0 Views

        เมื่อหลินเฟิงได้ยินสิ่งที่เฉินซิงพูด จิตใจของเขาก็ยิ่งเยือกเย็นมากขึ้น

        เมื่อก่อน เฉินซิงเป็นคนของนิกายหยุนไห่และยังได้รับความสำคัญจากนิกาย

        ด้วยความรักตัวกลัวตาย เขาจึงทรยศนิกายหยุนไห่ไปรับใช้ต้วนเทียนหลาง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ควรปล่อยให้คนอื่นมาลบหลู่ศพของศิษย์ร่วมนิกายแบบนี้!!!

        เฉินซิง ไอ้เดรัจฉาน!!!

        “ต้วนเทียนหลางวางใจให้สวะอย่างเจ้าดูแลนิกายหยุนไห่เนี่ยนะ?

        น้ำเสียงเย็นชาที่ดังออกมาจากหน้ากาก ทำให้เฉินซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองหลินเฟิงด้วยสายตาเย็นยะเยือก “เจ้าเรียกใครว่าสวะ?”

        “เฉินซิง ในอดีตเจ้าเคยเป็นศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งของนิกายหยุนไห่ แต่วันนี้ เจ้ากลายเป็นคนทรยศที่ปล่อยให้คนนอกมาลบหลู่ศพของศิษย์ร่วมนิกายเจ้า แล้วทำไม เจ้าถึงมีหน้ามาหยิ่งผยองอยู่ที่นี่อีก?”

        หลินเฟิงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ทำให้รูม่านตาของเฉินซิงหดลง เขาจ้องหลินเฟิงไม่ละสายตา

        “เจ้าเป็นใคร?”

        เพราะหน้ากากสีทอง ทำให้เสียงของหลินเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ประกอบกับท่าทางของหลินเฟิงในตอนนี้ดูแตกต่างจากอดีต อีกทั้งลมปราณก็ดูเยือกเย็นและมั่นคง ทำให้เฉินซิงจำหลินเฟิงไม่ได้

        “ทั้งๆ ที่ทรยศนิกายหยุนไห่แท้ๆ แต่เจ้ากลับหน้าด้านมาทำตัวอวดเบ่งอยู่ในนิกายต่อ เฉินซิง เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ?”

        หลินเฟิงถามเฉินซิงอีกครั้งขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปหา ทันใดนั้นคลื่นดาบก็พลั่งพรูออกมา ก่อนที่เขาจะปลดปล่อยอำนาจของดาบ

        เมื่อรู้สึกได้ถึงคลื่นดาบที่คุ้นเคย ร่างกายของเฉินซิงก็พลันสั่นเทาขึ้นมา รูม่านตาของเขาหดเล็กลง ลมหายใจก็ถี่รัวขึ้น

        “หลินเฟิง เขาคือหลินเฟิง!!! เขายังกล้ากลับมาเหยียบนิกายหยุนไห่อีกหรือ”

        หัวใจของเฉินซิงสั่นไหวขึ้นมา ผู้อาวุโสของนิกายส่วนใหญ่ และท่านประมุขหนานกงหลิงได้เสียชีวิตในการต่อสู้ เพื่อช่วยให้หลินเฟิงหลบหนีออกไปจากนิกายได้ เฉินซิงไม่คิดเลยว่าหลินเฟิงจะยังกล้ากลับมาที่นี่อีก ต้องรู้ว่าต้วนเทียนหลางกำลังตามหาหลินเฟิงอยู่ ถ้าเขาหาพบเมื่อไร หลินเฟิงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

        เพราะทุกคนคิดว่าหลินเฟิงคงไม่กล้าย้อนกลับมาที่นิกายหยุนไห่ ดังนั้นต้วนเทียนหลางจึงไม่ทิ้งยอดฝีมือไว้ที่นี่ และมอบหมายเรื่องราวทุกอย่างให้เฉินซิงกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 อีกสองคนดูแล

        ตอนนี้ยอดฝีมือทั้งหมดต่างก็เดินทางกลับไปที่เมืองหลวง เพื่อเตรียมสถาปนาลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ซึ่งต้วนเทียนหลางให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

        พูดได้ว่าในนิกายหยุนไห่ตอนนี้ หลินเฟิงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด

        คลื่นดาบที่แข็งแกร่งนี้ ทำให้ความกลัวแผ่ขยายไปทั่วหัวใจของเฉินซิง นอกจากนี้หลังของเขายังชุ่มไปด้วยเหงื่อ

        “ดูเหมือนเจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นใคร”

        เมื่อหลินเฟิงเห็นปฏิกิริยาของเฉินซิง เขาก็หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา อำนาจของดาบยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นกว่าเดิม สองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เฉินซิงก็ถูกอำนาจดาบของหลินเฟิงกดดันจนไม่กล้าขยับไปไหน

        “ปล่อยข้าไปเถอะ ขะ… ข้า… ข้าถูกบังคับ จริงๆ นะ ข้าไม่อยากทำแบบนี้ แต่ข้าถูกบังคับ!!!”

        เฉินซิงอ้อนวอนหลินเฟิงเสียงสั่น เขากลัว… กลัวตายมาก

        “ถูกบังคับ? ต่อให้เจ้าหักหลังนิกายเพื่อเอาตัวรอดหรือถูกบังคับ แต่เมื่อกี้คืออะไร? เจ้าปล่อยให้คนนอกมาลบหลู่ศพของคนในนิกาย? ปล่อยให้พวกมันมาปล้นของของพวกเขาและเตะพวกเขาราวกับเป็นขยะชิ้นหนึ่ง?! หึ!!! หากข้าปล่อยให้สุนัขอย่างเจ้ามีชีวิตอยู่ นับว่าผิดต่อผู้อาวุโสของนิกายที่ยอมพลีชีพเพื่อข้าแล้ว!!!”

        หลินเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้า และฟันคลื่นดาบออกไปอย่างรวดเร็ว

        “อย่านะ…”

        เสียงหวาดกลัวของเฉินซิงดังก้องไปทั่วหุบเขา แต่ลำแสงดาบได้ตัดผ่านลำคอของพวกเขา พร้อมกับเลือดสามสายที่สาดกระจายไปในอากาศ

        ดาบเดียวสามศพ

        ไม่มีใครสามารถต้านทานดาบของหลินเฟิงได้

        “เฮ้อ…”

        หลินเฟิงมองร่างทั้งสามคนที่ล้มลงไปกองกับพื้น แล้วพ่นลมหายใจออกมา

        เหล่าฝูงชนที่อยากปล้นชิงของมีค่าจากศพก็พากันหลบหนีไป ในลานประลองเป็นตายที่กว้างใหญ่ ตอนนี้ก็เหลือเพียงหลินเฟิงและซากศพมากมาย

        หลินเฟิงมองบรรดาศพที่นอนกองกับพื้นรอบๆ ซ้อนทับกับภาพในความทรงจำที่พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่ ดวงตาภายใต้หน้ากากก็ยิ่งแหลมคมและหนักแน่นมากขึ้น

        หลินเฟิงได้เสี่ยงตัดสินใจมาที่นิกายหยุนไห่ เพื่อมาดูทุกอย่างกับตาของตัวเอง มองดูศพและโลหิตที่ไหลเจิ่งนองอยู่บนพื้นภายใต้แสงอาทิตย์

        เขาจะจดจำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ หนี้เลือดนี้จะต้องได้รับการชำระแค้น!!!

        เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ตอกย้ำตัวเองว่า คนที่อ่อนแอจะถูกข่มเหงรังแก และถูกช่วงชิงชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนคนที่แข็งแกร่งจะเฝ้ามองทุกชีวิตจากด้านบน และสามารถพรากชีวิตของคนอื่นไปอย่างไร้เหตุผลก็ได้

        เขา หลินเฟิง จะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง เพื่อล้างแค้นให้กับสมาชิกของนิกายหยุนไห่ทุกคน เขาจะไม่มีวันลืมว่าคนเหล่านี้ได้เสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตของเขา ตอนนี้เขาได้แบกความหวังของทุกคนไว้บนบ่า และจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำให้มันกลายเป็นความจริง!!!

        ทันใดนั้นพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมา และแรงสั่นสะเทือนนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงดังประหนึ่งระเบิดเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

        “กองทหารม้าโลหิต!”

        หลินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนกายไปยังเชิงเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล

        “เคลื่อนไหวดั่งเงา”

        ร่างของหลินเฟิงไต่ขึ้นไปตามแนวหุบเขา เขาใช้ดาบจ้วงแทงไปที่ผนังหุบเขา เพื่อเร่งความเร็วในการปีน

        “เร็วเข้า”

        หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา ไม่ช้าร่างของม้าก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

        หลินเฟิงไม่มีเวลาขบคิด เขาคว้ามือเล็กๆ ของเมิ่งฉิง และดึงนางให้หนีไปด้วยกัน

        เมื่อเมิ่งฉิงถูกหลินเฟิงจับมือ ในดวงตาของนางก็สั่นไหวขึ้นมา แต่ทว่าหลินเฟิงไม่ทันได้สังเกต

        ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว แต่ทว่าด้านบนของหุบเขาก็เป็นพื้นที่ราบ ไม่มีที่ให้เขาได้หลบซ่อน พริบตาเดียวกองทหารม้าโลหิตก็พุ่งเข้ามา ทำให้หลินเฟิงชะงักเท้าเล็กน้อยและหยุดยืนอยู่กับที่

        ม้าหุ้มเกราะที่ปรากฏขึ้นมา มีร่างของทหารผู้หนึ่งที่ดูปราดเปรียวและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ไม่ธรรมดา

        เมื่อหลินเฟิงเห็นกองทหารม้าโลหิตเข้ามาใกล้ เขาก็กำมือเล็กๆ ของเมิ่งฉิงแน่นขึ้น เขาคาดไม่ถึงเลยว่าทหารม้าโลหิตจะปรากฏตัวขึ้นมาตอนนี้

        “หรือพวกเขารู้ว่าข้ามาที่นี่?”

        หลินเฟิงคิดในใจเงียบๆ เมื่อเห็นว่ากองกำลังทหารม้าโลหิตยังคงมุ่งหน้ามาทางเขา

        “พวกเขาดูแข็งแกร่งยิ่งนัก”

        เมื่อเห็นเหล่าทหารม้าที่นั่งอยู่บนหลังม้า หลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา

        ชายวัยกลางคนที่ห้อม้านำหน้ากองกำลังมีใบหน้าที่สง่างาม คิ้วทรงดาบและยังมีดวงตาล้ำลึกดูน่าเกรงขาม

        เขาสวมเสื้อเกราะสีขาวที่งดงามและท่าทางดูองอาจ แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ ผมสีขาวที่ปลิวไสวไปตามสายลม

        ชายผมขาวคนนี้ควบม้าโลหิตวิ่งผ่านหน้าหลินเฟิงไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะหันมาเหลือบมองหลินเฟิงด้วยซ้ำ ทำให้หลินเฟิงตัวแข็งไปชั่วขณะ หรือว่าข้าจะเข้าใจผิด? ที่แท้พวกเขาก็ไม่รู้ว่าข้าคือหลินเฟิง

        เมื่อนึกถึงตรงนี้ หลินเฟิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับไปมอง และพบว่าคนคนนั้นกำลังควบม้าให้กระโดดลงไปในหุบเขา

        “สุดยอด…”

        หลินเฟิงรู้สึกประทับใจขึ้นมา เขาย้อนกลับไปที่หุบเขา และซุ่มดูอยู่ไกลๆ จากด้านบน

        ชายผมขาวยืนอยู่บนลานประลองเป็นตาย กวาดสายตามองไปยังศพที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นเงียบๆ

        ผมสีขาวของเขาพลิ้วไหวไปตามลม ท่าทางของเขาดูอ้างว้างและโศกเศร้า

        “ตุบ!”

        ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมา ในใจของหลินเฟิงพลันสั่นไหว เมื่อเห็นชายผมขาวคนนั้น คุกเข่าลงบนลานประลองเป็นตาย

        “ท่านแม่ทัพ!”

        เสียงตะโกนดังขึ้นมาเป็นระลอก

        เมื่อเหล่าทหารม้ามาถึงเชิงเขา เขาก็รีบพลิกตัวลงมาจากหลังม้า แล้วคุกเข่าลงที่พื้น ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

        เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของหลินเฟิงก็พลันสั่นไหวขึ้นมา

        นอกจากนี้หลินเฟิงก็ยังรู้สึกประหลาดใจมาก ที่เห็นเหล่าทหารม้าคนอื่นๆ เอาใจใส่แม่ทัพของตัวเองถึงขนาดนี้

        ทันใดนั้น ชื่อหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา

        “เทพลูกศร หลิ่วชั่งหลัน!”

        หลินเฟิงมั่นใจมากว่า เขาต้องเป็นหลิ่วชั่งหลันอย่างแน่นอน นอกจากเขาแล้วจะมีใครคุกเข่าให้กับศิษย์ของนิกายหยุนไห่อีก นอกจากเขาแล้วยังจะมีใครที่สามารถสร้างกองทัพได้อีก?

        ไม่แปลกเลยว่าทำไมผู้อาวุโสเป่ยถึงรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่เขากล่าวถึงหลิ่วชั่งหลัน เขาเป็นศิษย์ที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสเป่ย

        “นี่มันเป็นเรื่องของข้า ทุกๆ คนยืนขึ้นเถอะ”

        หลิ่วชั่งหลันกล่าวออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่ดัง แต่ทุกคนก็ได้ยินอย่างชัดเจน

        “ท่านแม่ทัพ ได้โปรดอย่าตำหนิตัวเองเลย”

        ทหารที่ติดตามมาตะโกนบอกเสียงดังลั่น แต่ทว่ามีเพียงความเงียบงันเท่านั้นที่ตอบกลับมา วินาทีที่รู้ว่านิกายหยุนไห่ถูกต้วนเทียนหลางทำลายล้างโดยใช้กองทหารม้าโลหิตของเขา หลิ่วชั่งหลันถึงกับกระอักเลือดออกมาและเป็นลมไป หลังจากที่ฟื้นขึ้นมา ผมของเขาก็ได้กลายเป็นสีขาวในคืนเดียว โดยไม่สนใจร่างกายของตัวเอง เขากระโดดขึ้นหลังม้า และควบม้าตรงมาที่นิกายหยุนไห่ 3 วัน 3 คืน จนไม่ได้หยุดพัก

        และทหารม้าเหล่านี้ต่างก็ติดตามเขามา

        “ข้าสั่งให้พวกเจ้าลุกขึ้น”

        ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของหลิ่วชั่งหลันจะยังคงสงบ แต่กลับหนักแน่นมาก ทำให้เหล่าทหารม้าจำต้องลุกขึ้นยืน

        พวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งของหลิ่วชั่งหลัน

         “เมื่อข้าอายุ 7 ปี ข้าเข้าร่วมนิกายหยุนไห่ และได้รับความใส่ใจและเอ็นดูจากอาจารย์ จนเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาข้ากลับทรยศนิกายด้วยการลาออกจากนิกาย และไปรับใช้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ แม้จะผ่านมาถึง 20 ปีแล้ว แต่ข้าก็ไม่กล้าลืมบุญคุณของนิกาย ยังคงจดจำมันได้ แต่วันนี้นิกายกลับต้องมาถูกทำลายลงด้วยกองทหารม้าที่ข้าสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ข้า หลิ่วชั่งหลันได้ทำผิดต่อนิกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้า… ละอายใจนัก!!!”

        เมื่อหลิ่วชั่งหลันพูดจบ เขาก็มองไปยังศพที่อยู่รอบๆ พลางโขกหัวลง

        “ท่านแม่ทัพ ต้วนเทียนหลางได้วางแผนการชั่วนี้ตั้งนานแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของท่านแม่ทัพ พวกเราทุกคนล้วนถูกหลอก!”

        หนึ่งในกองทหารม้ากล่าวกับหลิ่วชั่งหลัน

        “ข้ารู้ว่าต้วนเทียนหลางมันชั่วช้า มันสั่งเฟยเฟยให้โน้มน้าวศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของนิกายหยุนไห่ให้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ พอถูกปฏิเสธ ต้วนเทียนหลางก็ใช้ข้ออ้างนี้ในการทำลายล้างนิกายหยุนไห่ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ ข้า หลิ่วชั่งหลันทำผิดต่อนิกายเหลือเกิน…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)