0 Views

หลินเฟิงจ้องมองเมิ่งฉิงอย่างประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่านางจะเปิดปากพูดออกมา

ลุงหวังมีสีหน้ามึนงง จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวว่า เดิมทีเจ้ากับเขาก็เป็นพวกเดียวกัน ทำไมต้องใส่ร้ายป้ายสี ความแข็งแกร่งของพวกเจ้าจะสามารถสังหารใครตอนไหนก็ได้ ทำไมต้องหาเหตุผลมากมายขนาดนี้ด้วยเล่า

เจ้าอยากตายขนาดนั้นเลยหรือ?” หลินเฟิงกล่าวเสียงเย็น แต่กลับยังคงถูกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์กล่าวหา

หึ ตาเฒ่าเช่นข้าจะทำอะไรได้อีกล่ะ นอกจากร้องขอความตายจากเด็กหนุ่มที่กำลังดูถูกคนชราเช่นเจ้า?” ลุงหวังกล่าวอย่างเย็นชา

อย่าห่วง พวกข้ามีเหตุผลเพียงพอสำหรับการตายของเจ้า

เมิ่งฉิงเริ่มพูดและกล่าวว่า หลินเฟิง ค้นตัวและตรวจสอบเขา บนตัวของเขาจะต้องมีอะไรแน่ๆ มันมีกลิ่นอายแปลกๆ และปลดปล่อยกลิ่นอายได้อย่างทรงพลัง ถ้าเป็นคนที่ช่างสังเกตสักหน่อย แม้จะอยู่ห่างไกลก็สามารถรู้สึกได้

หืม?” แววตาของหลินเฟิงดูประหลาดขณะมองไปที่เมิ่งฉิง จากนั้นสายตาก็มองไปที่ลุงหวังทันที ถ้าที่เมิ่งฉิงพูดมาเป็นความจริง นั่นก็เห็นได้ชัดเลยว่าลุงหวังใช้วิธีนี้เพื่อส่งข่าวออกไป

ทันใดนั้นสีหน้าของลุงหวังได้เปลี่ยนไป

ฮ่าๆ งั้นข้าต้องตรวจสอบเขาจริงๆ ซะแล้ว” หลินเฟิงจ้องไปที่ลุงหวังขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

ไร้สาระ อยากฆ่าก็ฆ่าเลยสิ ทำไมต้องทำให้ข้าอับอายเช่นนี้ ข้าก็แค่ตาเฒ่าที่อ่อนแอ ในเมื่อจะตายแล้วยังต้องได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้อีก” ลุงหวังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้หรอก เพราะมันยิ่งทำให้คนรังเกียจมากขึ้น ถ้าหลินเฟิงไม่พบอะไร ข้าก็ยินดีที่จะตาย” เมิ่งฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่ความสงบนั่นเต็มไปด้วยความมั่นใจที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

หลินเฟิงมองเมิ่งฉิงและกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ถ้าไม่พบอะไร ก็ใช้ชีวิตของข้าก็เกินพอแล้ว

เมื่อพูดจบ ร่างกายของหลินเฟิงตอนนั้นดูสั่นเล็กน้อย จากนั้นเดินไปหาลุงหวัง และเริ่มค้นตัวทันที โดยไม่ให้ลุงหวังได้เตรียมตัวเลยสักนิด

มือของหลินเฟิงเริ่มค้นไปที่ตัวของลุงหวัง สักพักมือของหลินเฟิงได้สัมผัสกับกระเป๋าสีดำเล็กๆ ใบหนึ่ง เมื่อหลินเฟิงเปิดดูจึงพบขวดเล็กๆ ที่ปิดสนิท

เจ้ามีอะไรจะพูดอีกไหม?”

หลินเฟิงกล่าวเยาะเย้ย ขณะมองไปที่ลุงหวังที่กำลังตัวสั่นอยู่

ต้วนเฟิงและจิ้งหยุนกำลังมองไปที่ลุงหวังด้วยสายตาแข็งทื่อ ราวกับถูกแช่แข็ง ตอนนี้พวกเขาต้องการคำอธิบายจากลุงหวังเป็นอย่างมาก

นายน้อย ข้าได้รับใช้และติดตามเจ้านายมาตลอดตั้งแต่ข้ายังเป็นรุ่นเยาว์ ต่อมาก็ได้รับใช้และติดตามท่านพ่อของนายน้อย จนถึงตอนนี้ได้ติดตามท่าน มาตั้งแต่ท่านยังเล็ก ช่วงเวลาแห่งความรักและห่วงใยเช่นนี้ นายน้อยยังจำได้อยู่หรือไม่?”

ลุงหวังมองไปที่ต้วนเฟิง ขณะกล่าวด้วยความรักและซาบซึ้งใจ

แน่นอนว่าข้าจำได้ แต่ เพราะเหตุใดกัน?”

ตอนนี้ร่างกายของต้วนเฟิงกำลังสั่นเทา เขาหวังว่าลุงหวังจะปฏิเสธและหาเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ แต่น่าเสียดายที่ลุงหวังกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้

ในเมื่อนายน้อยจำได้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก นายน้อย ท่านต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่ ข้าก็จะอยู่ต่อ แต่ถ้าอยากให้ข้าตาย ข้าก็จะตาย

เมื่อต้วนเฟิงได้ยินที่ลุงหวังพูด หัวใจของเขาก็สั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง

แต่อุณหภูมิในร่างกายของหลินเฟิงในตอนนี้เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทำไมตาเฒ่าคนนี้ถึงได้ไร้ยางอายขนาดนี้ ถึงกับทำให้บรรยากาศในเวลานี้ต้องอึมครึมเช่นนี้

ข้าและเมิ่งฉิงได้ใช้ชีวิตเดิมพันกับการค้นหาตัวเจ้า แต่เจ้าพยายามสรรหาคำพูดมาบรรยาย คิดว่าเพียงไม่กี่ประโยคจะสามารถลบล้างความผิดได้งั้นหรือ?” คำพูดของหลินเฟิงเยือกเย็น จนทำให้ลุงหวังถึงกับสั่นสะท้าน

หลินเฟิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ทำไมเจ้าต้องทำเช่นนี้ด้วย” ลุงหวังกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ไม่เกี่ยว?” หลินเฟิงกล่าวขณะดึงดาบยาวออกมา ทำให้ลุงหวังสั่นเทาไปด้วยความกลัว

ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่นี้เจ้าปรารถนาที่จะตายหรอกหรือตอนนี้ก็มีหลักฐานที่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว ทำไมเจ้ากลับไม่พูดคำว่า ตาย’ ออกมาเลยล่ะ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครแล้วคิดว่าจะมีคนมาหลงกลเจ้าหรือไง?”

ลุงหวังรู้สึกได้ถึงจิตสังหารของหลินเฟิง จึงทำให้ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว

นายน้อย” ลุงหวังหวังว่าต้วนเฟิงจะสามารถช่วยเขาได้

ไม่จำเป็นต้องอ้อนวอนเขา แม้ว่าต้วนเฟิงจะปล่อยเจ้าไป แต่ข้าก็จะฆ่าเจ้า หากปล่อยเจ้าไปชีวิตขององครักษ์เหล่านั้นที่เจ้าพรากไปก็จะสูญเปล่า แล้วชีวิตของพวกเขาล่ะใครจะเป็นคนจ่าย?”

เมื่อหลินเฟิงพูดจบ เขาก็ตวัดดาบฟันทันที จากนั้นเลือดของลุงหวังก็ได้สาดกระเซ็นไปในอากาศ คนใจดำอำมหิตและปลิ้นปล้อนเช่นนี้ จะปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร?

เฮ้อ…

ต้วนเฟิงถอนหายใจขณะมีแววตาที่เจ็บปวด และหันไปกล่าวกับหลินเฟิงว่า พี่หลินเฟิง ข้าขอโทษ

ไม่เป็นไร เจ้าเองก็ถูกเขาหลอก” หลินเฟิงไม่ได้ตำหนิหรือโทษต้วนเฟิง เขายังเป็นแค่เด็กอายุ 14  15 ปีเท่านั้น และลุงหวังก็เป็นคนที่ใกล้ชิดเขาที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ต้วนเฟิงเชื่อใจเขาก็ถือเป็นเรื่องปกติ

ขอบคุณท่านพี่หลินเฟิง หวังว่าคราวนี้พี่จะไม่ปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา

ต้วนเฟิงยิ้มให้หลินเฟิง แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเขาอาจจะยังไม่ลืมไป เพราะรอยยิ้มของเขายังคงมีร่องรอยของความโศกเศร้าให้เห็นอยู่

จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางไปยังเมืองหลวง เพียงแค่ชั่วพริบตาก็เหลือแค่หลินเฟิง จิ้งหยุน ต้วนเฟิงและเมิ่งฉิง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่าโลกภายนอกนั้นมันโหดร้ายเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาโศกเศร้านั่นก็คือ ผู้คนเหล่านั้นที่พยายามสังหารเขา เป็นถึงกองกำลังของอาณาจักรเสวี่ยเยว่

อืม…” หลินเฟิงพยักหน้า จากนั้นกล่าวกับต้วนเฟิงว่า ตอนนี้เจ้ายังต้องการจะก้าวไปข้างหน้าต่อ?”

ในเมื่อพวกเราได้ออกมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหนี” นัยน์ตาของต้วนเฟิงฉายแววความขมขื่นออกมาเล็กน้อย และจู่ๆ แววตาก็เปลี่ยนไป ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออกจึงกล่าวว่า พี่หลินเฟิง ท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกับพวกเราก็ได้

เส้นทางสู่เมืองหลวง ควรจะมีมากกว่าหนึ่งเส้นทาง พวกเราก็จะได้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น ทำไมต้องเอาใจใส่มากขนาดนี้กันล่ะ

หลินเฟิงรู้ว่าสิ่งที่ต้วนเฟิงกำลังคิดคืออะไร เขาจึงส่ายหน้า

หืม ข้าเคยเห็นแผนที่ และรู้อีกว่ายังมีอีกหลายเส้นทางที่สามารถไปยังเมืองหลวงได้ ข้าจะคุมรถม้าไปเอง” จิ้งหยุนกล่าว

ต้วนเฟิงครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นเขาก็พยักหน้า งั้นต้องรบกวนพี่จิ้งหยุนแล้ว

ทั้งสี่คนเดินตรงไปที่รถม้า โดยมีจิ้งหยุนเป็นคนคุมม้า และอีกสามคนก็นั่งในรถม้า

ต้วนเฟิง ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามเจ้า” หลินเฟิงมีข้อสงสัย จึงได้กล่าวถามต้วนเฟิง

พี่หลินเฟิงโปรดถามมาได้เลย

ลุงหวัง ตอนที่เขาใส่ร้ายข้า และได้เอ่ยถึงองค์ชายเทียนหลาง และองค์ชายเทียนหลางได้ส่งคนมาเพื่อสังหารเจ้า แล้วเจ้าเกี่ยวข้องกับองค์ชายเทียนหลางอย่างไรและทำไมถึงต้องทำเช่นนี้?”

เมื่อต้วนเฟิงได้ยินคำถามของหลินเฟิง ทำให้เขายิ้มอย่างขมขื่นอีกครั้ง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะเชื่อว่า เขาและองค์ชายเทียนหลางมีสถานะที่เชื่อมโยงกัน

ถ้าไม่สะดวกที่จะพูด ก็ช่างมันเถอะ” หลินเฟิงกล่าว

เป็นเพราะพี่หลินเฟิงช่วยไว้ข้าถึงได้มีชีวิตอยู่ อย่าได้เกรงใจข้าเลย” ต้วนเฟิงกล่าวขณะส่ายหัว จากนั้นก็กล่าวว่า เพียงแต่เรื่องนี้มันซับซ้อนนิดหน่อย ถ้าต้องพูดเรื่องตระกูลของข้า

สกุลข้าคือต้วน พี่หลินเฟิงก็รู้ อย่างไรก็ตามพี่อาจไม่จะรู้ยังชัดเจนดี ตระกูลต้วนของข้าเป็นตระกูลเชื้อพระวงศ์ จึงกล่าวได้ว่าข้าเป็นคนของราชวงศ์นั่นเอง

แต่เพราะบรรพบุรุษได้ทำเรื่องผิดพลาด จึงถูกเนรเทศไปยังเมืองหยุนหยางและก็ไม่แตกต่างอะไรจากคนธรรมดา

ต้วนเฟิงเริ่มพูดอย่างช้าๆ ขณะที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับเขา หลินเฟิงก็ได้ฟังอย่างเงียบๆ หลินเฟิงไม่คิดว่าต้วนเฟิงจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเชื้อพระวงศ์

พี่หลินเฟิง ท่านน่าจะรู้ว่าตระกูลต้วน ทำไมถึงกลายเป็นตระกูลเชื้อพระวงศ์ที่ยอดเยี่ยมแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่

เพราะความแข็งแกร่งอันทรงพลัง ถึงได้กลายเป็นตระกูลที่สุดยอดแห่งอาณาจักรเสวี่ยเยว่” หลินเฟิงตอบ

แต่ว่าอาณาจักรเสวี่ยเยว่ไม่รู้ว่า ทำไมตระกูลต้วนถึงสามารถรุ่งเรืองมาได้นานขนาดนี้?”

หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เพราะคำถามที่เขาถามไปไม่ได้คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ หลินเฟิงนั้นถูกตระกูลและนิกายปฏิเสธมาตลอด อย่างไรก็ตามตระกูลต้วนกลับได้ปกครองอาณาจักร หรือกล่าวได้ว่าความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นทรงพลังที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ และไม่เคยมีใครกล้าต่อกรกับพวกเขา

จิตวิญญาณ!” จู่ๆ หลินเฟิงก็พึมพำออกมา จิตวิญญาณน่าจะสืบทอดมาจากสายเลือด ถ้าบรรพบุรุษมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง พวกเขาอาจจะได้รับสืบทอดมา

ใช่แล้ว มันเป็นจิตวิญญาณ หรือพูดง่ายๆ ก็คือจิตวิญญาณทางสายเลือด” ต้วนเฟิงตอบกลับขณะพยักหน้า

จิตวิญญาณทางสายเลือดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” หลินเฟิงกล่าวอย่างประหลาดใจ เขาไม่เคยได้ยินเรื่องจิตวิญญาณทางสายเลือดมาก่อนเลยจริงๆ

พี่หลินเฟิง จิตวิญญาณทางสายเลือดนั้นหายากมาก แม้แต่อาณาจักรเทียนหลงและอาณาจักรเสวี่ยเยว่ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยาก ท่านไม่เคยได้ยินซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ” ต้วนเฟิงอธิบาย อาณาจักรเทียนหลงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นอาณาจักรมหาอำนาจ นอกจากนี้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ก็เป็นหนึ่งในอาณาจักรของอาณาจักรเทียนหลง

แต่ที่ต้วนเฟิงกล่าวมา คือผู้ครอบครองจิตวิญญาณทางสายเลือด แม้แต่ในอาณาจักรเทียนหลงก็เป็นสิ่งที่หาได้ยาก

ว่ากันว่า หากผู้ฝึกยุทธ์บรรลุขอบเขตพลังในระดับสูง เลือดจะสร้างสายเลือดขึ้นมา และกลายเป็นพลังทางสายเลือด จิตวิญญาณกับพรสวรรค์ของเขาจะถูกส่งผ่านทางพลังสายเลือดไปให้กับคนรุ่นหลัง และไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่น คนรุ่นหลังก็จะสามารถได้รับมรดกเป็นจิตวิญญาณกับพรสวรรค์ของบรรพบุรุษ เพียงแต่ว่าบางคนสืบทอดพลังทางสายเลือดมาอย่างเบาบาง ทำให้พรสวรรค์อ่อนแอ แต่บางคนที่สืบทอดพลังทางสายเลือดมาอย่างเข้มข้น พรสวรรค์ของเขาจะน่ากลัวมาก นอกจากนี้การสืบทอดพลังทางสายเลือดก็มีกฎเกณฑ์ไม่น้อย บางทีคนเป็นบุตรจะได้รับพลังทางสายเลือดไม่มาก แต่รุ่นหลานถัดจากบรรพบุรุษเป็นร้อยๆ ปี กลับได้รับพลังทางสายเลือดที่เข้มข้น

ผู้สืบทอดจิตวิญญาณทางสายเลือด พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งที่น่าเกรงกลัวขนาดไหนกัน” หลินเฟิงบ่นพึมพำ

มันเป็นความจริงที่น่าหวาดกลัวอย่างมาก เส้นทางแห่งการบ่มเพาะมันกว้างเกินไป ข้าก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณทางสายเลือดจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์แบบไหนกัน

ต้วนเฟิงกล่าวขณะยิ้มอย่างขมขื่น เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น ความแข็งแกร่งของเขามันอ่อนแอเกินไป

พี่หลินเฟิง ข้าพูดไปเยอะขนาดนี้ท่านคงจะเดาออกได้แล้วแหละ ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรเสวี่ยเยว่ และบรรพบุรุษของตระกูลต้วนก็ไม่เคยมีใครบ่มเพาะจิตวิญญาณทางสายเลือดได้ ถึงแม้จะมีพรสวรรค์และจิตวิญญาณของตระกูลต้วนก็ตาม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)