0 Views

        “มันคือเฉินเฟิงงั้นหรือ? “

        หยางเฉินนึกออกในที่สุด เขานึกไม่ถึงว่าชายคนนี้จะเป็นเฉินเฟิง

        เทียบกับก่อนหน้านี้แล้วเฉินเฟิงเปลี่ยนเป็นคนละคน ใบหน้าซูบตอบลงกว่าเดิม ผมเผ้ายุ่งเหยิง รอยขีดข่วน ฟกช้ำทั่วร่างกาย รอยยิ้มเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่ามันกลายเป็นสัตว์ป่าโดยสมบูรณ์ สภาพของนายน้อยตระกูลเฉิน เปลี่ยนไปเป็นคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง นี่อาจเป็นสิ่งที่สวรรค์ต้องการ

        อย่างไรก็ตามหยางเฉินไม่รู้สึกสงสาร แม้แต่น้อย เฉินเฟิงทำอะไรไว้เวลานี้มันถึงคราวที่ต้องชดใช้กรรม

        จางอิงจ้องมองเฉินเฟิงด้วยแววตาที่เหี้ยมโหด เฉินเฟิงเป็นคนทำลายชีวิตเธอ

        “ใช่แล้วค่ะ มันคือเฉินเฟิง ตอนนี้มันกลายเป็นหมาที่ฉันฝึกมากับมือ”

        จางอิงพูดขึ้นพลางกระชับสายเชือกที่มือ

        เฉินเฟิงผู้ซึ่งกระทำชำเราหลินคุนอยู่กลับถูกกระชากลงกับพื้น มันคลานต่ำมาข้างหน้าจางอิงพร้อมกับแลบลิ้นเลียเท้าเยี่ยงสุนัข

        หยางเฉินสังเกตเห็นที่คอของเฉินเฟิงมีปลอกคอสวมอยู่คล้ายเป็นปลอกคอสุนัข

        “ทุกครั้งที่ผมเห็นไอ้สารเลวนี้ ผมอยากจะเป่ากบาลมันแทบแย่ แต่น้องสาวกลับไม่อนุญาตให้ผมทำ”

        “ทำอย่างนั้นถือว่าช่วยให้มันไปสบายเกินไป ฉันต้องการทรมานมัน มันทำกับฉันเหมือนเป็นขยะ ฉันเลยให้ผู้ชายมาทรมานมันบ้าง ทุกคืนเหล่าพี่น้องทั้งชายและหญิงที่เคยถูกมันกระทำล้วนมาจัดการมันอย่างสม่ำเสมอ การจะฆ่ามันนั้นเอาไว้หลังจากนี้ก็ยังไม่สาย” จางอิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเฉยเมย

“คุณหยาง คุณจะให้สัตว์เลี้ยงของฉันจัดการกับหลินคุนต่อไหมค่ะ”

        หยางเฉินเหลือบมองหลินคุนที่สลบไปจากความเจ็บปวด กล่าวว่า

        “ตามสบาย… จะทำอะไรกับชายคนนี้ก็ได้ แต่อย่าให้ถึงตายก็พอ”

        หยางเฉินพูดจบก็เดินออกจากห้องไป ไม่ว่าจุดจบของหลินคุนและเฉินเฟิง จะเป็นอย่างไรต่างก็ไม่มีความสำคัญใดๆ สำหรับเขา

        แต่แผนการหรือจะสู้ลิขิตฟ้า

        ในขณะที่หยางเฉินกำลังขับรถกลับโรงพยาบาล จางหู่ก็โทรมา บอกสิ่งที่ทำให้หยางเฉินตกตะลึง นั้นคือ หลินคุนกลายเป็นบ้าไปโดยสมบูรณ์

        การแก้แค้นของหลินคุน จบด้วยการถูกโยนลงถังขยะ มันมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง แต่ทุกครั้งก็ต้องประสบกับความล้มเหลว การเสียหุ้นของบริษัทอวี้เหล่ยไปทำให้มันแทบหมดสิ้นความหวัง และสุดท้ายยังถูกพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปอีก

        ลูกชายเศรษฐีผู้สุขสบายมาตลอดชีวิตมีจุดจบเยี่ยงนี้เอง

        บางทีการกลายเป็นคนบ้าอาจปลดปล่อยหลินคุนจากความจริงอันโหดร้าย

        หยางเฉินบอกจางหู่ให้ส่งหลินคุนไปโรงพยาบาล จางหู่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของหยางเฉิน

        เมื่อเสร็จธุระของหลินคุนแล้ว โม่เชี่ยนนีก็โทรมา หัวหน้าสาวสวยคนนี้ของเขาไม่เคยยิ้มหรือขอบคุณใดๆ แม้ตอนที่เขาช่วยเธอไว้ก็ตาม เธอยังคงทำตัวเหมือนเขาติดหนี้เธออยู่ นั่นทำให้หยางเฉินรู้สึกปลง

        “สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าคุณโม่”

        หยางเฉินเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย

        โม่เชี่ยนนีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย

        “น้ำเสียงอะไรของนาย พูดคุยกับฉันมันทำให้นายทรมานมากนักหรือไง?”

        “ไม่ใช่หรอกครับ ผมรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย”

หยางเฉินขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้พร้อมจะเปิดศึกกับเขาได้ทุกเมื่อจริงๆ

        “จะบอกอะไรให้ คุณผู้หญิงท่านนี้จะเชิญนายไปดินเนอร์ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”

        “คุณโม่ คุณกำลังจะส่งผมไปทานข้าวแล้วทวงหนี้อีกแล้วใช่ไหม”

หยางเฉินถามอย่างหวาดระแวง

        “ไปตายซะหยางเฉิน!! คุณผู้หญิงที่นายช่วยชีวิตไว้เป็นคนมีเมตตาเลยจะชวนนายไปทานข้าว นายคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงใจร้ายที่เจอหน้าก็ชวนทะเลาะใช่ไหม?”

        หยางเฉินถึงกับพูดไม่ออก แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง เขาไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ และเขาก็กำลังหิวอยู่เสียด้วย

        “ตกลงตามนี้  มาที่ลานจอดรถของบริษัท ฉันจะไปรับนายไปเอง”

        พูดจบโม่เชี่ยนนีก็วางสายทันทีไม่เปิดโอกาสให้หยางเฉินกล่าวคำใดๆ

        ท้องหยางเฉินคร่ำครวญอย่างโหยหวน เขาขับรถดั่งจรวด ไม่นานเขาก็มาถึงลานจอดรถบอส เวลานี้เป็นเวลาเลิกงาน ลานจอดรถจึงว่างเป็นพิเศษ

        รถออดี้สีแดงของโม่เชี่ยนนีจอดอยู่ที่มุมหนึ่ง และกำลังรอคอยหยางเฉินอย่างใจจดใจจ่อ

        เธอเปลี่ยนชุด เป็นชุดเดรสสีดำยาว พร้อมด้วยรองเท้าคริสตัลส้นสูง ผมดำเงาถูกปล่อยลงมา ใบหน้างามถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อยให้ความรู้สึกถึงความงามตะวันออกแบบดั้งเดิม

        ถ้าไม่รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงโหดร้ายและเลือดเย็นมาก่อน เธอสมควรทำให้ชายทุกคนหลงไหลจนโงหัวไม่ขึ้น

        “ขึ้นมาสิ”

เมื่อเห็นหยางเฉินเดินเข้ามา เธอรีบเปิดประตูเข้าไปในรถตรงที่นั่งคนขับทันที

        หลังจากหยางเฉินเดินเข้ามาแล้ว โม่เชี่ยนนีก็เปิดเครื่องเสียงในรถ ที่เชื่อมต่อกับไอพอดเป็นเพลงเก่งที่ชื่อว่า Dream to awakening

        เธอไม่ได้สนทนาอะไรกับหยางเฉินอีก เพียงแค่ขับรถไปตามทางเรื่อยๆ

        เมื่อขึ้นไฮเวย์ หยางเฉินสังเกตว่าเพลงในไอพอดมีแต่เพลงคลาสสิคดั้งเดิม และยังรวมถึง The Beatles และวงดนตรีเก่าแก่วงอื่น

        “เหมือนคุณจะรู้สึกคิดถึงบ้านนะ” หยางเฉินรู้สึกว่าหญิงชาวเมืองก็มีด้านนี้กับเขาด้วย

        โม่เชี่ยนนีกรอกตามองหยางเฉินพร้อมกล่าวว่า

        “สิ่งใหม่นั้นลืมได้โดยง่าย แต่สิ่งที่ลืมได้ยากนั้นคุ้มค่าให้คิดถึง… คนหยาบคายอย่างนายคงไม่เข้าใจหรอก”

        “ผมเข้าใจ… สองปีที่แล้วผมรู้สึกว่า เจสสิก้า อัลบา นั้นน่ารักเป็นอย่างยิ่ง เธอทั้งสวยทั้งเซ็กซี่ แต่หลังจากที่เธอตั้งท้องแล้ว ผมรู้สึกว่าความฝันในอดีตที่ผ่านมากลายเป็นรสชาติอันแปลกประหลาด”

        โม่เชี่ยนนีนั้นแทบจะเอาเท้ายันหน้าหยางเฉินถ้าไม่เพราะเธอต้องเหยียบคันเร่งล่ะก็

        ความเงียบปกคลุมตลอดการเดินทาง มีเพียงเสียงเพลงร็อกแอนด์โรลดังก้องไปทั่วรถ และในที่สุดโม่เชี่ยนนีก็หยุดรถพลางกล่าวว่า

        “เรามาถึงแล้ว “

        หยางเฉินมองออกไปนอกหน้าต่างรถ และรู้สึกทะแม่งๆ เขามองไปที่ป้ายไฟนีออนพลางถามว่า

        “คุณแน่ใจนะว่าที่นี่”

        “ฉันมาที่นี่ไม่ได้หรือไง” โม่เชี่ยนนีถามเสียงเรียบ

        หยางเฉินส่ายหัวกล่าวว่า

        “ผมแค่สงสัยว่าทำไมคุณถึงอยากมากินที่นี่ ผมคิดว่าคุณจะพาไปร้านอาหารตะวันตกหรูๆ ซึ่งเหมาะสมกับฐานะของคุณ”

        “ฉันชอบกินอาหารข้างทางมากกว่า น่าเสียดายที่นายเดาผิด” โม่เชี่ยนนีกล่าวพลางมองหยางเฉิน “ลงจากรถได้แล้ว”

        “อาหารข้างทาง ? เยี่ยม!!” หยางเฉินไม่ได้พกกระเป๋าสตางค์มาด้วยพอดี

        ตามทางริมแม่น้ำของเมืองจงไห่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ยาวสุดลูกหูลูกตา แผงลอยหลายขนาดและหลากสีเรียงราย เต็มไปด้วยสีสัน ฝูงชนเดินขวักไขว่ แต่สิ่งที่ทำให้หยางเฉินประหลาดใจคือ  พนักงานบริษัทในกลางเมือง หลายคนใส่สูท ถือไทด์อยู่ในมือ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

        สายลมริมแม่น้ำไม่ได้ทำให้บรรยากาศเย็นขึ้นเท่าไหร่ แต่กลิ่นของอาหาร ผลไม้ และพืชผักนั้น เป็นกลิ่นของธรรมชาติ บางทีนี่อาจเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้คนจากในเมืองมาเยือนที่นี่

        แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม โม่เชี่ยนนีที่เดินท่ามกลางฝูงชนนั้นก็งามเฉิดฉายอย่างยิ่ง ถึงเธอจะไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนมากนัก แต่เธอก็สง่างามและมีเสน่ห์ยิ่ง

        เมื่อเดินข้างๆ หญิงสาวเช่นนี้ หยางเฉินจึงตกเป็นที่อิจฉาของชายหนุ่มทั้งหลาย

        “คุณมาที่นี่บ่อยงั้นเหรอ”

        หยางเฉินเอ่ยถาม เขาไม่รู้มาก่อนว่ามีสถานที่เช่นนี้ภายในเมือง มันแปลกใหม่น่าสนใจอย่างมาก

        โม่เชี่ยนนีพยักหน้า กล่าวว่า

        “ฉันเคยมาที่นี่บ่อยๆ แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยได้มาแล้ว”

        “มีหลายร้านเต็มไปหมด เราไปร้านไหนดี” หยางเฉินมองร้านอาหารน้อยใหญ่หลากหลายจนตาลาย

        โม่เชี่ยนนีเพียงเหลือบมองมาพลางกล่าวว่า “เดินตามมาก็พอ”

        หยางเฉินไม่ได้ถามอะไรอีก เขารู้สึกว่าโม่เชี่ยนนี เงียบขรึมขึ้นตั้งแต่เข้ามายังที่นี่ เหมือนมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ เพียงไม่กี่อึดใจ ภายใต้การนำทางของโม่เชี่ยนนี พวกเขาก็มาถึงร้านอาหารที่ชื่อว่า ‘เซียงฉวน’

        ภายในร้าน หญิงสาวรูปร่างท้วมผมสีดอกเลาเห็นโม่เชี่ยนนีเดินเข้ามา เธอแสดงท่าทีดีใจ รีบเดินเข้ามาหาพร้อมกล่าวว่า

        “น้องนี เธอไม่ได้มานานเลยนะ พี่สาวคิดถึงเธอเหลือเกิน”

        โม่เชี่ยนนี เผยรอยยิ้มอบอุ่นพร้อมสวมกอดโดยไม่สนใจคราบสกปรกจากชุดของหญิงสาวร่างท้วมเลยแม้แต่น้อย

        “พี่เซียง ฉันยุ่งมากเลย วันนี้ฉันพาเพื่อนมากินข้าวด้วย เลยพามาหาพี่ที่นี่”

        พี่เซียงส่งรอยยิ้มยียวน มาทางหยางเฉินเหมือนเธอเข้าใจอะไรบางอย่าง

        “นี่เป็นแฟนเธอใช่ไหมล่า พาพ่งพาเพื่อนมากินข้าวอะไรกัน ทำไมไม่บอกพี่สาวคนนี้เลยว่ามีแฟนเหมือนคนอื่นเขาด้วย”

        โม่เชี่ยนนีรีบส่ายหน้าโบกมือเป็นพัลวัน

        “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะพี่ เขาเป็นสามีเพื่อนฉันเอง และเป็นเพื่อนร่วมงานกับฉันด้วย วันนี้เขาช่วยฉันไว้ ฉันเลยจะเลี้ยงอาหารตอบแทนค่ะ”

        “เพื่อนของน้องนีไม่ต้องกังวลนะ หาที่นั่งก่อน มาที่นี่ครั้งแรกใช่ไหม พี่เซียงจะทำอาหารอร่อยๆ ให้ทานเอง กินฟรีไม่ต้องจ่าย”

        หยางเฉินขอบคุณเธอ จากนั้นมองหาโต๊ะว่างนั่งลงไป พี่เซียงเสิร์ฟชาจากนั้นกลับเข้าครัวไป

        “ดูคุณคุ้นเคยกับพี่เซียงนะ เธอเป็นญาติคุณงั้นเหรอ” หยางเฉินเอ่ยถาม

        โม่เชี่ยนนียกชาซดหนึ่งอึก ตบโต๊ะดังฉาด ตอบว่า

        “เรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน หลายปีก่อน ฉันมาที่เมืองจงไห่นี้ และเธอก็ช่วยฉันไว้มาก เธอเป็นคนดีคนหนึ่ง”

        “งั้นคุณก็มาจากเสฉวน” หยางเฉินรู้สึกประหลาดใจ

        “ตอนที่อยู่โรงพยาบาล คุณบอกว่าคุณรู้จักกับรั่วซีมานาน นั่นหมายความว่าคุณมาที่เมืองจงไห่นี้ตั้งแต่อายุ 13 14?”

        “ทำไม? มันแปลกนักเหรอ” โม่เชี่ยนนีตอบด้วยคำถาม

        หยางเฉินส่ายหัว

        “ผมแค่รู้สึกชื่นชม เด็กสาวอายุ 13 14 เข้ามาที่เมืองใหญ่ด้วยเจตจำนงของตนเอง หนำซ้ำยังไต่เต้าจนกลายมาเป็นผู้จัดการภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ผมสงสัยว่าพ่อแม่คุณอนุญาตให้คุณมาเมืองนี้เพียงลำพังงั้นหรือ?”

        โม่เชี่ยนนีสีหน้าอึมครึมตอบว่า

        “บ้านเกิดของฉันอยู่ในภูเขา ที่นั้นยากจนข้นแค้น ต้องทำไร่เพื่อความอยู่รอด พ่อฉันเสียด้วยอาการเจ็บป่วยเมื่อฉันอายุ 13  ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นโรคอะไร หลังจากนั้นแม่ของฉันก็ลำบากมากยิ่งขึ้น สุดท้ายเธอก็แต่งงานกับชายคนอื่นในหมู่บ้าน”

        หยางเฉินไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาพูด เขาไม่คิดว่าเบื้องหลังความงามนั้น เธอมีอดีตที่ดำมืดมาก่อน

        “งั้น คุณคงไม่ยอมรับการแต่งงานของแม่ และออกจากหมู่บ้านมาใช่ไหม?”

        “ไม่ใช่” โม่เชี่ยนนีหันหน้าหนี เอามือข้างหนึ่งกดที่ขอบตาพลางกล่าวว่า

        “ฉันมีเหตุผลที่ออกมาจากที่นั่น ที่แห่งนั้นไม่มีโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉันเลยไม่ต้องการเสียเวลาที่นั่น”

        หยางเฉินสังเกตขอบตาของโม่เชี่ยนนีเปลี่ยนเป็นสีแดง และรู้ว่าเธอไม่ต้องการพูดถึงเรื่องในอดีต

        “ในเมื่อคุณพาผมมาที่นี่ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงบ้านเกิดใช่ไหม”

        โม่เชี่ยนนีจ้องมองหยางเฉิน

        “อาหารที่พี่เซียงทำนั้นอร่อยมาก ถึงแม้ว่าการพานายมาที่นี่ก็เพื่อที่ฉันจะได้มาเจอเธออีกครั้ง แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณนายที่ช่วยฉันเอาไว้”

        “ผมแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ ท่ามกลางคุณทั้งสอง คนหนึ่งเป็นภรรยา อีกคนหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมไม่สามารถปล่อยพวกคุณให้ตกอยู่ในอันตรายได้”

        “หน้าที่ของฉันคือต้องขอบคุณนาย สำหรับรั่วซีนั้น เธอโชคร้ายพอแล้วที่เป็นภรรยาของนาย แน่นอนว่าเธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณนายด้วยการเลี้ยงข้าวแบบฉัน”

        “เฮ้ หมายความว่าไงที่รั่วซีโชคร้ายที่มีสามีแบบผม” หยางเฉินเอ่ยท้วง “แต่งกับผมเลวร้ายมากหรือยังไง? ผมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเธอนะ ด้วยเกียรติของสามีเลยเอ้า”

        “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นายต้องทำอยู่แล้ว แต่เรื่องอื่นๆ นั้นไม่อาจเอามาเปรียบเทียบกันได้ นายเอาแต่เล่นเกมไปวันๆ ทำตัวเหมือนโจร แล้วนายทำอะไรอย่างอื่นอีก นายไม่มีแรงจูงใจ หรือความทะเยอทะยานใดๆ  และไม่มีคุณค่าใดๆ จบจากฮาร์วาร์ด พูดได้หลายภาษาแล้วยังไง ไร้สาระสิ้นดี ในโลกนี้นั้นคนที่ไม่มีความสามารถนั้นไม่น่าอับอาย เท่ากับคนที่มีความสามารถแต่ไม่เคยใช้ให้เกิดประโยชน์ใดๆ”

        หยางเฉินตกตะลึงโดยสมบูรณ์ เธอสามารถทำให้เขากลายเป็นคนที่น่าอับอายได้อย่างง่ายดาย ไม่แปลกใจเลยว่า เธอกลายมาเป็นผู้จัดการในแผนกพีอาร์ได้อย่างไร

       เธอมีฝีปากที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์” : http://bit.ly/2zLBoE1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/879

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม