โม่เชี่ยนนีมองไปที่หยางเฉิน และพยักหน้า “นายได้ยินหรือเปล่า”

        “มีปัญหาหรือไง?”

        “เปล่า”

        “ให้ช่วยไหม?”

        “ไม่”

        “คุณดูเหมือนคุณจะอารมณ์ไม่ดีนะ”

        “นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ!” โม่เชี่ยนนีขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด

        หยางเฉินยิ้มอย่างเชื่องช้า “ผมอิ่มแล้ว คุณล่ะ?”

        “งั้นไปกันเถอะ” โม่เชี่ยนนีหยิบข้าวของ และลุกออกไป

        แม้ว่าพี่เซียงจะปฏิเสธแล้วหลายครั้ง แต่โม่เชี่ยนนียังยืนกรานที่จะจ่าย และยังให้มากกว่าค่าอาหารอีกด้วย เธอบอกว่าเอาไว้ให้เด็กๆ พี่เซียงดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึก สุดท้ายเธอได้แต่ยอมรับเงินจำนวนนั้นไว้

        ทั้งสองเดินกลับไปยังที่จอดรถของโม่เชี่ยนนีอย่างเงียบๆ

        เมื่อพวกเขามาถึงรถ รอบข้างเต็มไปด้วยแสงไฟสลัว ทันใดนั้นโม่เชี่ยนนีก็หันมา จ้องหยางเฉิน ด้วยดวงตาใสแป๋ว ภายใต้แสงไฟนีออน ใบหน้าของเธอดูเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิม

        “มีอะไรหรือเปล่า” หยางเฉินรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับโม่เชี่ยนนี แต่เขาไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้คิดได้ เขาจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่นิ่งเงียบรอฟังอย่างเดียว

        “ขอฉันกอดหน่อยได้ไหม…”

        “อะไรนะ?”

        โม่เชี่ยนนีตอบด้วยการอ้าแขน และสวมกอดหยางเฉิน

        หยางเฉินไม่ได้ปฏิเสธหรือหลบหลีก เรียวแขนเย็นและเรียบเนียนที่โอบรอบคอของเขานั้นหอมเป็นอย่างยิ่ง พร้อมๆ กับกลิ่นแอลกอฮอล์โชยเข้าจมูก หยางเฉินรู้สึกถึงก้อนกลมขนาดใหญ่นุ่มๆ หยืดหยุ่นได้อย่างชัดเจน หยางเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ ก่อนยกแขนกอดโม่เชี่ยนนีแน่น

        ค่ำคืนนี้ทั้งสองเป็นเหมือนคู่รัก ที่กอดกันในดินแดนรกร้าง เพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่ยากจะมี

        “อันที่จริงคุณสามารถบอกผมได้ บางทีผมอาจจะช่วยคุณได้อย่างในวันนี้” หยางเฉินพึมพำออกมา

        โม่เชี่ยนนีมุดหน้าอยู่ที่อก ลูบมันเล็กน้อย ตอบอย่างมีเลศนัยว่า

        “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ให้ฉันกอดซักครู่ก็พอ…”

        การกอดที่คาดไม่ถึงนี้ดูคล้ายจะยาวนาน แต่เมื่อทั้งสองแยกออกจากกันพวกเขารู้สึกว่าเวลานั้นผ่านไปเพียงครู่เดียว

        โมเชี่ยนนี่ลูบผมด้วยใบหน้าแดงเล็กน้อย ในขณะที่มองหยางเฉินอย่างเอียงอาย

        “ขอบคุณนะ กลับกันเถอะ”

        “สำหรับสาวงามที่กระโจนเข้าหาอ้อมกอดของผม ผมคิดว่ามันเป็นกำไรละกัน”

        “ฉันรู้ว่านายไม่ได้คิดเช่นนั้น” โม่เชี่ยนนีพูดพลางมองไปยังช่วงล่างของหยางเฉิน “เว้นแต่ นายจะหมดสมรรถภาพ”

        หยางเฉินหน้าซีดเผือด วันนี้การพยายามเป็นคนดีและซื่อสัตย์เป็นเรื่องยาก ผู้หญิงคนนี้ซุกซนเกินไป เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของหยางเฉิน!

        หลังจากกลับไปที่บริษัท หยางเฉินกล่าวคำอำลากับเธอแล้วรีบขับรถกลับไปที่โรงพยาบาล แม้ว่าหลินรั่วซี จะบอกว่ายอมแพ้เรื่องของพ่อแล้ว แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับว่าหลินคุนกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว

        เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหยางเฉินก็เห็นพยาบาลต่างทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น และเมื่อเขาเดินเข้ามาในบริเวณห้องของหลินรั่วซี เขาเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็พบว่าเขาคาดเดาผิดไป

        โคมไฟบนโต๊ะยังสว่างอยู่ แต่หลินรั่วซีนั้นหลับไปแล้ว ข้างๆ หมอนของเธอเป็นหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจการตลาด เธอสวมชุดนอนสีฟ้าลายขาว ผมยุ่งปกคลุมครึ่งใบหน้า เผยให้เห็นด้านที่ละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถเห็นง่ายนักในช่วงเวลาปกติ

        มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าหญิงสาวนางนี้จะเป็นซีอีโอของบริษัทที่มีพนักงานหลายพันคนทั่วโลก คิดได้ดังนี้ หยางเฉินก็รู้สึกชื่นชมในตัวภรรยาของเขา

        หยางเฉินรู้สึกว่าเครื่องปรับอากาศภายในห้องเย็นเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นหลินรั่วซีผล็อยหลับไปในขณะที่อ่านหนังสืออยู่ ครึ่งท่อนบนของเธอจึงไม่มีผ้าห่ม

        หยางเฉินกังวลว่าเธออาจเป็นหวัดได้ จึงเดินอ้อมไปด้านข้าง ปรับเตียงนอนให้พอดี ค่อยๆ ขยับหัวของเธอลงมาที่หมอน จากนั้นจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาจนปกคลุมไหล่หลินรั่วซีอย่างแผ่วเบา แล้วตบผ้าห่มด้านข้างของเตียงเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอากาศเย็นเข้าไป

        ในขณะนั้นเองดวงตาของเธอพลันลืมขึ้นมามองหยางเฉินด้วยสายตาสับสนเล็กน้อย แม้จะเป็นเพียงการจ้องมองเงียบๆ แต่หยางเฉินก็รู้สึกได้ถึงความล้ำลึก และชัดเจนในดวงตาคู่นั้น เขาไม่สามารถทำอะไรได้อีก เพียงจ้องกลับไปสบตากับแววตาคู่สวยนั้น

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม