0 Views

        ถ้าหลินไห่มีตราประทับประตูปิดผนึกที่ระหว่างคิ้วของเขา นั่นหมายความว่าพ่อของหลินเฟิงมีความขัดแย้งกับสมาชิกตระกูลต้วน

        ก่อนจะออกจากเมืองหยางโจว หลินไห่ได้บอกกับหลินเฟิงว่าเขากำลังไปที่เมืองหลวง…

        ความทรงจำของหลินเฟิงยุ่งเหยิงเล็กน้อย บิดาของเขากับตระกูลต้วนมีความแค้นต่อกัน? แล้วที่บิดาไปยังเมืองหลวง ก็ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างที่เขาคิดน่ะสิ!!!

        “ไม่แน่ว่าท่านพ่ออาจจะพบอันตราย ข้าจะต้องไปที่เมืองหลวงแล้วตามหาเขา”

        หลินเฟิงไม่รู้ว่าทำไมพ่อของเขาถึงมีความขัดแย้งกับตระกูลต้วน แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ก็คือตามหาบิดาให้พบ แล้วสอบถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

        ทันใดนั้นหลินเฟิงก็นึกขึ้นมาได้ว่า พ่อของเขาไม่เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเขาเลย เรื่องนี้ชักจะมีลับลมคมนัยเสียแล้ว

        “หลินเฟิง”

        เมิงฉิ่งมองหลินเฟิงและเห็นหลินเฟิงมีท่าทีแปลกๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้นางเรียกเขา หลินเฟิงที่กำลังคิดฟุ้งซ่านก็พลันดึงสติกลับมา ในใจของหลินเฟิงรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา เขาส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามว่าต้วนเฟิงว่า “ต้วนเฟิง พวกเราจะไปถึงเมืองหลวงเมื่อไร?”

        “ถ้าพวกเราเดินทางด้วยความเร็วเท่านี้และไม่พบอุปสรรคใดๆ อย่างน้อยน่าจะ 5 – 6 วัน”

        “ข้าจะอาสาขับรถม้าเอง เพื่อให้จิ้งหยุนได้พักผ่อนสักหน่อย ด้วยวิธีนี้มันน่าจะทำเวลาได้เร็วขึ้น”

        หลินเฟิงกล่าว ถึงแม้ว่าต้วนเฟิงจะไม่รู้ว่าหลินเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็พยักหน้า ในใจก็นึกสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพอหลินเฟิงเห็นประตูปิดผนึกของเขา ถึงได้ทำตัวแปลกๆ ไป?

        แต่ในเมื่อหลินเฟิงไม่พูด ต้วนเฟิงก็ไม่คิดที่จะถาม

        ต้วนเฟิงกล่าวได้ถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะเดินทั้งวันทั้งคืนด้วยความเร็วสูงสุด แต่พวกเขาก็ไปถึงเมืองหลวงในวันที่ 6 อยู่ดี

        นอกจากนี้พวกเขายังเปลี่ยนเส้นทางในการเดินทาง ทำให้พวกเขาไม่เจออุปสรรคใดๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีใครรู้ตำแหน่งของต้วนเฟิงเลย ทำให้การเดินทางของพวกเขาราบรื่น

        เมืองหลวงกว้างใหญ่ไพศาลมาก และด้านนอกก็ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงปิดตาย ถ้าหากจะเข้าไปในเมืองหลวง จะต้องเข้าทางประตูหลักเท่านั้น

        ประตูทางเข้านั้นเป็นประตูที่มีขนาดใหญ่และทำมาจากสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ประตูยังสูงกว่าสิบเมตร ด้านบนของประตูมีพลทหารถือหอกหลายคนยืนอยู่

        เมืองหลวงถูกรายล้อมไปด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ มีเพียงสะพานหินแห่งนี้เท่านั้นที่ทอดยาวไปถึงเมืองหลวง พวกเขาต้องข้ามสะพานหินขนาดใหญ่เพื่อเข้าสู่เมืองหลวง

        แต่อย่างไรก็ตามประตูทางเข้าของเมืองหลวงมีการป้องกันที่หนาแน่นมาก ประตูหลักจะเปิดเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

        แต่นักเดินทางก็ไม่ได้โอดครวญอะไรนัก เพราะว่านอกเมืองหลวงยังมีเมืองเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอีกมากมาย มิหนำซ้ำอาณาเขตของมันยังสามารถบรรจุคนได้หลายหมื่นคน สมแล้วที่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวง

        ในขณะนั้นรถม้าของพวกเขาได้มาถึงนอกเมืองหลวงแล้ว หลินเฟิงเป็นคนขับรถม้า พวกเขาแวะพักที่เมืองนี้ก่อน แล้วค่อยเดินทางไปยังเมืองหลวง ในเมืองนี้มีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ หลินเฟิงคิดว่าเมืองนี้มีบรรยากาศที่ดีกว่าเมืองหยางโจวมากนัก

        “คนเยอะจริงๆ!”

        เมิงฉิ่งกล่าวขณะเปิดม่านในรถม้าและมองออกไปนอกหน้าต่าง

         “ก็ที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวง ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมาย” หลินเฟิงกล่าวขณะหัวเราะ หลินเฟิงมั่นใจว่าที่มีผู้คนมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะพวกเขาหลายคนต่างหวังว่าตัวเองจะถูกเลือกให้ฝึกฝนในลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่

        สำหรับพลเมืองแล้ว ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่อาจเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเสวี่เยว่ก็ได้

        ตอนนี้ทุกคนยังไม่ตระหนักว่าในรถม้าเล็กๆ คันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่กลางถนนนั้น มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและสง่างามผู้หนึ่งจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเสวี่ยเยว่ในอนาคต ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว

        “เมิ่งฉิง เจ้าต้องเหนื่อยแน่ๆ หลังจากเดินทางไกล ประตูมันยังไม่เปิด พวกเราควรจะพักสักหน่อยและหาอะไรกินกัน”

        หลินเฟิงหยุดรถม้าใกล้ๆ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

        เมื่อต้วนเฟิงและจิ้งหยุนเดินลงมาจากรถม้า ทั้ง 4 คนก็เข้าไปในร้านอาหาร ตรงกลางของร้านอาหารมีต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกปลูกไว้ ทำให้ชั้นบนของภัตตาคารว่างเปล่า เมื่อเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นชั้นสองได้อย่างชัดเจน ในนั้นมีผู้คนหลายคนกำลังดื่มน้ำชาหรือไม่ก็เหล้ากันอยู่

        พวกเขามุ่งหน้าไปที่บันไดไม้ทันที และเดินขึ้นไปยังชั้นที่สอง เพราะชั้นแรกมันแออัดมาก แต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจก็คือ แม้ว่าร้านอาหารแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนแต่มันก็เงียบสงบมาก ถึงมันจะมีผู้คนมากมายแต่พวกเขาไม่ได้พูดเสียงดังจนเกินไป ทำให้สามารถได้ยินเสียงดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ชั้นแรกได้

        “ร้านอาหารชิงซิน ช่างเงียบสงบสมชื่อจริงๆ” หลินเฟิงกระซิบ ถึงแม้ว่าร้านอาหารชิงซินแห่งนี้จะไม่หรูหรา แต่มันก็ยังดูสง่างามและสะอาดมาก ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายตา โดยเฉพาะบรรยากาศที่เงียบสงบและเจือไปด้วยกลิ่นอายโบราณ ยิ่งเสริมให้ร้านอาหารแห่งนี้ยิ่งสง่างามมากขึ้น

        “พี่หลินเฟิง ตรงโน้นมีโต๊ะว่าง พวกเราช่างโชคดีอะไรอย่างนี้”

        ต้วนเฟิงสังเกตเห็นโต๊ะใกล้หน้าต่างกำลังว่างอยู่ จึงเดินนำไปนั่งที่โต๊ะนั้น

        “ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีขอรับ?” เสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาถามขณะยิ้มให้ทั้งสี่คน

        “นำเหล้ามาสองกาและชาอีกหนึ่งกา เอาแบบดีที่สุดด้วย แล้วก็เอากับแกล้มมาสักสองสามอย่าง”

        หลินเฟิงสั่งอาหารอย่างรวดเร็ว ในโลกที่แล้วเขาไม่เคยลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพดี แต่ตอนนี้เมื่อมีโอกาสเขาก็อยากจะลองมัน

        “โปรดรอสักครู่” เสี่ยวเอ้อกล่าวก่อนจะเดินจากไป

        หลินเฟิงกำลังฟังคนอื่นสนทนากัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกระซิบเสียงเบาแค่ไหน แต่ด้วยพลังในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ทำให้ประสาทการได้ยินของเขาพัฒนาขึ้นมาก อย่างไรเสียก็คงไม่มีใครนำความลับของตัวเองมาเปิดเผยในที่สาธารณะหรอก

        ดูเหมือนทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ นอกจากนี้หลินเฟิงยังได้ยินบางคนพูดถึงองค์รัชทายาทและองค์ชายสอง

        “พี่หาน ท่านกำลังจะบอกว่านิกายหยุนไห่ถูกทำลายลงแล้วอย่างนั้นหรือ? แล้วใครได้ประโยชน์จากการทำลายนิกายหยุนไห่กัน?”

        ตอนนั้นเองก็มีเสียงพูดเสียงหนึ่งได้ดึงดูดความสนใจของหลินเฟิง น่าแปลกใจที่มีใครบางคนกำลังพูดถึงนิกายหยุนไห่อยู่

        “นิกายหยุนไห่และนิกายเฮ่าเยว่ไม่ค่อยลงรอยกัน พวกเขาขัดแย้งกันมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการที่นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายลงจึงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนิกายเฮ่าเยว่ กระทั่งหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานและนิกายหมื่นอสูรก็ยังได้รับศิษย์เป็นจำนวนมาก ที่ตรงตามเงื่อนไขของพวกเขา การล่มสลายของนิกายหยุนไห่ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่นิกายเฮ่าเยว่ แต่เป็นต้วนเทียนหลาง หรือจะพูดได้ว่าต้วนเทียนหลางคือผู้ชนะ”

        “ฮ่าๆ พี่หาน ท่านพูดถูก ดังนั้นต้วนเทียนหลางถึงได้ไปทำลายนิกายหยุนไห่ด้วยตัวเอง นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่ปฏิเสธการส่งศิษย์ที่โดดเด่นไปยังลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ต้วนเทียนหลางแข็งแกร่งจริงๆ”

        สองคนนี้คุยโวโอ้อวดเสียงดัง และในน้ำเสียงของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

        ในขณะนั้นมีหลายคนหยุดพูดและเริ่มจ้องมองไปที่พวกเขาทั้งสองที่กำลังหัวเราะเสียงดัง เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่กำลังจ้องมองมาที่พวกเขาอยู่ พวกเขาจึงหยุด

        “ไร้สาระ” ทันใดนั้นก็มีเสียงใสๆ ดังขึ้นมา ทำให้ทุกคนหันกลับไปมอง และเห็นเงาร่างสามเงากำลังเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้า คนที่เดินนำมาเป็นสตรีคนหนึ่ง นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวที่ดูหรูหรา ในมือยังถือแส้สีดำมาด้วยเส้นหนึ่ง

        ด้านหลังของนางมีผู้ชาย 2 คน เดินตามมาเงียบๆ

        “เป็นแค่กบในกะลาแท้ๆ แต่กลับทำตัวราวกับเป็นผู้รู้ทุกอย่าง ไร้สาระจริงๆ”

        น้ำเสียงของนางดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สีหน้าของสองคนนั้นพากันแข็งทื่อ ก่อนจะกล่าวอย่างโมโหว่า “คนหนุ่มสาวสมัยนี้ ช่างไม่รู้ว่าอะไรควรพูดและอะไรไม่ควรพูดเสียจริง หุบปากไปเสียก่อนที่เจ้าจะทำให้ตัวเองขายหน้า”

        “ตบปากมัน”

        ผู้หญิงคนนั้นกล่าว ทันใดนั้นคนที่อยู่ด้านหลังของนางก็พุ่งเข้าไปตบปากชายที่พูดจาไม่เข้าหูนาง จนร่างของเขาปลิวไปกระแทกกำแพงและกระอักเลือดออกมา

        “ต้วนเทียนหลางก็แค่ทำลายนิกายหยุนไห่เท่านั้นเอง ส่วนนิกายใหญ่อื่นๆ ก็ได้แค่เคล็ดวิชาบางส่วนไป ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชาที่นั่นจะดี แต่กองกำลังที่ร่วมทำลายนิกายหยุนไห่ ไม่มีใครได้เคล็ดวิชาระดับเดียวกับเรา อีกทั้งคนทรยศล้วนแสดงความจริงใจออกมา พวกเขายอมละทิ้งนิกายหยุนไห่เพื่อมาเข้าร่วมกับพวกเรา ด้วยจำนวนคนที่เยอะเกินไป ทำให้พวกเราจำต้องคัดคนออกไปบ้าง ดังนั้นพวกนิกายที่เหลือก็แค่เอาส่วนเหลือๆ ของพวกเราไป”

        หญิงสาวกำลังจ้องมองไปที่ผู้ชายอีกคน ทำให้ชายผู้นั้นมีสีหน้าไม่ค่อยดี เขาทำได้เพียงฟังผู้หญิงคนนี้พูด และไม่กล้าขัดขืนหรือปฏิเสธคำพูดของนาง ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือพยักหน้าเออออตามนางไป

        “ที่นิกายใหญ่ทุกนิกายยอมส่งเสริมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ไม่ได้เป็นเพราะผลประโยชน์ที่ได้รับ แต่เป็นเพราะพวกเขากลัวว่าจะมีจุดจบเหมือนนิกายหยุนไห่ ดังนั้นจึงยอมจำนนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ราชวงศ์กำลังแสดงความเมตตาอยู่ และใช้ข้ออ้างมาทำลายนิกายหยุนไห่ ก็เพื่อทำให้พวกเขาได้ตระหนักรู้ว่าเหนือฟ้าย่อมมีฟ้า”

        “ในเมื่อทำลายนิกายหยุนไห่ได้ นิกายอื่นๆ ก็คงอีกไม่นานเช่นกัน อาณาจักรเสวี่ยเยว่ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีเพียงตระกูลต้วนเท่านั้นที่มีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นขุมอำนาจใดก็ต้องยอมสยบให้กับราชวงศ์!!!”

        เมื่อหลินเฟิงได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นกล่าวก็แสยะยิ้มออกมา สิ่งที่นางพูดเป็นเรื่องจริงบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่นางพูดเกินจริง

        “ในเมื่อราชวงศ์แข็งแกร่งขนาดนั้น แล้วทำไมถึงต้องร่วมมือกับนิกายอื่น เพื่อทำลายนิกายเดียว? ทำไมไม่จัดทัพบุกเดี่ยวเข้ามาเลยล่ะ???”

        เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นมาทำให้หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เพราะคนที่พูดออกมาก็คือจิ้งหยุน ถึงแม้ว่านิกายจะถูกทำลายลงไปแล้ว แต่ในใจของนางก็ยังคงภักดีต่อนิกายหยุนไห่ ดังนั้นน้ำเสียงของนางจึงห้วนอย่างเห็นได้ชัด

        ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ หันหลังกลับมาช้าๆ และจ้องมองไปที่จิ้งหยุน ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาขณะที่พูดว่า “พูดได้ดี เสียแต่หาที่ตายไปหน่อย คนปากดีแบบเจ้าล้วนถูกทำลาย!!!…”

        พูดจบ เสียงลมก็ดังขึ้น แส้สีดำในมือของนางได้พุ่งทะยานไปหาจิ้งหยุนอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษ

        เมื่อหลินเฟิงเห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังโจมตีมาที่จิ้งหยุน เขาก็หรี่ตาลงก่อนจะยื่นมือไปจับแส้สีดำที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “นางก็แค่พูดไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง เจ้าไม่ควรลงมือกับนาง”

        “บางคำพูดก็ไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้ และในเมื่อพูดออกมาแล้ว ก็มีราคาที่ต้องจ่าย เพราะตัวคนพูดไม่มีคุณสมบัติที่กล่าวแบบนี้ออกมา!”

        ผู้หญิงคนนั้นจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างเย็นชา “แม้แต่เจ้าเอง! ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะพูดเช่นกัน!!!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)