0 Views

        จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินยิ้มๆ เข้ามา และพยักหน้าให้หลินเฟิงเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าจะเป็นคนตัดสินเอง แต่ไม่รู้ว่าทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่?”

        หลินเฟิงประหลาดใจมาก ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาดีและดูเป็นมิตรมากๆ คนคนนี้มีรอยยิ้มอบอุ่นและให้ความรู้สึกอ่อนโยน กล่าวได้ว่าหากใครเห็นแล้วต่างต้องรู้สึกถึงเจตนาดีอย่างแน่นอน

        แม้ว่าหลินเฟิงจะไม่รู้จักคนผู้นี้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของอีกฝ่าย ที่ให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสิน

        ความรู้สึกนี้ทำให้ในใจของหลินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ชายตรงหน้าดีเลิศเกินไปจนทำให้คิดว่าเขาไม่ค่อยเอาจริง

        “แน่นอนว่าข้าเห็นด้วย” ชายหนุ่มสหายของมู่ฟ่านกล่าว

        เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของสหายจึงประหลาดใจเล็กน้อย มู่ฟ่านไม่รู้จักคนคนนี้ แต่เห็นได้ชัดเลยว่า สถานะของคนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน มิฉะนั้นสหายของเขาคงไม่ยอมรับ นอกจากนี้เขาไม่สามารถพูดโต้เถียงกับผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลชั้นสูงได้ แม้ว่าเขาจะไม่กล้าขัดก็ตาม

        “เจ้าล่ะว่ายังไง?” ชายหนุ่มถามหลินเฟิง เขายิ้มและกล่าวต่อว่า “วางใจเถอะ ข้ารับประกันได้ว่าการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเขาจะยุติธรรมแน่นอน และหลังจากเรื่องนี้จบสิ้นจะไม่มีใครกล้ากล่าวหาเจ้า”

        ช่างพูดได้ดี!

        หลินเฟิงครุ่นคิดและเดาสถานะที่แท้จริงของคนคนนี้ อย่างไรก็ตามหลินเฟิงไม่สามารถคาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน รู้เพียงว่าสถานะของชายหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

        “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็มาเป็นคนตัดสินสิ”

        หลินเฟิงพยักหน้า แม้หลินเฟิงจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริง แต่เขาก็ยังคงเห็นด้วย และสถานะของชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่สามารถเล่นเหลี่ยมต่อหน้าผู้คนมากมายได้ นอกจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย

        “ขอบคุณ” ชายหนุ่มกล่าวขณะยิ้มและพยักหน้าอย่างสุภาพ

        หลินเฟิงหันหลังกลับและจ้องมองมู่ฟ่าน จากนั้นกล่าวว่า “เริ่มเถอะ”

        มู่ฟ่านมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นของของหลินเฟิง แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความลึกลับและเยือกเย็น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องเอ่ยถึงความหวาดกลัวเลย

        จากนั้นผู้ดูแลก็เดินเข้าไปในกรง แล้วจูงปีศาจสิงโตเพลิงออกมา

        มู่ฟ่านและหลินเฟิงกำลังเผชิญหน้ากัน แต่นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

        มู่ฟ่านเงยหน้าขึ้นถามอย่างแดกดันว่า “ข้ามู่ฟ่าน ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ เจ้าเป็นใครกัน?”

        “ตั๋วมิ่ง”

        หลินเฟิงตอบอย่างไม่ลังเล

        ในขณะนั้น หลินเชียนและหลินหงที่อยู่บนอัฒจันทร์ต่างต้องประหลาดใจ

        “ตั๋วมิ่ง!”

        ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก ชายสวมหน้ากากที่คาดเดาได้ยากผู้นี้มีชื่อว่า ‘ตั๋วมิ่ง’

        นานมาแล้ว ในการประลองยุทธ์ที่เมืองหยางโจว หลินเฟิงก็สวมหน้ากากสีเงิน และยังปลอมชื่อเป็น ตั๋วมิ่ง

        “หลินเฟิง?” หลินหงพูดพึมพำ ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่หลินหงก็ไม่สามารถเชื่อได้ เพราะทั้งสองคนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

        “ไม่ใช่หลินเฟิงหรอก” หลินเชียนส่ายหน้า “หากเขาคือหลินเฟิงจริงๆ ถ้าเห็นพวกเราแล้ว เขาจะสามารถนิ่งเงียบได้ขนาดนี้เชียวหรือ กระทั่งแววตาก็ยังคงเยือกเย็น พรสวรรค์ของหลินเฟิงแม้จะอ่อนแอ แต่ตอนที่เขาอยู่เมืองหยางโจวก็เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 เท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ในเวลาแค่ครึ่งปี”

        จากขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ถึงขั้นที่ 5 นั้น มีความแตกต่างระหว่างขอบเขตถึง 3 ขั้น คนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานาน 1 ปีเพื่อบรรลุไปอีกขั้น หากใครสามารถทะลวงไปได้ถึง 2 ขั้นนั่นถือว่าคนคนนั้นเป็นอัจฉริยะ แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ก็ไม่สามารถทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณทั้ง 3 ขั้นภายใน 6 เดือนได้

        หลินหงพยักหน้าเมื่อได้ยินหลินเชียนอธิบาย หลินเฟิงไม่สามารถต่อกรกับปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้ได้ และคนคนนี้ก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ไม่มีทางที่หลินเฟิงจะพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้แน่นอน

        ครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

        ภายในกรง เมื่อมู่ฟ่านได้ยินคำพูดของหลินเฟิงจึงหัวเราะออกมาและกล่าวว่า “ตั๋วมิ่ง? ข้าจะดูว่าความหยิ่งยโสของเจ้ามันเป็นแค่นิสัยที่ติดตัวมาหรือเปล่า”

        เมื่อกล่าวจบมู่ฟ่านก็ปลดปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นออกมา และพุ่งไปบดขยี้ร่างของหลินเฟิง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาราวกับกำลังถูกกดทับ

        “อำนาจ?”

        หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายสามารถควบคุมอำนาจได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสหายของเขาถึงอยากมอบปีศาจสิงโตเพลิงให้กับเขา และมู่ฟ่านก็เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ และอาจทำให้มันเชื่องได้เพียงแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อย

        เมื่อมู่ฟ่านเห็นหลินเฟิงประหลาดใจ นัยน์ตาของเขาจึงฉายแววภูมิใจในพลังออกมา ดูเหมือนความแข็งแกร่งของคนคนนี้จะไม่เท่าไร ถ้าเขารู้สึกได้ถึงอำนาจพลังที่กดดันเพียงเล็กน้อย มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเอาชนะเขา

        “เจ้ามันก็ดีแต่ปาก! แค่อำนาจพลังเล็กน้อยก็กดดันเจ้าได้แล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าไม่มีทางต้านทานอำนาจพลังของข้า ไม่ต้องกังวลเลยเพราะเจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้ ข้ายังปลดปล่อยอำนาจพลังได้มากกว่านี้ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิดที่คิดว่าเจ้าสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้” มู่ฟ่านกล่าว

        เมื่อมู่ฟ่านกล่าวจบ เขาก้าวไปข้างหน้าและปลดปล่อยอำนาจมากขึ้น จนปกคลุมร่างกายของหลินเฟิงทันที ทำให้หลินเฟิงรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง

        “อำนาจ แล้วยังไงล่ะ?” หลินเฟิงยิ้มเยือกเย็นแล้วขยับตัวเล็กน้อย ทันใดนั้นอำนาจที่โอบล้อมร่างกายเขาก็ลดลงไปมาก

        หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้า เขากลายเป็นเงาพุ่งตรงเข้าไปในอำนาจของอีกฝ่าย

        ทุกการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงได้สร้างกระแสลมรอบตัวเขา ในบรรยากาศเริ่มมีเสียงฉีกขาดดังต่อเนื่อง

        คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบจากอำนาจ และกำลังกระชากมันออก

        “หืม?”

        มู่ฟ่านขมวดคิ้วและพึมพำ เขาเดินไปข้างหน้าอีกครั้งพลันปลดปล่อยอำนาจอันน่าเหลือเชื่อและแข็งแกร่งมากกว่าเดิมพุ่งเป้าไปทางหลินเฟิงเรื่อยๆ

        ในขณะนั้นหลินเฟิงได้ยกมือขึ้นและมองผ่านอำนาจที่มู่ฟ่านปลดปล่อยออกมา บางสิ่งที่ดูคล้ายลมปราณพิษถูกปลดปล่อยออกมาจากมือของหลินเฟิง ทำให้ทุกคนต่างประหลาดใจ

        อำนาจเป็นอีกหนึ่งประเภทของขอบเขต มันไร้เงาไร้รูปร่างแต่กลับกดดันคู่ต่อสู้ได้ และสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามขอบเขตของหลินเฟิงกลับเป็นขอบเขตการผสาน เมื่อเทียบกับอำนาจของอีกฝ่ายแล้ว ของหลินเฟิงถือว่าทรงพลังมาก และสามารถรู้ถึงอำนาจของอีกฝ่ายได้ กล่าวได้ว่าอำนาจของมู่ฟ่านนั้น เดิมทีแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลินเฟิงเลยแม้แต่น้อย

        เมื่อผู้คนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนตกตะลึง หรือจิตวิญญาณนักรบของหลินเฟิงจะเป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราวุธ หอก?

        “ข้าสามารถควบคุมอำนาจพลังได้ การโจมตีจึงแข็งแกร่งมาก และอีกอย่างการบ่มเพาะของข้าก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ข้าจะหวาดกลัวเขาได้อย่างไรกัน”

        มู่ฟ่านกล่าวกลั้วหัวเราะขณะที่ย่ำเท้าลงบนพื้น จนเกิดฝุ่นละอองลอยขึ้นไปในอากาศ

        ลมปราณจำนวนมากพวยพุ่งจากร่างกายของมู่ฟ่าน และตรงไปที่หลินเฟิง ทันใดนั้นได้เกิดแสงสว่างจ้าระหว่างพวกเขา ทำให้ผู้คนต่างต้องตกตะลึง

        “คนคนนี้มีพละกำลังที่ทรงพลังมาก การเคลื่อนไหวก็รวดเร็ว แล้วยังสามารถควบคุมหยวนชี่ได้อีก”

        ผู้คนพึมพำพร้อมถอนหายใจ ดูเหมือนหลินเฟิงจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว สมแล้วที่คนคนนี้เป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ พละกำลังช่างแข็งแกร่ง นัก

        “ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กอวดดีนี่ คาดไม่ถึงว่าจะกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ตั๋วมิ่ง’ ข้าพนันได้เลยว่า เขาไม่สามารถหยุดศิษย์พี่มู่ฟ่านได้หรอก เพียงการโจมตีเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารเขาได้แล้ว”

        ท่ามกลางผู้คนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ มีศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมา พวกเขาทั้งหมดเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในความคิดของพวกเขาต่างก็คิดว่าหลินเฟิงกำลังรนหาที่ตาย

        นัยน์ตาของหลินเฟิงยังคงเยือกเย็นและสงบนิ่ง เหมือนว่าโลกทั้งใบไม่เกี่ยวข้องกับเขา และมู่ฟ่านผู้แข็งแกร่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขาเลยสักนิด

        ทั้งสองร่างเริ่มเข้าใกล้กันเรื่อยๆ แรงกดดันรุนแรงก็แข็งแกร่งมากกว่าเดิม จนฝุ่นทรายคละคลุ้งจนบดบังร่างทั้งสองไว้มิด

        ในฝ่ามือของหลินเฟิงยังคงมีลมปราณกำลังเปล่งแสงออกมา

        “ตูม!”

        ทันใดนั้นได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้น แสงสีดำนั้นตัดผ่านทุกสิ่ง ลมปราณของมันเยือกเย็นมากจนไม่อาจหยุดยั้งได้ เพียงชั่วพริบตามันได้พุ่งใส่มู่ฟ่าน ทำให้ร่างของมู่ฟ่านต้องสั่นสะท้านรุนแรงและเผยสีหน้าตกตะลึง

         “ขอบเขตการผสาน”

        ภายในใจของมู่ฟ่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ชายประหลาดผู้สวมหน้ากากเงินนั่นช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)