0 Views

        “เคล็ดวิชาเล่มนั้น เอามาให้ข้าดูหน่อย” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากทางซ้ายมือของหลินเฟิง

        เมื่อหลินเฟิงหันไปมองก็พบว่า มีชายหนุ่มที่หน้าตาดูชั่วร้ายคนหนึ่งกำลังพูดอยู่กับชายอีกคนด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ซึ่งในน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยการออกคำสั่ง

        อีกคนที่หลินเฟิงเห็นชื่อว่าเสิ่นเฉิน เขาเป็นศิษย์สายนอกเช่นเดียวกับหลินเฟิง แต่เสิ่นเฉินมีชื่อเสียงมากกว่าหลินเฟิง

        “ข้าต้องการเคล็ดวิชาเล่มนี้” เสิ่นเฉินปรายตามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา เรื่องที่ศิษย์สายในจะรังแกศิษย์สายนอกนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ แต่เสิ่นเฉินก็ไม่ใช่พวกลูกพลับนิ่ม ที่จะยอมให้อีกฝ่ายข่มเหงได้ง่ายๆ

        “อวดดี!!! เจ้าก็แค่ศิษย์สายนอกคนหนึ่ง กล้าดียังไงมาปฏิเสธข้า!” ชายหนุ่มคนนั้นตะโกนอย่างโมโห ขณะที่ปลดปล่อยลมปราณอันแข็งแกร่งออกมา

        “หึ หลี่หลิน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้จักเจ้านะ เจ้ามันก็แค่ศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุดคนหนึ่ง เจ้าก็ดีแต่อวดเบ่งใส่ศิษย์สายนอกเท่านั้นแหละ การทดสอบของนิกายครั้งนี้ ข้าเสิ่นเฉินจะจัดการกับเจ้าและเตะเจ้าออกจากศิษย์สายใน!!!” เสิ่นเฉินกล่าวอย่างเย็นชา

        “เสิ่นเฉิน ชายคนนั้นคือเสิ่นเฉิน ฮ่าๆๆ ไอ้หมอนี่ดันไปเตะเจอตอเข้าให้แล้ว” สายตาของทุกคนที่อยู่ชั้นสองของหอซิงเฉินล้วนจ้องมองมาทางนี้ เสิ่นเฉินพูดถูก หลี่หลินผู้นี้เป็นศิษย์สายในที่อ่อนแอและไร้ค่า เพื่อลดปมด้อยในใจของตัวเอง เขาจึงมักหาเรื่องรังแกศิษย์สายนอกอยู่บ่อยครั้ง คาดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้เขาจะไปเจอของแข็งเข้า

        เสิ่นเฉินเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอก นอกจากจะครอบครองจิตวิญญาณแห่งเปลวไฟแล้ว เขายังมีดาบอัคคีที่แข็งแกร่งอีกด้วย ไม่มีศิษย์สายนอกคนไหนสามารถเทียบเขาได้ เป้าหมายของเขาคือการเข้าร่วมการทดสอบของนิกาย เพื่อเป็นศิษย์สายใน

        เมื่อหลี่หลินได้ยินคำว่า ‘เสิ่นเฉิน’ สองคำนี้ สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อขึ้นมา เขาเคยได้ยินมาว่าความแข็งแกร่งของเสิ่นเฉินนั้นทรงพลังมาก และคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะดวงซวยขนาดนี้ที่ดันไปรังแกคนที่ไม่สมควรไปยุ่งเข้า

         “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด เคล็ดวิชาเล่มนั้นข้าไม่เอาแล้ว” สีหน้าของหลี่หลินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็รีบหันหลังเดินจากไปทันที

        ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเยาะก็ดังขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ ฝูงชนลอบเหยียดหยามหลี่หลินอยู่ในใจ การมีอยู่ของมันนับว่าเป็นจุดด่างพร้อยของศิษย์สายในจริงๆ แค่โดนศิษย์สายนอกข่มขู่เพียงเล็กน้อยก็รีบม้วนหางหนีอย่างตื่นตกใจ ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าศิษย์สายในยิ่งนัก

        “เจ้าหัวเราะอะไร!!! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้า”

        หลี่หลินรู้สึกอดสูอยู่ในใจ ทุกคนล้วนหัวเราะเยาะเขา แต่ทันใดนั้นหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหลินเฟิงเข้า และสังเกตเห็นหลินเฟิงสวมชุดศิษย์สายนอก จึงกล้าตะคอกใส่หลินเฟิงด้วยความโมโห

        จริงอยู่ว่าเขาไม่กล้าท้าทายเสิ่นเฉิน แต่สำหรับศิษย์สายนอกผู้นี้ ทำไมเขาจะไม่กล้า?

        หลินเฟิงที่กำลังจะเดินไปดูที่อื่นก็พลันรู้สึกอึ้งขึ้นมา เขาเนี่ยนะหัวเราะ???

        ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลย เพียงแค่แอบส่ายหน้าอยู่ในใจเท่านั้น หลี่หลินผู้นี้ไม่กล้าไปหาเรื่องคนอื่น เลยคิดจะใช้เขาเป็นที่ระบาย?

        “หึ!!! ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่หวาดกลัวต่อผู้ที่แข็งแกร่ง” ในดวงตาของหลินเฟิงฉายแววดูถูกออกมา เขาไม่กล้ายั่วโมโหเสิ่นเฉิน แต่กลับมายั่วโมโหเขาแทนเนี่ยนะ?

        แต่หลินเฟิงขี้เกียจสนใจคนประเภทนี้ ในเมื่อเขาเลือกเคล็ดวิชาที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ

        หลินเฟิงยกเท้าขึ้น เตรียมที่จะเดินจากไป

        “หยุดนะ! ไอ้สวะสายนอก!!! เจ้ากล้าเมินข้าหรือ?!” สีหน้าของหลี่หลินดูอึมครึมเป็นอย่างมาก เขารีบเดินเข้ามาขวางทางหลินเฟิงทันที

        หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา ดูเหมือนว่าเจ้าหมอนั่นต้องการจะกู้หน้าของตัวเองคืนสินะ คงนึกว่าข้าเป็นลูกพลับนิ่มจริงๆ ด้วย

        “ไอ้สวะสายนอก? ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งถูกศิษย์สายนอกคนหนึ่งทำให้อับอายไม่ใช่หรือ?”

        หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ไอ้หมอนี่ช่างหน้าด้านเสียจริง

        เมื่อถูกหลินเฟิงจี้ใจดำ สีหน้าของหลี่หลินก็ดูเย็นชาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววชั่วร้ายออกมาขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

        “เจ้ารนหาที่ตายงั้นหรือ”

        “เจ้าพูดถูก” หลินเฟิงแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “เจ้าคือหลี่หลินใช่ไหม? ข้าจะจำชื่อของเจ้าไว้ วันทดสอบของนิกายเจอกันที่หุบเขาเมฆพายุ ณ ลานประลองเป็นตาย”

        เมื่อหลินเฟิงพูดจบ ทุกคนก็เผยสีหน้าล้อเลียนขึ้นมา หลินเฟิงได้ท้าสู้กับหลี่หลิน และยังนัดเจอกันที่ลานประลองเป็นตาย

         “ช่างน่าสนใจ” ทุกคนคิดในใจอยู่เงียบๆ ส่วนหลี่หลินดูเหมือนจะตกตะลึงไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย หลินเฟิงกล้าท้าประลองกับเขา หรือว่าหมอนี่จะแข็งแกร่งกว่าที่คิดมาก?

        “ได้ ข้าจะรอเจ้า” หลี่หลินไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่ไม่ใช่เสิ่นเฉินก็แล้วไป หากหวาดกลัวต่อคำขู่ของหลินเฟิง ศิษย์สายนอกคนนี้อีก เขาคงไม่มีหน้าอยู่ในนิกายหยุนไห่อีกต่อไปแน่

        หลี่หลินหันหลังกลับและเดินจากไป

        หลินเฟิงยิ้มเยาะอยู่ในใจ เขาไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยสักนิด ถ้าหากศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุด เขายังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะยังมีหน้าพูดถึงเส้นทางแห่งนักรบได้อย่างไร?

        “ฮ่าๆ เจ้าชื่ออะไรน่ะ? แต่การที่เจ้าสามารถขึ้นมาบนชั้นนี้ได้ แสดงว่าเจ้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วสินะ แต่ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย?” ในฐานะที่เสิ่นเฉินเป็นศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง เขาย่อมรู้จักบรรดาศิษย์สายนอกที่อยู่อันดับต่ำกว่าตนเป็นอย่างดี และรู้ด้วยว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว ในการทดสอบของนิกายครั้งนี้ เขาจะต้องแสดงความสามารถที่มีเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์สายในให้ได้

        แต่เสิ่นเฉินไม่เคยเห็นหลินเฟิงมาก่อน

        “ข้าหลินเฟิง เป็นแค่คนธรรมดา ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่เคยพบ” หลินเฟิงตอบ

        “ไอ้ขยะหลินเฟิงหรือ?” เสิ่นเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยพบคนคนนี้ แต่ชื่อเสียงของหลินเฟิง เสิ่นเฉินกลับเคยได้ยินมาหลายครั้ง

        “ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าไม่ควรจะเชื่อข่าวลือทุกอย่าง ไอ้ขยะที่ไหนจะมีขอบเขตแห่งจิตวิญญาณกัน” เสิ่นเฉินหัวเราะขณะส่ายหัว และเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “ถึงจะเป็นศิษย์สายนอกเหมือนกัน แต่ก็ยังคงแตกต่างกันอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่นเจ้ากับข้า พวกเรามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้ากำลังจะกลายเป็นศิษย์สายในแล้ว”

        หลินเฟิงนิ่งอึ้งเล็กน้อย ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเสิ่นเฉินต้องการตำหนิเขา ที่พูดประโยคนี้ออกมา ‘ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งถูกศิษย์สายนอกคนหนึ่ง ทำให้อับอายไม่ใช่หรือ?’

        สำหรับเสิ่นเฉิน การที่หลินเฟิงพูดประโยคนี้ก็เหมือนกับยกตัวเองมาเทียบกับเขา ซึ่งในสายตาของเสิ่นเฉินแล้ว หลินเฟิงไม่คู่ควรที่จะยกตัวเองมาเทียบกับเขา ดังนั้นเสิ่นเฉินจึงเน้นคำว่า ‘พวกเรามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้’

        “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมั่นใจในตัวเองยิ่งนัก” หลินเฟิงไม่ได้รู้สึกโกรธ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ

        “อย่างน้อยในบรรดาศิษย์สายนอก ถ้าข้าบอกว่าเป็นที่ 2 ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่ 1” เสิ่นเฉินตอบ

        “เยี่ยม ว่ากันว่าศิษย์สายนอกที่ขึ้นมาบนชั้นสอง สามารถอยู่ที่ชั้นนี้ได้แค่เวลาหนึ่งก้านธูปเท่านั้น แต่ในเมื่อเจ้าเก่งกาจเช่นนี้ กล้าอยู่เกินเวลาหรือไม่?” หลินเฟิงถามยิ้มๆ

        “เจ้าไม่ต้องใช้คำพูดมายั่วยุข้าหรอก ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกคนไหนก็ตาม สามารถอยู่ที่ชั้นสองของหอซิงเฉินได้แค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้น แม้แต่ข้าก็ไม่มีข้อยกเว้น แน่นอนว่าคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์” เสิ่นเฉินกล่าวอย่างดูถูก กฎของนิกายหยุนไห่นั้นศิษย์สายนอกคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยหรือ?

        “งั้นหรือ?” ในดวงตาของหลินเฟิงเผยรอยยิ้มขบขำขึ้นมา “ข้ามาที่นี่ได้พักหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องการจะดูตำราต่ออีกสักหนึ่งก้านธูป ในเมื่อเจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ และยังเป็นถึงศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะถ้าจะอยู่ต่อ ขนาดขยะอย่างข้ายังกล้า แล้วเจ้าจะไม่กล้าเหรอ?”

        “เจ้าล้อเล่น? เจ้ากล้าอยู่ต่ออีกหนึ่งก้านธูป?” เสิ่นเฉินแสยะยิ้มอย่างเย็นชา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดูถูก

        “แล้วทำไมเจ้าไม่รอดูด้วยตาของเจ้าเองล่ะ” หลินเฟิงกล่าว พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา หลังจากนั้นหลินเฟิงก็ไม่สนใจเสิ่นเฉินอีก เขาหันมาพลิกตำราในมือต่อ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฝึกฝน แต่ดูไว้เป็นความรู้ประดับหัวก็ไม่เลว

        “ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้ว ถึงได้กล้าพูดว่าจะอยู่ต่ออีกหนึ่งก้านธูป” ดวงตาของศิษย์สายในที่อยู่ชั้นสองของหอซิงเฉินฉายแววสนใจออกมา พวกเขาเริ่มจับตามองหลินเฟิงอย่างเงียบๆ เพราะอยากจะเห็นว่าชายคนนี้จะกล้าอยู่ต่ออีกนานแค่ไหน

        “หึ” เสิ่นเฉินแค่นเสียงร้องหึออกมา หลินเฟิงมาที่นี่ก่อนเขา ดังนั้นเขาจึงมีเวลาอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ๆ เขาจะลองดูสิว่า หลินเฟิงจะกล้าอยู่บนนี้เกินเวลาหรือไม่

        เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ธูปเหลือเพียงแค่ครึ่งดอกแล้ว เสิ่นเฉินวางเคล็ดวิชาที่อยู่ในมือลงและขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนนี้เขาเหลือเวลาอีกไม่มาก

        เมื่อมองไปที่หลินเฟิง ก็เห็นอีกฝ่ายกำลังอ่านเคล็ดวิชาอยู่ สีหน้าของเขาดูไม่แยแส ราวกับไม่ได้สังเกตว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว

        “ดูสิว่าเจ้าจะเสแสร้งได้อีกนานแค่ไหน” เสิ่นเฉินไม่สนใจเลือกเคล็ดวิชาต่อ ในเมื่ออีกไม่นานเขาก็จะได้เป็นศิษย์สายในแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องรีบร้อนเลือกเคล็ดวิชาไป เขาจ้องมองหลินเฟิงอย่างใจจดใจจ่อ และเตรียมรอดูความอัปยศของอีกฝ่าย

        แต่ดูเหมือนว่าเสิ่นเฉินจะต้องผิดหวัง หลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก หลินเฟิงก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นราวกับว่าไม่คิดสนใจเวลาที่ผ่านไป

        “ทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปอีก หรือว่าเจ้ากำลังรนหาที่ตาย?” เสิ่นเฉินไม่สามารถสงบจิตสงบใจต่อไปได้ เพราะเวลาของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว ถ้าหากยังไม่ไปจะถือว่ากำลังฝ่าฝืนกฎของนิกาย ซึ่งผลกระทบที่จะตามมามันร้ายแรงมาก

        “ขนาดยังข้าไม่รีบ แล้วศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งผู้แข็งแกร่งอย่างเจ้าจะรีบทำไม?!” หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย แต่น้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยความประชดประชัน

        เสิ่นเฉินมีสีหน้าอึมครึมเล็กน้อย ขณะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้ากำลังรนหาที่ตาย และข้าก็ไม่โง่พอที่จะลดตัวลงไปเล่นกับเจ้าด้วย แล้วข้าจะคอยดูคำอธิบายของเจ้า ตอนที่เผชิญหน้ากับยาม”

        หลังจากกล่าวจบ เสิ่นเฉินก็เดินลงจากชั้นสองของหอซิงเฉิน

        “ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง? ก็ไม่เท่าไรเลยนี่” หลินเฟิงหัวเราะเยาะ ทำให้เสิ่นเฉินที่กำลังก้าวเท้าออกไปชะงักเล็กน้อย ในดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตขึ้นมา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า” : https://bit.ly/2ZGR4nh

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1069

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)