0 Views

        ดวงตาของม่อเสียสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองไปที่หลินเฟิงอย่างเย็นชา เจ้าเด็กคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ คิดว่าอาศัยแค่พรสวรรค์ที่ดีกว่าศิษย์คนอื่นเพียงเล็กน้อยจะสามารถทำให้หนานกงหลิงยอมทำทุกอย่างได้?

        “น่าขำจริงๆ” ม่อเสียเผยสีหน้าดูถูกออกมา

        “ท่านประมุข ต้วนเทียนหลางและคนอื่นๆ ก็อยู่ที่นี่ พวกเราควรดำเนินการทดสอบต่อ ส่วนความผิดของม่อเสียเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”

        ม่อชั่งหลันที่นั่งหลับตาอยู่นานก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายเย็นชาขึ้นมา การที่เขาเงียบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ในวันนั้นผู้อาวุโสเป่ยเกือบจะลงมือสังหารม่อเสียเพียงเพื่อศิษย์สายนอกคนหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขาโกรธมาก เขาทำงานรับใช้นิกายมาหลายปี แต่ลูกชายของเขาเกือบจะต้องตายเพราะศิษย์สายนอกคนนี้?

        หรือว่าคุณูปการที่เขาทำมาโดยตลอด ไม่สามารถหักล้างกับความผิดของม่อเสียได้? และต้องการให้ม่อเสียก้มหัวยอมรับผิดกับศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์สายในต่อหน้าทุกคน?

        เมื่อหนานกงหลิงได้ยินที่ม่อชั่งหลันพูด ในใจก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมา ถ้าม่อชั่งหลันไม่ได้อยู่ที่นี่ บางทีหนานกงหลิงคงลงโทษม่อเสียไปแล้ว เนื่องจากม่อชั่งหลันเข้าร่วมนิกายหยุนไห่ก่อนหน้าเขา และดำรงตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสของนิกายมานานแล้ว ดังนั้นจึงมีอิทธิพลในนิกายเป็นอย่างมาก ถ้าเขาลงโทษม่อเสียเพื่อความพอใจของหลินเฟิง ผู้อาวุโสท่านนี้คงเกลียดชังนิกายเป็นแน่

        หนานกงหลิงอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

        ในฐานะที่เป็นประมุขของนิกาย เขาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ

        “หลินเฟิงเจ้ากลับไปต่อสู้ต่อ ส่วนเรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังตกลงไหม?”

        เมื่อหลินเฟิงได้ยินที่หนานกงหลิงพูด ทำให้เขากระจ่างใจขึ้นมา ดูเหมือนว่าสถานะของเขามันยังไม่ดีพอ ตัวตนของผู้อาวุโสสายในและผู้อาวุโสคุมกฎยังคงสำคัญกว่ารุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศอย่างเขา ความอัปยศที่ม่อเสียมอบให้กับเขา เขาก็ต้องทนกล้ำกลืนมันต่อไปอย่างนั้นหรือ?

        เขาอ่อนแอเกินไป ดังนั้นก็ควรที่จะกลืนความอัปยศลงไป และทนให้มันข่มเหงเขาต่อ?

        ถ้าม่อเสียไม่ถูกลงโทษ ในอนาคตข้างหน้ามันก็ยังคงหาทางลอบสังหารเขาอีก เพราะมันรู้ว่าหนานกงหลิงจะไม่ลงโทษมันเป็นอันขาด

        หลินเฟิงส่ายหน้า ดวงตาของเขาฉายแววหนักแน่นขึ้นมา ถึงแม้ว่าเขาจะอ่อนแอ แต่คนอ่อนแอก็ยังมีเลือด มีหัวใจและศักดิ์ศรีเช่นกัน

        ม่อเสียพยายามสังหารเขามาตั้งสองครั้ง แต่เขากลับได้ดอกเบี้ยคืนมาเพียงเล็กน้อย ถ้าหากหนานกงหลิงไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ หลินเฟิงก็จะยังถูกคนอื่นดูแคลนต่อไป และถูกม่อเสียคิดหาวิธีลอบสังหารเขาต่อไป หากเป็นเช่นนั้นมันจะมีความหมายอะไรที่ต้องอยู่ในนิกายนี้ต่อ?

        “ท่านประมุข ข้าเข้าใจสถานะของม่อเสียและบิดาของเขาดี เพราะสถานะที่สูงส่งเช่นนี้ ถึงทำให้ม่อเสียคอยแต่จะหาวิธีข่มเหงข้าอยู่ร่ำไป หากข้าอยู่ในนิกายยังจะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไร?”

        น้ำเสียงของหลินเฟิงหนักแน่นมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหลินเฟิงก็อยากให้ม่อเสียถูกลงโทษ

        บรรยากาศภายในหุบเขาเมฆพายุตกอยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์ หลินเฟิงกับม่อเสียระหว่างพวกเขาหนานกงหลิงจะเลือกใคร?

        “ช่างดื้อรั้นจริงๆ”

        หลายๆ คนรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย คำพูดของหลินเฟิงช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก เขากำลังบีบบังคับให้ท่านประมุขเลือกระหว่างเขากับม่อเสีย หากไม่ได้เรียกว่าดื้อรั้นแล้วจะให้เรียกว่าอะไรดี

        “น่าขันจริงๆ!”

        ทันใดนั้นเสียงตะโกนก็ดังขึ้นมา ประโยคนี้ลอยมาจากกลุ่มศิษย์สายใน และคนคนนั้นก็เป็นศิษย์สายในอันดับที่ 21

        “ไร้สาระจริงๆ หลินเฟิง ผู้อาวุโสม่อเสียไม่เพียงแค่มีสถานะที่สูงส่ง แต่ยังทรงพลังมากอีกด้วย เจ้านับว่าเป็นตัวอะไร ก็แค่ศิษย์สายนอกคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากผู้อาวุโสม่อเสียต้องการที่จะสังหารเจ้า เจ้าจะยังมีชีวิตรอดมาพล่ามเรื่องไร้สาระอยู่ที่นี่เหรอ? ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ ที่มีศิษย์อย่างเจ้าอยู่ในนิกายนี้ด้วย”

        ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทั้งยังกลับผิดเป็นถูกเพื่อปกป้องผู้อาวุโสม่อเสีย

        เมื่อม่อเสียได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเขาก็เผยรอยยิ้มยินดีขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองเด็กคนนี้ด้วยสายตาชื่นชม

        “เหล่ยโป เจ้าเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนั้น เจ้าไม่ต้องลดตัวลงมาต่อปากต่อคำด้วยหรอก ท่านประมุขเป็นคนที่ฉลาด ดังนั้นเขาย่อมตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง”

        “ท่านผู้อาวุโส ข้าก็รู้ว่าท่านประมุขเป็นคนฉลาด แต่เจ้าเด็กนั้นมันถือดีว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ ดังนั้นถึงได้กล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ ถ้าหากได้ประลองกันล่ะก็ ข้าจะต้องสังหารมันอย่างแน่นอน”

        เหล่ยโปพูดกับม่อเสีย คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ มิหนำซ้ำยังกล่าวเน้นคำว่า ‘ฉลาด’เพื่อเป็นการประจบหนานกงหลิงอีกด้วย และเป็นการบอกนัยๆ ว่า ถ้าหากหนานกงหลิงลงโทษม่อเสียตามคำพูดของหลินเฟิง ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนโง่

        “สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโสม่อเสีย ท่านได้เลี้ยงดูสุนัขไว้จำนวนมากจริงๆ ไม่แปลกเลยที่ท่านมีอำนาจขนาดนี้ และสามารถข่มเหงรังแกศิษย์ในนิกายของตัวเองได้อย่างง่ายดาย”

        หลินเฟิงกล่าวเสียดสีอย่างไม่ไว้หน้า เหล่ยโปคิดจะประจบเอาใจม่อเสียถึงขั้นกลับผิดเป็นถูกเช่นนี้ หึๆ ราคาที่เขาต้องจ่ายนั้นมันไม่น้อยเลย!!!

        “ปากดีจริงๆ”

        ม่อเสียก่นด่าหลินเฟิง ขณะที่ส่งสัญญาณให้เหล่ยโปลับๆ

        “ท่านประมุข ข้าเหล่ยโปเป็นคนใจกว้าง แต่หลินเฟิงกลับกล่าวหาว่าข้าเป็นสุนัข มันถึงกลับเอาข้าไปเปรียบกับสัตว์เดรัจฉาน ข้าเหล่ยโปขออนุญาตท้าประลองกับหลินเฟิง”

        เหล่ยโปแสร้งโมโหที่หลินเฟิงด่าตัวเอง ก่อนจะขออนุญาตหนานกงหลิงเพื่อขออนุญาตต่อสู้กับหลินเฟิง

        หนานกงหลิงขมวดคิ้ว เหล่ยโปเป็นศิษย์สายในอันดับ 21 และเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 แน่นอนว่าเขาแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะมีวิชาดาบที่แข็งแกร่งมาก แต่ช่องว่างระหว่างขอบเขตแห่งจิตวิญญาณมันกว้างเกินไป ถ้าหากเขาตอบตกลง หลินเฟิงอาจจะเป็นอันตรายได้

        ขณะที่หนานกงหลิงกำลังเปิดปากปฏิเสธ จู่ๆ หลินเฟิงก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

        “ท่านประมุข ข้าเป็นคนใจกว้าง แต่ม่อเสียกลับลงมือข่มเหงข้าต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง ตอนนี้สุนัขขี้ประจบของเขาก็พยายามกลับผิดเป็นถูก ดังนั้นท่านประมุขอนุญาตให้ข้าสู้เถอะ!”

        หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองหนานกงหลิงด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางที่ดูมั่นใจของเขา ทำให้หัวใจหนานกงหลิงสั่นไหวขึ้นมา

        หรือว่าหลินเฟิงจะซ่อนพลังที่แท้จริงของเขาไว้?

        เมื่อหนานกงหลิงคิดได้ดังนี้ เขาก็กระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา “ข้าอนุญาต”

        “ขอบคุณ ท่านประมุข” เหล่ยโปมองหนานกงหลิงด้วยสีหน้ายินดี ก่อนที่จะทะยานร่างขึ้นไปบนเวที

        “การต่อสู้ในครั้งนี้ ท่านประมุขยอมตกลงแล้ว ดังนั้นหลินเฟิงเจ้าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย”

        หลินเฟิงหัวเราะอย่างย่ามใจ

        ครั้งนี้หลินเฟิงพยายามดึงให้ม่อเสียลงมา เหลยโปถือโอกาสหาช่องทางประจบม่อเสีย ด้วยการสังหารหลินเฟิงต่อหน้าทุกคนเสีย หากเขาทำได้ในอนาคตม่อเสียจะต้องให้ความสำคัญต่อเขาอย่างแน่นอน

        “เจ้าดูมั่นใจในตัวเองมากเลยนะ”

        “แน่นอน เจ้าก็แค่ศิษย์สายนอกที่เพิ่งก้าวเข้ามาเป็นศิษย์สายใน ถึงพรสวรรค์จะดีเลิศแค่ไหน แต่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณของข้าก็เหนือกว่าเจ้าตั้ง 1 ขั้น และการต่อสู้ในครั้งนี้ ข้าจะไม่ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบของตัวเองออกมา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเจ้าจะตายง่ายจนเกินไป”

        เมื่อเหล่ยโปพูดจบ เขาก็ปลดปล่อบลมปราณอันแข็งแกร่งออกมา ลมปราณนี้ดุจพายุอันบ้าคลั่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก แสงสว่างสีขาวเจิดจ้าขึ้นมา พร้อมกับเสียงดังเปรี้ยงๆ ประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง

        ช่องว่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 กับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 มันกว้างเกินไป แค่พรสวรรค์อย่างเดียวมันไม่อาจลดทอนช่องว่างนี้ลงได้ ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะมีอำนาจแห่งดาบก็ตาม

        “อ่อ เกือบลืมบอกไป จิตวิญญาณแห่งนักรบของข้าก็คือสายฟ้า และยังเป็นสายฟ้าที่ทรงพลังอีกด้วย พลังโจมตีของข้าแข็งแกร่งมาก แต่ด้วยคุณสมบัติของเจ้า คงไม่มีวาสนาได้เห็นจิตวิญญาณของข้าหรอก”

        เหล่ยโปยกแขนขวาขึ้นมา ก่อนที่ประกายแสงสีขาวจะแล่นเปรี้ยะๆ อยู่บนฝ่ามือ

        “แปดฝ่ามือพิฆาต”

        หลินเฟิงไม่อยากเสียเวลาพูดกับเหล่ยโปอีกต่อไป เขาสะบัดฝ่ามือโจมตีไปที่อีกฝ่ายทันที ลมปราณฝ่ามือทั้ง 8 พุ่งทะยานไปยังเหล่ยโป

        “หึ”

        เหล่ยโปแสยะยิ้มอย่างเย็นชา หมัดของเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะปลดปล่อยสายฟ้าออกมาถึง 6 สายเพื่อต้านรับการโจมตีของฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา ฝ่ามือทั้งหมดถูกทำลายลงในพริบตา

        หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้าแล้วปลดปล่อยเจตจำนงของดาบออกมา แม้จะไม่มีดาบ แต่กลับสามารถสร้างคลื่นพลังออกมาได้

        หลินเฟิงสะบัดมืออีกครั้ง เพื่อส่งฝ่ามือทั้ง 6 ไปโจมตีอีกฝ่าย

        หลินเฟิงรู้ดีว่าการโจมตีพวกนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเหล่ยโปมากนัก เมื่อเขาก้าวไปข้างหน้า คลื่นดาบก็ยิ่งทวีความรุนแรกมากขึ้น จนเกิดเสียงดังขึ้นมาในอากาศ

        สิ่งที่น่ากลัวก็คือ คลื่นดาบมีแต่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันดูทรงพลังมากกว่าตอนที่เขาสังหาร 5 คนนั้นตั้งหลายเท่า

        แรงกดดันไร้รูปแบบได้กดทับร่างกายของเหล่ยโป จนทำให้เหล่ยโปเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก และเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทงร่างของตัวเอง เสียงกระดูกดังลั่นเล็กน้อย เนื่องจากคลื่นดาบอันทรงพลังกำลังบดขยี้กระดูกของเขาอยู่

         “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2”

        เหล่ยโปใจสั่นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ตะโกนว่า “เจ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 แต่เป็นขั้นที่ 2!”

        ตอนนี้เมื่อเหล่ยโปได้สัมผัสถึงคลื่นดาบ เขาจึงสามารถคาดคะเนพลังที่แท้จริงของหลินเฟิงได้ เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แท้ๆ แต่กลับสามารถต่อกรกับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้อย่างสูสี ไม่น่าล่ะ หลินเฟิงจึงดูไม่อนาทรร้อนใจเท่าไรที่ได้สู้กับเหล่ยโป

        “เจ้าเด็กนั้นเป็นอัจฉริยะจริงๆ… …”

        หนานกงหลิงก็รู้สึกมึนงงเช่นกัน เขาจำได้ว่าตอนที่พบกับหลินเฟิงครั้งแรก หลินเฟิงยังเป็นเพียงรุ่นเยาว์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งนักรบลมปราณเท่านั้น ความแข็งแกร่งก็ไม่มี กระทั่งหลินเชียนศิษย์ของนิกายเฮ่าเยว่ ที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 ยังกล้าที่จะมารังแกเขาถึงนิกาย

        แต่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ หลินเฟิงก็สามารถทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ และยังสามารถตระหนักรู้ในอำนาจของดาบได้ ไม่เพียงแค่สามารถสังหารศิษย์สายในไป 5 คน แต่ยังสามารถประลองกับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าในการประลองครั้งนี้เขาจะสามารถครองความได้เปรียบอยู่

        “สวะอย่างเจ้า ช่างแข็งแกร่งมากจริงๆ”

        หลินเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกก้าว ก่อนที่คลื่นดาบจะทะลวงเครื่องแบบของเหล่ยโปเข้าไปแทงที่ร่างของเขา เมื่อคลื่นดาบอันน่าเกรงขามกำลังจะแทงเข้ามาใกล้ร่างเขา เหล่ยโปก็เปลี่ยนสีหน้าไปในทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นคลื่นดาบที่น่ากลัวเช่นนี้

        “ตายซะ!”

        เสียงอัสนีดังสนั่นไปทั่วอากาศ ก่อนที่ร่างของเหล่ยโปจะเกิดสายฟ้าเป็นจำนวนมากปกคลุมไปทั่วร่างราวกับงูสายฟ้าที่เลื้อยไปมาอยู่บนร่างของเขา แสงสว่างเจิดจ้าจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

        หลินเฟิงผลักฝ่ามือไปข้างหน้า

        “แปดฝ่ามือพิฆาต”

        ฝ่ามืออันน่าเกรงขามทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ร่างของเหลยโปถูกปกคลุมไปด้วยฝ่ามือที่ทรงพลัง แน่นอนว่าครั้งนี้หลินเฟิงไม่คิดจะออมแรงเลยสักนิด

        “สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์!”

        เหล่ยโปตะโกนออกมา ทันใดนั้นลำแสงสายฟ้าเป็นจำนวนมากก็โจมตีไปที่หมัดเหล่านั้นทันที ลำแสงสายฟ้าที่ผ่าลงมาได้กลายเป็นบอลแสงที่เจิดจ้าจนแสบตา พลังของบอลแสงนั้นแข็งแกร่งมาก มันทะยานไปปะทะกับฝ่ามือที่แล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว

         “เคล็ดวิชาชักดาบ”

        พลังโจมตีก่อนหน้านี้ไม่ทันได้จางหายไป ก็มีประกายแสงดาบแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว

        เคล็ดวิชาชักดาบ เงื่อนไขของมันคือความเร็ว และต้องเป็นความเร็วสูงสุดเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่ากลัวขึ้นมาได้

        “เทพอัสนีพิโรธ!”

        เหล่ยโปคำรามเสียงดัง เขาดูเหมือนกำลังมนุษย์สายฟ้าที่มีแต่สายฟ้าแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไหล่และแขนของเขาเต็มไปด้วยสายฟ้าที่สอดประสานกัน ตอนนี้เขาดูเหมือนเทพอัสนีที่กำลังพิโรธก็ไม่ปาน เหล่ยโประเบิดพลังออกมาทั้งหมดเพื่อต้านทานคลื่นดาบที่พุ่งเข้ามา

        “ตูม!!!”

        เมื่อสายฟ้ากับคลื่นดาบปะทะกัน แสงสว่างพลันเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหลับตาลง

        เหล่ยโปรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สีหน้าของเขาซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลินเฟิงจะแข็งแกร่งขนาดนี้

        ยิ่งสู้นานเท่าไร พลังของหลินเฟิงก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

        ภายใต้คมดาบของหลินเฟิงไม่มีอะไรที่สามารถต้านทานอำนาจของมันได้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง เพียงแค่คลื่นดาบอย่างเดียวก็แทบจะบดขยี้เหล่ยโปจนเป็นจุณได้อย่างง่ายดาย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)