0 Views

        ทุกคนรู้สึกอยากจะเป็นลมขึ้นมา หลินเหินเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงมีคุณสมบัติที่จะพูดแบบนั้นกับหลินอู๋

        และตอนนี้ หลินเฟิงก็กำลังทำเหมือนหลินเหิน นั่นก็คือให้หลินอู๋ลงไปจากเวทีประลอง แต่ไม่ได้ลงแบบธรรมดา เขาให้กลิ้งลงไป

        ความอัปยศอดสูทำให้หลินอู๋เดือดดาลขึ้นมาทันที เดิมทีหลินเหินทำให้เขาอับอาย เขาก็ยังไม่ได้ระบายอารมณ์โมโหเลย และตอนนี้ ไอ้ขยะในสายตาเขาก็กล้าที่จะมาดูหมิ่นเขา นี่ทำให้หลินอู๋รู้สึกร้อนที่ใบหน้าด้วยความโกรธ ในใจก็เย็นยะเยือกราวกับคมมีด

         “เจ้ารนหาที่ตาย” สายตาของหลินอู๋เจือไปด้วยจิตสังหาร ในขณะเดียวกัน ก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมา ถึงแม้ว่ากลิ่นอายนี้ จะแข็งแกร่งไม่เท่ากับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณของหลินเหิน แต่หลินอู๋ก็ยังให้ความรู้สึกที่น่ากลัวอยู่ดี ทุกคนที่อยู่ใกล้ๆเวทีประลองต่างก็รู้สึกอึดอัดกับกลิ่นอายนี้

         “สาม”หลินเฟิงเริ่มนับถอยหลังขณะก้าวเท้าไปด้านหน้า พร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายที่ทรงพลังกว่าหลินอู๋ออกมา ทำให้ร่างกายของหลินอู๋เกร็งเครียดขึ้นมา ความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดพลันสลายหายไปในพริบตา เหลือแต่ความตกใจและตกตะลึง

        เขาอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9  แต่ทำไมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นอายที่ไอ้ขยะตรงหน้ามันปลดปล่อยออกมา เขาถึงได้รู้สึกกดดันขนาดนี้

        ทุกคนล้วนไม่เข้าใจ เมื่อเห็นหลินอู๋ที่มีท่าทางโมโหเป็นฟืนเป็นไฟในตอนแรก จู่ๆก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นตกตะลึงขึ้นมา เท้าที่กำลังเดินไปหาหลินเฟิงก็หยุดลง ส่วนหลินเฟิงยังคงก้าวเท้ามาหาเขา ด้วยท่าทางสงบนิ่ง แน่ล่ะสิ ก็ในเมื่อกลิ่นอายอันทรงพลังนั่น มันมีเป้าหมายแค่หลินอู๋เท่านั้น ดังนั้นทุกคนจึงไม่รู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาลเหมือนหลินอู๋ แต่พวกเขาก็สามารถสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของหลินเฟิง

        ตอนนี้ หลินเฟิงได้สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเขาอีกแล้ว มันคือการผสาน!

        ใช่ มันคือการผสาน ดูเหมือนว่าตอนนี้ หลินเฟิงกำลังผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสวรรค์และปฐพี

         “สอง”หลินเฟิงเดินไปข้างหน้าสองก้าว แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะไม่ได้ดังกึกก้อง แต่กลับเป็นเหมือนค้อน ที่กำลังทุบอยู่ในใจของหลินอู๋ เขาอดไม่ได้ที่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

        กลิ่นอายอันทรงพลังนั่นแข็งแกร่งมาก จนทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออก ร่างกายของเขากำลังกรีดร้องออกมาเหมือนไม่อยากจะสู้กับคนตรงหน้า ฟังดูอาจจะน่าหัวเราะ แต่ความมั่นใจของเขา ถูกหลินเฟิงบดขยี้ตั้งแต่ก้าวมาหาได้สองก้าวแล้ว เพียงแค่สองก้าวเท่านั้น

         “มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมหลินอู๋ถึงถอยหนีล่ะ?”  ผู้คนต่างซุบซิบนินทา

         “ข้ารู้สึกว่าหลินเฟิงเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้ว นั่นไม่ใช่ขยะอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนคมดาบที่อยู่ในฝัก และพร้อมที่จะออกมาฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า”

         “เหลือแค่คำสุดท้ายแล้วนะ” หลินเฟิงยิ้มให้หลินอู๋ แต่ในสายตาของหลินอู๋นั้น รอยยิ้มนั่นมันเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันเสียมากกว่า กระทั่งความกล้าที่จะสบตากับไอ้ขยะตรงหน้าก็ไม่มี

        หอกยาวในมือร่วงลงสู่พื้น ในดวงตาของหลินอู๋ ไม่หลงเหลือความร้ายกาจและเฉียบแหลมอีกต่อไป หากจะบอกว่าการดูแคลนของหลินเหินทำลายความภาคภูมิใจของเขา ทำให้เขารู้ตัวว่าไม่มีค่าพอ ความแข็งแกร่งของหลินเฟิง ก็ทำลายความมั่นใจของเขา ทำลายความทรงจำและความฝันของเขา การทำลายนี้ แย่กว่าการดูแคลนที่เป็นเปลือกนอกเสียอีก ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะพลังของเขาในอนาคต

         “ข้ายอมแพ้” หลินอู๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆและกล่าวออกมา ในดวงตามีความสับสนอยู่บ้าง เขาคิดว่าตัวเองนั้นถูกต้องเสมอ ด้วยความแข็งแกร่งที่เขามี ดังนั้นเขาจึงหยิ่งยโสได้

         “ยอมแพ้?” หลินเฟิงยิ้มอย่างเย็นชา “ข้าให้เจ้ากลิ้งลงไป”

        หลินอู๋ถูกทำให้อับอายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องพ่ายแพ้ถึงสองหนก็น่าที่จะพอแล้วไม่ใช่หรือ?

        ถ้าหากหลินอู๋สามารถเอาชนะเขาได้ หลินเฟิงกล้ารับประกันเลยว่า หลินอู๋จะต้องทำให้เขาได้รับความอัปยศทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มันจะคิดได้ ไม่มีทางที่มันจะยอมปล่อยเขาไปดีๆแน่ แต่พอหลินอู๋พบว่าตัวเองด้อยกว่าหลินเฟิง ก็พูดยอมแพ้สองคำนี้ออกมาเพื่อให้ทุกอย่างจบลงตรงนี้…ได้เหรอ?แล้วที่เคยพูดดูหมิ่นก่อนหน้านี้ล่ะ?หรือว่าจะให้ปล่อยผ่านไป?

        ไม่มีทาง!!แต่ไหนแต่ไรมา หลินเฟิงก็ไม่ใช่พ่อพระ เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่กล้าที่จะรักและกล้าที่จะเกลียดเหมือนปุถุชนทั่วไป

         “ข้ายอมแพ้แล้วยังไม่พอเหรอ ถึงจะให้ข้ากลิ้งลงไปอีก” หลินอู๋เริ่มโมโหขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความฉุนเฉียว

         “ยอมแพ้แล้วจะพอหรือ? เจ้าบอกว่าข้าเป็นขยะ เป็นตัวอัปรีย์ของตระกูล ทั้งๆที่ข้าไม่เคยทำอะไรเจ้าเลย แม้แต่ด่าเจ้าสักครั้งก็ไม่!!เจ้าเคยคิดถึงตรงนี้บ้างไหม? เจ้าถูกคนอื่นดูแคลน แล้วมาลงที่ข้า ทำให้ข้าต้องได้รับความอับอาย เจ้าเคยคิดถึงมันไหม?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา “ตอนนี้ พอเจ้าตระหนักได้ว่าตัวเองเทียบกับข้าไม่ได้ ก็พ่นคำว่ายอมแพ้สองคำออกมาง่ายๆ เพื่อขอให้ข้ายกโทษให้ นี่เจ้าไม่คิดว่า มันน่าตลกไปหน่อยเหรอ?”

        สีหน้าของหลินอู๋ซีดขาวดูน่าเกลียดมาก

         “ดูเหมือนว่าจะนับครบแล้วนี่”หลินเฟิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ไสหัวไป ไม่งั้นผลที่ตามมาเจ้าต้องรับผิดชอบเอง”

        ขณะที่พูดหลินเฟิงก็ก้าวเท้าเดินอีกครั้ง หลินอู๋ครางอู้อี้ ก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและอ่อนแอ

        หลินเฟิงปล่อยจิตสังหารที่เยือกเย็นออกมา ทำให้ในใจของหลินอู๋สั่นสะท้านด้วยความกลัว ไม่ว่าเขาจะรู้สึกอับอายหรือเศร้าซึม มันก็ไม่สำคัญ เพราะจิตสังหารที่หนาวเหน็บนั่น ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับเขาเป็นอย่างมาก

         “ข้าจะกลิ้ง”จู่ๆหลินอู๋ก็หัวเราะ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูโศกเศร้า เขานอนราบลงไปกับพื้น ก่อนจะค่อยๆกลิ้งลงไปจากเวทีประลอง

         “ไอ้ขยะ ตัวอัปรีย์ของตระกูล”

        “ขยะก็ยังคงเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ ดีแต่ใช้เทคนิคสกปรกๆพวกนั้น”

         “เจ้าไสหัวไปซะ อย่ามาทำให้ขายขี้หน้าผู้คนที่นี่”

        ขณะที่กำลังกลิ้งอยู่นั้น หลินอู๋ก็นึกถึงประโยคที่ตัวเองเคยดูถูกหลินเฟิงไว้ พอมองย้อนกลับไปแล้วมันเหมือนเป็นเรื่องตลกชัดๆ เขาหลินอู๋ผู้ที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 และมีพรสวรรค์ที่เลิศล้ำ ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แล้วทำไมถึงได้มาตกอยู่ในสภาพนี้ได้ล่ะ?

        ฝูงชนเห็นหลินอู๋กำลังกลิ้งลงมาจากเวทีประลอง ในดวงตาของพวกเขาก็ฉายแววไม่อยากจะเชื่อออกมา พวกเขาคิดว่าหลินเฟิงบ้าไปแล้ว ที่กล้าสั่งให้หลินอู๋กลิ้งลงไป แต่ที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ หลินอู๋จะทำอย่างที่หลินเฟิงพูดจริงๆ

         “หลินอู๋”ผู้อาวุโสเจ็ดลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทา มันเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร ลูกชายของเขา ควรที่จะกลายเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล ควรที่จะเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุด ถึงแม้ว่าจะเทียบเคียงหลินเชียนไม่ได้ อย่างน้อยๆก็ยังเปล่งรัศมีรุ่งโรจน์เหนือรุ่นเยาว์คนอื่นๆ แต่ทำไมในช่วงเวลาสั้นๆ หลินอู๋กลับต้องมาอับอายถึงสองครั้ง แม้กระทั่งตอนนี้ยังต้องกลิ้งไปตามพื้นอีก

         “ไอ้สารเลว” ร่างกายของผู้อาวุโสเจ็ดสั่นเทาไปด้วยความโกรธอย่างรุนแรง ขณะที่จิตสังหารได้ทะลักออกมาจากร่างอย่างต่อเนื่อง

         “หึ”

        หลินไห่รู้สึกถึงจิตสังหารที่ปล่อยออกมาจากตัวผู้อาวุโสเจ็ด บรรยากาศรอบๆก็เหมือนถูกแช่แข็ง ในพริบตา กลายเป็นความหนาวเย็นอย่างน่ากลัว

         “ใจเย็น” หลินป้าต้าวมองไปที่ผู้อาวุโสเจ็ดและกล่าวว่า “วางใจเถอะ เจ้าขยะนั่น มันหยิ่งยโสได้ไม่นานหรอก”

        แต่ความโกรธของผู้อาวุโสเจ็ดก็ยังไม่จางหายไป เขาจ้องมองไปที่หลินไห่ด้วยสายตาโมโห ขณะที่นั่งลง

         “หลินเฟิงเป็นผู้ชนะ”ผู้อาวุโสหกประกาศ ดวงตาที่ล้ำลึกของเขาจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างเงียบๆ

        หลินเฟิง ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตกทอดมาจากตระกูลหลินมากนัก เพราะเขาไม่ได้สืบทอดจิตวิญญาณแห่งเพลิงหรือน้ำแข็งของตระกูลหลินมา มีเพียงแค่จิตวิญญาณงูผอมๆตัวหนึ่งเท่านั้น และจิตวิญญาณงูตัวนั้นก็ไม่ได้ดูดุร้ายหรือน่าเกรงขามแต่อย่างใด  อีกทั้งยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย นับได้ว่าเป็นจิตวิญญาณที่ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้หลินเฟิงจึงถูกเรียกว่าไอ้ขยะ

        บวกกับความเร็วในการบ่มเพาะของหลินเฟิงนั้นค่อนข้างช้ามาก ยิ่งทำให้หลินเฟิงมีชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ ทุกคนล้วนดูถูกเหยียดหยาม แต่ขยะคนนั้น กลับสามารถเอาชนะหลินเหยี้ยนได้ในกระบวนท่าเดียว และยังสั่งให้หลินอู๋ต้องกลิ้งลงจากเวทีประลองไป หลินเฟิง ยังเป็นไอ้ขยะในตอนนั้นจริงๆเหรอ?

         “เมื่อพ่อเป็นมังกร ลูกชายก็ไม่อาจเป็นงูได้” ผู้อาวุโสหกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “พักการประลองครึ่งชั่วโมง ค่อยเริ่มดำเนินงานต่อ”

        “ท่านผู้อาวุโส พวกข้าทั้งสี่คนยังไม่เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องพัก เริ่มการประลองต่อเถอะ”หลินเชียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเฉยเมย แม้ว่าต้องเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสของตระกูล แต่นางก็ยังคงแสดงท่าทางหยิ่งยโสเหมือนเดิม วิสัยทัศน์ของนางในตอนนี้เปิดกว้างแล้ว กับอีแค่ผู้อาวุโสตระกูลหลินคนหนึ่ง นับเป็นอะไรได้  หากคุณชายต้าเผิงคิดจะจัดการกับพวกเขา ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

         “ใช่! เริ่มประลองต่อเถอะ”หลินหงรู้ว่า 4คนสุดท้ายนั้น 2ใน4จะต้องเป็นพวกเขาสองคนพี่น้องอย่างแน่นอน วันนี้คนที่ได้หน้าได้ตาที่สุด ก็คือหลินป้าต้าวอย่างไม่ต้องสงสัย

        ผู้อาวุโสหกหันไปมองที่หลินเฟิงแล้วถามว่า “เจ้าคิดว่ายังไง?”

        ส่วนหลินเหินลูกชายของเขา เขาสามารถตัดสินใจแทนได้

         “ได้”หลินเฟิงหยักหน้า จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้มีการต่อสู้ที่แท้จริง

         “ในเมื่อพวกเจ้าเห็นด้วย เช่นนั้นก็เริ่มการประลองต่อเถอะ”ผู้อาวุโสหกกล่าวต่อไปว่า “ในการต่อสู้รอบสุดท้าย หลินเฟิงพบหลินหงและหลินเชียนพบหลินเหิน คู่หลินเฟิงกับหลินหงจะต่อสู้ก่อน”

         “คาดไม่ถึงเลยว่าผู้อาวุโสหกจะวางแผนให้หลินเชียนคู่กับหลินเหิน ดูเหมือนว่าเขาจะหวังในตัวหลินเหินมาก”

        “หลินเหินมีขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเหมือนกับหลินเชียน แม้ว่าหลินหงจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่ใช่คู่มือของหลินเหินอยู่ดี ส่วนหลินเฟิง ก็ไม่สามารถเอาชนะหลินเหินได้ มีเพียงหลินเชียนเท่านั้นที่จะสามารถต่อสู้กับเขาได้”ผู้อาวุโสหกคิดอย่างรอบคอบจึงได้วางแผนเช่นนี้ ส่วนลำดับชื่อไม่สำคัญ ที่สำคัญคือความแข็งแกร่ง

        ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ตอนนี้เอง หลินป้าต้าวก็ได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ผู้อาวุโสหก ให้ข้าพูดอะไรสักเล็กน้อยได้หรือไม่?”

         “ได้”ผู้อาวุโสหกพยักหน้า

         “พวกเขาทั้งสี่คน คือผู้ที่อยู่จุดสูงสุดในงานชุมนุมประจำปีของตระกูลหลิน และเป็นตัวแทนของคนรุ่นเยาว์ ข้าคิดว่า แค่ยอมแพ้มันไม่พอหรอก แต่ต้องสู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะล้มลงไปกองกับพื้น ถึงจะถือว่าชนะ จะได้กระตุ้นแรงบันดาลใจของทุกคน และแสดงความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาออกมา ”หลินป้าต้าวกล่าวด้วยความมั่นใจ ขณะที่มองไปยังหลินไห่ด้วยแววตาท้าทาย

        “ช่างโหดเหี้ยม ดูเหมือนว่าลุงใหญ่ต้องการให้หลินหงทำร้ายหลินเฟิง”ไม่มีใครไม่เข้าใจความคิดของหลินป้าต้าว

        “ท่านผู้นำ ท่านคิดยังไงกับข้อเสนอของข้า?” หลินป้าต้าวเน้นคำว่า‘ท่านผู้นำ’สองคำนี้อย่างหนักแน่นเป็นพิเศษ ขณะมองหลินไห่อย่างเยาะเย้ย หากหลินไห่สัญญา หลินเฟิงก็ต้องเผชิญกับอันตราย แต่ถ้าไม่สัญญา มันจะทำลายมาดที่น่าเกรงขามของตำแหน่งผู้นำ หลินป้าต้าวจะใช้โอกาสนี้ทำลายหลินไห่และหลินเฟิง


อ่านฟรีได้ที่นี่!!!
ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า”https://bit.ly/2WCe8kz