0 Views

        นิกายหยุนไห่ ณ หุบเขาเมฆพายุ เขตลานประลองเป็นตาย

        โลหิตไหลชโลมพื้นดินจนกลายเป็นสีแดง ถึงแม้จะผ่านมา 7 วันแล้ว แต่ในอากาศยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

        มีซากศพนับไม่ถ้วนนอนทอดกายอยู่บนพื้นดิน อาจเป็นเพราะอากาศในช่วงนี้ค่อนข้างหนาว ดังนั้นศพเหล่านี้จึงยังไม่เน่าเปื่อยมากนัก

        แต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ ในหุบเขาเมฆพายุที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่เดินวนเวียนรอบๆ ศพ ถึงแม้ว่าในอากาศจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะหลีกหนี กลับกันดวงตาของพวกเขากลับแวววับด้วยความโลภ

        “สมแล้วที่เป็นนิกายใหญ่ ถึงแม้ว่าศพเหล่านี้จะเป็นเพียงศิษย์ของนิกาย แต่ในตัวของพวกเขาก็มีของดีอยู่มากมาย”

        ผู้ฝึกยุทธ์ชายที่สวมชุดสีเหลืองพูดขึ้นมา พลางหยิบเคล็ดวิชาระดับเหลืองออกมาจากศพ ขณะเดียวกันก็มองซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาเห็น

        ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ที่มาที่นี่ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นก็คือการแสวงโชค พวกเขาแต่ละคนพากันค้นหาสิ่งของมีค่าจากศพ เพื่อหยิบฉวยเป็นของตัวเอง หลังจากที่ได้ยินมาว่านิกายหยุนไห่ถูกทำลาย พวกเขาก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่ทันที ด้วยความหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์บางอย่าง

        ในตอนนั้นเองด้านบนของหุบเขาก็ปรากฏเงาสองร่างขึ้นมา

        เงาทั้งสองร่างนี้ คนหนึ่งเป็นสตรีที่มีหน้าตาที่งดงามและรูปร่างอันเย้ายวนเป็นอย่างมาก

        ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายสวมหน้ากากสีทองอ่อนๆ และแผ่กลิ่นอายที่อันตรายออกมา

        เงาทั้ง 2 ร่างนี้คือหลินเฟิงและเมิ่งฉิง

        ด้วยความสามารถที่หลินเฟิงได้แสดงในวันนั้น ทำให้นิกายใหญ่ๆ ล้วนต้องการสังหารเขา ดังนั้นหลินเฟิงจึงต้องระมัดระวังตัวไว้ และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องสวมหน้ากากที่หยิบมาจากวิหารโบราณ

        เมื่อเห็นศพอยู่ในหุบเขาเป็นจำนวนมากและได้กลิ่นคาวเลือดที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ เมิ่งฉิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าที่งดงามก็พลันเหยเกขึ้นมา

        “ทำไมเราต้องถึงมาที่นี่?” เมิ่งฉิงหมุนตัวกลับมาถามหลินเฟิง ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นว่าหลินเฟิงมองไปที่หุบเขาสองตาไม่กะพริบ ร่างกายของเขายังแผ่กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกออกมา

        “ไอ้พวกสัตว์เดรัจฉาน… กระทั่งศพเหล่านี้ พวกแกก็ยังไปรบกวน”

        หลินเฟิงเห็นหลายคนกำลังค้นตัวศพเพื่อหาของมีค่า หลังจากที่หยิบสิ่งของได้แล้ว พวกนั้นก็ยกเท้าเตะศพจนกระเด็นออกไป เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หลินเฟิงตัวสั่นด้วยความโกรธ

        ราวกับรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลินเฟิง เมิ่งฉิงจึงยืนเงียบๆ ไม่คิดรบกวนหลินเฟิงอีก

        หลินเฟิงกางแขนออกราวกับนกยักษ์ที่กำลังสยายปีก แล้วกระโดดลงไปยังหุบเขา

        ด้านล่างของหุบเขาเมฆพายุ กลุ่มคนที่กำลังค้นหาของมีค่าจากศพก็พลันชะงักไปชั่วครู่ราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกเขาหันไปมองทางเข้าของหุบเขา และเห็นร่างของหลินเฟิงที่กระโดดลงมาถึงพื้น

        “ก็แค่คนมา…”

        เมื่อเห็นว่ามีคนมาเพิ่ม ทุกคนก็หันกลับไปทำเรื่องของตัวเองต่อ ไม่มีใครให้ความสนใจหลินเฟิงอีก

        “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำไป แต่อย่ามารบกวนพวกเรา”

        คนที่เพิ่งเตะศพเมื่อครู่เห็นว่าหลินเฟิงเดินมาที่ข้างๆ ตัวเอง จึงปรายตามองหลินเฟิงอย่างเย็นชา ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส

        ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา นอกจากคลื่นดาบอันทรงพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหลินเฟิง ทำให้ชายคนนั้นดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยและผงะถอยหลังด้วยความกลัว

        “เจ้าจะทำอะไร?! มีผู้คนมากมายอยู่ที่นี่ หรือเจ้าไม่ต้องการจะแบ่งปันสมบัติ?”

        เมื่อชายคนนั้นสัมผัสได้ถึงคลื่นดาบที่พลุ่งพล่าน ร่างของเขาก็ตึงเครียดขึ้นมา ขณะที่จงใจตะโกนออกมาเสียงดัง เพื่อดึงดูดความสนใจของทุกคนและทำให้หลินเฟิงเกิดความละอายใจขึ้นมา

        เมื่อฝูงชนได้ยินว่ามีคนต้องการฮุบสมบัติไว้เพียงคนเดียว พวกเขาก็หันกลับมามองหลินเฟิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

        ก่อนที่พวกเขาจะเห็นลำแสงดาบวาดผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็ว

        ดาบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวด แต่มีไว้เพื่อสังหาร

        เมื่อเห็นชายที่เพิ่งตะโกนเมื่อครู่ถูกหลินเฟิงฟันหัวขาดโดยไม่พูดไม่จา ดวงตาของทุกคนก็พลันฉายแววโมโหขึ้นมา

        คิดจะใช้ความแข็งแกร่งเพื่อฮุบของมีค่าในตัวศพไว้คนเดียวอย่างนั้นหรือ?

        “ทุกคนมาที่นี่ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน ท่านไม่ควรลงมืออย่างเหี้ยมโหดแบบนี้ มิฉะนั้นต่างฝ่ายต่างจะเสียผลประโยชน์”

        ผู้บ่มเพาะที่อยู่ไม่ไกลจากหลินเฟิงมากนักกล่าวอย่างเย็นชา

        หลินเฟิงหันไปมอง ภายใต้หน้ากากสีทอง ม่านตาของเขาได้กลายเป็นสีเทาอันลึกล้ำและเต็มไปด้วยความเย็นชา ไร้อารมณ์และความรู้สึก

        หลินเฟิงก้าวเท้าเพียงเล็กน้อย ร่างของเขาก็พุ่งถลาไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม เพียงพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าของคนพูด แล้วตวัดดาบฟันออกไปหมายสังหาร

        เหี้ยมโหด?

        คนที่มาปล้นของมีค่าไปจากศพอย่างพวกเจ้า! คนที่เหยียบย่ำศพคนตายอย่างพวกเจ้า!!! ยังมีหน้ามาพูดคำนี้อยู่อีกหรือ!!!

        ดาบเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของชายคนนั้นพลันเบิกกว้าง เขารู้สึกกลัวมาก

        “ข้าเห็นว่าเจ้าชอบซากศพมาก เพราะฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นศพเช่นเดียวกับพวกเขา”

        นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงพูด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร เย็นชาและไร้ความรู้สึก ประกอบกับมีหน้ากากอยู่บนหน้าก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่น

        เพียงแค่ก้าวเดียวก็ไปปรากฏขึ้นตรงหน้าของเหยื่อ จากนั้นก็สังหารเหยื่อด้วยดาบ

        “เขาคิดจะทำอะไร? เป็นไปได้ไหมที่เขาต้องการสังหารผู้คนทั้งหมดในหุบเขาเมฆพายุ?”

        เมื่อเห็นหลินเฟิงลงมือสังหารคนอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา

        “หยุดเดี๋ยวนี้!!! เจ้าจะทำอะไร?” ผู้บ่มเพาะอีกคนกล่าวขึ้น เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินมาที่เขา

        “เอาชีวิตเจ้า”

        หลินเฟิงตอบก่อนที่ดาบจะส่องสว่างอีกครั้ง

        ผู้คนในหุบเขาค่อยๆ หยุดการกระทำของตัวเอง และหันไปมองชายสวมหน้ากากคนนั้นที่กำลังไล่ฆ่าคนอื่นๆ ทุกย่างก้าวล้วนมีคนตาย!!!

        ตอนนี้หลินเฟิงได้สังหารคนมากกว่าสิบคน โดยที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้หลินเฟิงโกรธแค้น

        “ไม่ดีแล้ว พวกเราต้องหยุดเขา ไม่เช่นนั้นพวกเราเองก็จะถูกฆ่าไปด้วย”

        มีบางคนรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเปิดปากพูดขึ้นมา ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย

        “มาร่วมมือกัน พวกเราจะไม่ปล่อยให้มันได้สังหารใครอีก”

        ฝูงชนต่างพุ่งเข้าหาหลินเฟิงและเตรียมโจมตีเขา พลังของเขาน่ากลัวเกินไป ดาบของเขาเปรียบเสมือนเคียวยมทูต ที่ไม่ว่าใครได้พบล้วนต้องตายทุกคน!

        หลินเฟิงสังหารคนไปอีกหนึ่งคน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ทันทีที่ฝูงชนเข้ามาใกล้หลินเฟิง พวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตายจากร่างของชายที่สวมหน้ากาก

        “อย่าไปกลัวมัน พวกเรามีตั้งหลายคน หากรวมมือกันต่อให้มันแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องถูกกำจัดไปอยู่ดี”

        ราวกับจะสังเกตเห็นถึงร่องรอยความหวาดกลัวของผู้คนที่อยู่รอบๆ ทำให้บางคนพูดปลอบใจขึ้นมา

        หลินเฟิงก้าวเดินช้าๆ ไปยังกลุ่มคนที่กำลังรุมล้อมเขาไว้ คลื่นดาบของเขาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไร คลื่นดาบก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็บดขยี้ความมั่นใจของพวกเขา

        “ข้าไม่ต้องการสมบัติใดๆ”

        ในที่สุดความมั่นใจของหนึ่งในนั้นก็ถูกคลื่นดาบของหลินเฟิงทำลายจนย่อยยับ เขาหันหลังและวิ่งหนีไป เขามีความรู้สึกว่าหากพวกเขาเผชิญหน้ากับชายสวมหน้ากากคนนั้น พวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

        “ดาบแห่งความตาย”

        หลินเฟิงกวัดแกว่งดาบอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นลมปราณแห่งความตายสีเทาก็พลันปรากฏขึ้นมาที่คลื่นดาบ และทำให้คลื่นดาบนี้ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!

        ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ…

        เสียงการเคลื่อนไหวเล็กๆ ดังขึ้น ทำให้ร่างของกลุ่มคนที่ร่วมมือกันกำจัดหลินเฟิงแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

        เมื่อพวกเขาก้มหน้าลงก็เห็นว่าที่ท้องของตัวเองมีรอยดาบลากเป็นทางยาว พร้อมกับหยดเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกมาจากบาดแผล

        “ทำไม?!”

        แต่ละคนค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น แม้ในตอนที่กำลังจะตาย พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมชายผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ถึงต้องสังหารพวกเขาด้วย?

        “เพราะพวกเจ้าทั้งหมดสมควรตาย”

        หลินเฟิงจับดาบแน่น เมื่อสายตาที่เย็นชากวาดมองไปที่ใด ฝูงชนที่อยู่ที่นั่นก็พากันวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

        พลังของหลินเฟิงแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เพียงดาบเดียวก็สังหารคนได้เป็นสิบ ทำให้อีกร้อยคนที่เหลือตัดสินใจหนีไปจากที่นี่ พวกเขามาแสวงโชค ไม่ได้มาตาย!!!

        “ใครบังอาจมาก่อกวนที่นี่!!!”

        ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านบนของหุบเขาเมฆพายุ จากนั้นเงาร่างทั้งสามก็กระโดดลงมาที่หุบเขา

        “เจ้าเป็นใคร?” ชายที่เป็นผู้นำของกลุ่มถาม เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาเป็นอย่างมากและมีท่าทางที่สง่างาม แต่ทว่าน้ำเสียงที่เขาพูดกับหลินเฟิงนั้นทั้งห้วนทั้งเย็นชา

        คนคนนี้ก็คือเฉินซิง อดีตศิษย์สายในของนิกายหยุนไห่ แต่ชื่อของเขาไม่ได้ถูกจารึกไว้บนผนังหินจัดอันดับ ตอนที่นิกายหยุนไห่ถูกกวาดล้าง เขาก็อกสั่นขวัญหายมาตลอด ด้วยความกลัวว่าต้วนเทียนหลางจะกำจัดเขาเหมือนคนอื่นๆ

        แต่โชคดีที่เหวินเริ่นเหยียนบอกให้ต้วนเทียนหลางไว้ชีวิตเขา หลังจากที่ผ่านการทดสอบจากต้วนเทียนหลาง เขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ และก่อนที่ต้วนเทียนหลางจะจากไป เขาก็ได้มอบหมายให้เฉินซิงดูแลนิกายหยุนไห่

        ส่วนเหวินเริ่นเหยียนนั้น เขามีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ดังนั้นต้วนเทียนหลางจึงให้ความสำคัญกับเขามาก หากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่สร้างเสร็จเมื่อไร เมื่อนั้นเหวินเริ่นเหยียนก็จะกลายเป็นคนในสังกัดของราชวงศ์ และจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับความเคารพ

        ในอนาคตเมื่อเหวินเริ่นเหยียนออกจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ เขาก็จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ อนาคตของเหวินเริ่นเหยียนจะต้องสดใสสุดขีด กระทั่งตัวเขาเองก็ไม่กล้าไปเทียบเคียงกับเหวินเริ่นเหยียน

        ด้วยพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งของเขา เหวินเริ่นเหยียนจะได้ติดตามต้วนเทียนหลาง และอาจกลายเป็นแม่ทัพสักวันหนึ่ง โชคชะตาของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเหนือกว่าคนทั่วไป

        “พรสวรรค์ของหลินเฟิงนั้นน่ากลัวมาก น่ากลัวยิ่งกว่าเหวินเริ่นเสียอีก ถ้าหากตอนนั้นเขายอมติดตามต้วนเทียนหลางไป อนาคตของเขาจะต้องรุ่งโรจน์อย่างไร้ขีดจำกัด แต่น่าเสียดายที่เขามันโง่ไปหน่อย ถึงได้เลือกเส้นทางแห่งความตาย จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นมาอีก”

        เมื่อคิดเกี่ยวกับเหวินเริ่นเหยียน เฉินซิงก็นึกถึงหลินเฟิงขึ้นมา ชายคนนั้นเป็นคนที่น่ากลัวมาก เพียงแค่ใช้วาจาไม่กี่คำก็สามารถทำให้จิตใจของคนอื่นๆ สั่นไหวและหวาดกลัวขึ้นมาได้

        เมื่อหลินเฟิงเห็นเฉินซิง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเย็นชายิ่งกว่าเดิม

        ดีจริงๆ เฉินซิงทรยศนิกายเพื่อเปลี่ยนสถานะของตัวเอง แล้วยังกล้ามาหยิ่งผยองต่อหน้าทุกคนอย่างไร้ยางอายอีก!!!

        “ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ดังนั้นอ๋องเทียนหลางจึงยุ่งมาก จนไม่มีเวลามาดูแลจัดการนิกายหยุนไห่ ดังนั้นอำนาจในการจัดการที่นี่จึงเป็นหน้าที่ของข้า หากเจ้าอยากจะค้นหาของมีค่าจากศพพวกนั้นก็ทำไป ข้าจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่อย่าก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่นี่ มิฉะนั้นข้าจะพรากชีวิตสุนัขของเจ้าซะ!!!”

        เฉินซิงตะโกนใส่หลินเฟิง เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วหุบเขา น้ำเสียงของเขาเหมือนก่อนหน้าที่หลินเฟิงจะใช้วาจาอันโหดร้ายทำร้ายจิตใจของเขา นิสัยของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นเลือดเย็นและไร้ความปรานี หากเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เขาจะสุภาพนอบน้อมประหนึ่งสุนัขเชื่องๆ แต่ถ้าเผชิญหน้ากับผู้ที่อ่อนแอกว่า เขาจะทำตัวราวกับว่าตัวเองสูงส่งและไร้เทียมทาน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)