0 Views

        ไป๋เจ๋อยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าชนชั้นสูง เสื้อผ้าราคาแพงไม่อาจเก็บซ่อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเขาได้

        คำพูดของหลินเฟิงช่างเหี้ยมโหดนัก หากเขาไม่สู้แล้วจะไม่ถูกผู้คนเยาะเย้ยไปจนตายเชียวหรือ?

        เดิมทีการต่อสู้ระหว่างหลินเฟิงกับจั่วชิวก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่สามารถมองพลังที่แท้จริงของหลินเฟิงออก เพียงแค่รู้ว่าจั่วชิวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินเฟิง การที่สามารถตบจั่วชิวจนกระเด็นได้ ก็แสดงว่าระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

        “อายุของเขาไม่น่าจะเกิน 16-17 ปี แต่พลังกลับแข็งแกร่งนัก ที่น่ากลัวก็คือมันน่าจะอยู่จุดสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าจั่วชิวมาก”

        ไป๋เจ๋อลอบคิดในใจอย่างเงียบๆ ขณะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง เอาน่า!!! ตัวเขาเองก็ทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 แล้ว หากเปลี่ยนให้เขาไปสู้กับจั่วชิวล่ะก็ เขาก็สามารถคว่ำอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย

        ในสายตาของไป๋เจ๋อ หลินเฟิงเป็นแค่คนชั้นต่ำ แต่การแสดงออกของหลินเฟิงเมื่อครู่และรอยยิ้มมีเลศนัยตอนนี้ มันทำให้เขารู้สึกลังเลอย่างบอกไม่ถูก

        การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ สำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย

        แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาต้องชนะ เขาเป็นถึงลูกหลานตระกูลไป๋ที่สูงส่ง การชนะคนต่ำต้อยแบบนี้มีอะไรน่าภูมิใจ? ไม่แน่ว่าอาจจะถูกคนบางส่วนกล่าวหาว่าเขารังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าแพ้ เขาคงเสียหน้าไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน

        “เจ้าแน่ใจนะว่า อยากให้ข้าพิสูจน์ให้เห็น?”

        ไป๋เจ๋อถามด้วยน้ำเสียงอึมครึม ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างคล้ายกับเหวินเริ่นเหยียนจริงๆ… งูพิษ!

        “ใช่” หลินเฟิงพยักหน้า

        “เจ้าไม่คิดถึงผลที่จะตามมาเลยหรือ?” ใบหน้าของไป๋เจ๋อเย็นชาขึ้น “บางทีการพิสูจน์ของข้าอาจจะทำให้เจ้าต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

        “ฮ่าๆๆๆ” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเยาะเย้ยออกมาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างไม่แยแสว่า “พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นชนชั้นสูง ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ… ดังนั้นเจ้าเลิกพูดจาอ้อมค้อมสักที”

        ในขณะที่พูดหลินเฟิงก็เหลือบมองไปที่จั่วชิว ทั้งจั่วชิวและไป๋เจ๋อล้วนเหมือนกัน หยิ่งยโสโอหังและไม่เห็นใครอยู่ในสายตา!

        “ฮ่าๆๆ เจ้าได้ยินไหมไป๋เจ๋อ? เลิกพูดจาอ้อมค้อมสักที”

        “ใช่ ปากก็พล่ามว่าตัวเองเป็นคนชนชั้นสูง คอยตัดสินคนนั้นคนนี้ว่าเป็นคนชั้นต่ำ คงไม่ใช่ว่าเก่งแต่พูด ส่วนฝีมือก็งั้นๆ?!”

        เสียงเย้ยหยันดังมาจากกลุ่มคนธรรมดา ทำให้ลูกหลานชนชั้นสูงแต่ละคนมีสีหน้าอึมครึมขึ้นมา โดยเฉาะไป๋เจ๋อ ดวงตาของเขาฉายแววจิตสังหารออกมา

        “เจ้าแน่ใจแล้วนะถึงผลที่จะตามมา?”

        ไป๋เจ๋อกล่าวขณะที่เดินออกมาจากกลุ่ม ดวงตาอสรพิษเป็นประกายแหลมคมขึ้นมา

        “เวลาที่เจ้าเรียกคนอื่นว่าพวกชั้นต่ำ เคยนึกถึงผลที่จะตามมาบ้างไหม?”

        หลินเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้า ขณะปลดปล่อยลมปราณที่แข็งแกร่งออกมา เช่นเดียวกับไป๋เจ๋อที่มีลมปราณอันดุดันทะลักออกมาจากร่าง

        “ข้าเกิดมาในตระกูลชนชั้นสูง นั่นก็คือตระกูลไป๋ในเมืองหลวง ข้าสามารถทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ไม่ว่าจะสถานะ พรสวรรค์ พลัง ข้าล้วนมีมันทั้งหมด แล้วเจ้าล่ะ ตัวเจ้านับเป็นอะไรได้? ที่ข้าเรียกว่าคนชั้นต่ำ แล้วมันผิดตรงไหน?”

        ไป๋เจ๋อก้าวไปข้างหน้า ลมปราณอันเยือกเย็นพุ่งตรงไปที่หลินเฟิง ราวกับว่าจะรุกเข้าไปแช่แข็งอวัยวะภายในของหลินเฟิง ความแข็งแกร่งของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ระเบิดออกมา

        “ข้าเกิดเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีทรัพยากรมากมายมาช่วยบ่มเพาะ ข้าพึ่งพาความขยันของตัวเอง จนสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ตั้งแต่อายุ 16 ปี แล้วเจ้าล่ะ เทียบข้าได้ไหม?”

        คำพูดของหลินเฟิงเปรียบเสมือนคมดาบที่แทงเข้ามาในหัวใจอย่างไร้ซึ่งความปรานี คลื่นดาบอันแหลมคมพรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง

        ทันใดนั้นเสียงคำรามก็ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นฟ้า ฝูงชนต่างตกตะลึง หลินเฟิงเพิ่งอายุได้แค่ 16 ปี แต่กลับบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 เหมือนไป๋เจ๋อ เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งกว่าไป๋เจ๋อมาก นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ นอกจากนี้หลินเฟิงเกิดมาในครอบครัวธรรมดา ส่วนไป๋เจ๋อนั้นเกิดมาในตระกูลที่สูงส่ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนี้ไป๋เจ๋อต้องแข็งแกร่งกว่าหลินเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันน่าทึ่งมากที่หลินเฟิงอายุเพียงเท่านั้นก็สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้

        “เป็นถึงสัตว์ประหลาดแบบนี้แต่กลับไม่มีจดหมายแนะนำของสำนักเทียนอี้? หรือว่าเขาจะไปเข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่” ทุกคนแอบคิดในใจอย่างตกตะลึง

        จั่วชิวกับจงหลิงที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งต่างรู้สึกพูดไม่ออก ในใจไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี? พวกเขาเรียกหลินเฟิงว่าคนชั้นต่ำทุกคำ เพราะสังเกตเห็นว่าหลินเฟิงไม่มีจดหมายแนะนำ แต่ตอนนี้กลับมาพบว่าพรสวรรค์ของพวกเขาเทียบกับหลินเฟิงไม่ได้ แม้แต่ไป๋เจ๋อเองก็ยังแอบหน้าถอดสีเช่นกันเมื่อรู้ระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิง

        ลมปราณที่น่าหวาดกลัวของหลินเฟิงกดทับร่างของไป๋เจ๋อไว้ ทำให้ลมปราณของไป๋เจ๋อสลายหายไปในพริบตา เขาโอ้อวดว่าพรสวรรค์ของตัวเองนั้นดีที่สุด แต่ทุกครั้งที่หลินเฟิงก้าวเท้าเข้ามาหา ลมปราณที่พลุ่งพล่านราวกับสายน้ำเหล่านี้ก็แทบจะบดขยี้เขาเป็นจุณ คาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองต้องมารับความอัปยศในตอนนี้

         หลินเฟิงแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า!!!

        “พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ นอกจากความเร็วในการบ่มเพาะแล้ว ยังต้องเข้าใจเคล็ดวิชาต่างๆ ห้ามขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘จิตวิญญาณ’ จิตวิญญาณของข้าคืออสรพิษขาว ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณของเจ้าจะเทียบของข้าได้หรือไม่”

        ไป๋เจ๋อที่ถูกลมปราณของหลินเฟิงกดดันก็พูดขึ้นมา เขาไม่ยอมเสียหน้าไปมากกว่านี้ ไป๋เจ๋อปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมา อสรพิษลอยคว้างอยู่กลางอากาศและเลื้อยพันรอบตัวของไป๋เจ๋อ พลางชูหัวขึ้นมาจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างชั่วร้าย

        “ที่แท้ก็เป็นจิตวิญญาณประเภทงู”

        ในใจของหลินเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา ไม่น่าล่ะหลินเฟิงถึงได้รู้สึกว่าไป๋เจ๋อกับเหวินเริ่นเหยียนนั้นคล้ายกัน ที่แท้ทั้งสองคนก็มีจิตวิญญาณงูเหมือนกันนั้นเอง

        “จิตวิญญาณ แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนย่อมมีจิตวิญญาณ แต่ทว่ากับคนบางคนน่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้จิตวิญญานเลยด้วยซ้ำ”

        หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส เขาใช้ท่าร่างเคลื่อนไหวดั่งเงา พุ่งไปที่ด้านหน้าของไป๋เจ๋อ จากนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมา

        “หาที่ตาย!” ไป๋เจ๋อแสยะยิ้มอย่างเย็นชา หลินเฟิงดูถูกเขาด้วยการใช้แค่นิ้วเดียวโจมตีตัวเอง

        ไป๋เจ๋อฟาดฝ่ามือไปด้านหน้า ประหนึ่งอสรพิษฉกเหยื่อ

        แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องประหลาดใจขึ้นมา เมื่อลมปราณทำลายล้างได้แพร่กระจายไปทั่วร่างของเขา ปลายนิ้วของหลินเฟิงราวกับอาวุธอันแหลมคม กระทั่งคลื่นดาบที่แฝงไปด้วยจิตสังหารซึ่งแพร่กระจายไปทั่วท้องฟ้า ก็ดูเหมือนจะมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วนั่น

        “ข้าไม่สามารถรับการโจมตีจากนิ้วนั่นได้”

        ทันใดนั้นความรู้สึกล้มเหลวและพ่ายแพ้ก็ผุดขึ้นมาในใจของไป๋เจ๋อ เมื่อเผชิญหน้ากับนิ้วนี้ เขาก็รู้สึกต้านทานมันไม่ได้

        คลื่นดาบรอบตัวพลันสลายหายไป กระทั่งฝูงชนก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่ไป๋เจ๋อกลับเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คลื่นดาบจำนวนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของหลินเฟิง นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!!!

        “ฉึก!”

        เสียงเล็กๆ พลันดังขึ้นมา ไป๋เจ๋อรู้สึกเจ็บที่มือเป็นอย่างมาก บนฝ่ามือของเขา ปรากฏหลุมเลือดขึ้นมา

        นิ้วของหลินเฟิงยังไม่เคลื่อนเข้ามา แต่ฝ่ามือของเขากลับได้รับบาดเจ็บจากการที่คลื่นดาบจำนวนมหาศาลถูกบีบอัด ยังไม่ทันที่พลังของเขาจะได้แสดงอำนาจ ก็ถูกทำลายลงในพริบตา

        “หนี”

        ไป๋เจ๋อที่ก้าวเท้าไปข้างหน้าก็หยุดชะงักอยู่กับที่ เท้าที่ก้าวไปด้านหน้าก็รู้สึกหนักอย่างบอกไม่ถูก ทำให้เขาคิดจะถอยหนี

        แต่มีเหรอที่หลินเฟิงจะปล่อยเขาไป

        “พิฆาต!”

        หลินเฟิงกล่าวเพียงคำเดียว นิ้วของเขาปลดปล่อยพลังที่น่าหวาดกลัวออกมา ซึ่ง แสงสีขาวพลันแหวกอากาศพุ่งเข้าไปหาไป๋เจ๋ออย่างรวดเร็ว

        เสียงสวบสาบดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของไป๋เจ๋อ ฝ่ามือของเขาถูกแสงสีขาวแทงทะลุจนกลายเป็นหลุม กระทั่งจิตวิญญาณอสรพิษสีขาวก็ยังต้องแตกสลายหายไป ไป๋เจ๋อสั่นเทาไปทั่วร่างก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น

        ทุกคนจ้องมองไปที่ร่างของไป๋เจ๋ออย่างหวาดกลัว บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ

        “แปะ แปะ”

        ทันใดนั้นฝูงชนก็เห็นเลือดไหลออกมาจากศีรษะของไป๋เจ๋อ

        เพียงแค่นิ้วเดียว แต่กลับทรงพลังจนน่าหวาดกลัวถึงขนาดนี้!

        ก็เหมือนอย่างที่หลินเฟิงว่า กับคนบางคนน่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณเลยด้วยซ้ำ บางคนต่อให้ไม่ใช้จิตวิญญาณแต่ก็ยังแข็งแกร่งอยู่ดี

        ฝูงชนไม่คิดว่าอดีตผู้แข็งแกร่งอย่างไป๋เจ๋อจะมาพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถเช่นนี้ เพราะพวกเขารู้ดีว่าพลังของไป๋เจ๋อนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน เรียกได้ว่าคนในรุ่นเดียวกับเขานั้นยากที่จะสามารถต่อกรกับไป๋เจ๋อได้ แต่หลินเฟิง… เจ้าสัตว์ประหลาดนี่กลับสามารถคว่ำไป๋เจ๋อได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ใช้จิตวิญญาณด้วยซ้ำ

        ตอนนี้หลินเฟิงจ้องมองไปยังไป๋เจ๋อที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ในใจของเขาเองก็รู้สึกตื่นตกใจเช่นกัน คาดไม่ถึงเลยว่าดัชนีพิฆาตจะทรงพลังขนาดนี้ หลินเฟิงรู้สึกพอใจกับมันมาก

        “ต้องขัดเกลาให้มากกว่านี้ หลังจากเข้าสู่ขอบเขตของการผสาน ก็จะเหลืออีกเพียงแค่ขอบเขตเดียวเท่านั้น นั่นก็คือหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าใจขอบเขตของการผสาน ซึ่งยังห่างไกลจากขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นพลังของมันก็ทรงอำนาจมาก ทำให้ไป๋เจ๋อพ่ายแพ้ในพริบตาเดียว ถ้าหากข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันล่ะก็ ข้าจะแข็งแกร่งขนาดไหน?”

        หลินเฟิงคิดในใจเงียบๆ เมื่อครู่เขาได้ใช้พลังในขอบเขตของการผสานดู ซึ่งมันยังไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ทว่าผลลัพธ์กลับเกินคาด

        ตอนนี้ทักษะการควบคุมดาบของหลินเฟิงแข็งแกร่งกว่าในอดีตหลายเท่า

        “ข้ายังห่างไกลจากขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ตอนนี้สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ ควบคุมขอบเขตของการผสานให้มั่นคงกว่านี้”

        หลินเฟิงรู้ดีว่าการจะบรรลุไปสู่ขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นมันยากมากขนาดไหน แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดี ขอเพียงแค่เขามุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

        “แค่ก แค่ก” ไป๋เจ๋อกระอักเลือดออกมา แต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก ไป๋เจ๋อจึงลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าซีดขาว

        หลินเฟิงใช้แค่นิ้วเดียวก็สามารถเอาชนะไป๋เจ๋อได้ นี่มันน่าตกใจเกินไปแล้ว!!! อีกทั้งพวกที่แอบเยาะเย้ยหลินเฟิงอยู่ข้างๆ และสนับสนุนจั่วชิวให้ด่าหลินเฟิงก็เริ่มหน้าเสีย

        หลินเฟิงมองไปที่ไป๋เจ๋ออย่างเงียบๆ ในดวงตาของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกสงสาร สำหรับคนที่ดูถูกคนแล้ว ล้วนไม่ใช่คนที่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย

        ในที่สุดหลินเฟิงก็เปิดปากพูดแดกดันไปอีกประโยคว่า “นี่นะเหรอ คือคนที่เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะ? เรียกตัวเองว่าเป็นคนชนนั้นสูงและด่าผู้อื่นว่าเป็นคนชั้นต่ำ? แล้วตอนนี้ล่ะ เจ้านับเป็นตัวอะไร?”

        คำพูดของหลินเฟิงประหนึ่งฝ่ามือที่ตบลงหน้าของไป๋เจ๋อ มันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่จั่วชิวโดนตบหน้าหลายเท่า!!!

        นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ไป๋เจ๋อเท่านั้นที่รู้สึกอับอาย แม้แต่เหล่าลูกหลานจากตระกูลชั้นสูงต่างก็มีใบหน้าที่บิดเบี้ยว ราวกับว่าถูกตบหน้าเรียงตัวเลยทีเดียว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)