0 Views

        เมืองหยางโจว  คฤหาสน์ตระกูลหลิน ภายในห้องที่เรียบง่ายและสะอาด หลินไห่กำลังมองภาพวาดหนึ่งอย่างเหม่อลอย

        ภาพวาดนั้นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง นางเป็นสตรีที่สวยงามมาก ดวงตากระจ่างใสดุจสายธารในฤดูใบไม้ผลิ พาให้คนมองรู้สึกสั่นไหวไปทั่วจิตวิญญาณ และที่น่าประหลาดใจก็คือ หญิงงามคนนี้กลับมีอสูรตัวหนึ่งที่ขดตัวอยู่บนไหล่ของนาง จะว่าเป็นงูก็ไม่ใช่ ดูคล้ายมังกรก็ไม่เชิง ช่างแปลกประหลาดมาก เพียงแค่มองครู่เดียว ก็ยากจะลืมเลือนได้

         “เมิ่งเหอ ในที่สุดเสี่ยวเฟิงก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาได้สืบทอดจิตวิญญาณของเจ้า ตอนนี้เขาอาจจะยังไม่รู้ว่า จิตวิญญาณแห่งนักรบตนนั้นคืออะไร แต่รอจนวันที่จิตวิญญาณของเขาตื่นขึ้น เขาก็จะเข้าใจเองว่า แม่ของเขาได้มอบมรดกและพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งให้กับเขา”

         “เมื่อจิตวิญญาณขยะได้กลายเป็นจิตวิญญาณแฝด เมื่อนั้นความแข็งแกร่งของเขา จะต้องสั่นสะเทือนทั่วใต้หล้า”

        หลินไห่ยืนอยู่ตรงหน้ารูปภาพ และพูดพึมพำกับตัวเองด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความรัก

         “พวกเขาล้วนคิดว่าข้าลืมไปหมดแล้ว แต่ข้าไม่เคยลืมเลย เมื่อจิตวิญญาณของหลินเฟิงตื่นขึ้น ข้าจะบอกเขาทุกสิ่งทุกอย่าง และสักวันข้าจะพาเขาไปที่เมืองหลวง”

        แววตาของหลินไห่แสดงความรู้สึกอันแรงกล้าออกมา เขาเคยลังเลว่า ถ้าหากหลิงเฟิงยังคงทำตัวขี้ขลาดเหมือนเมื่อก่อน เขาจะทำให้หลินเฟิงกลายเป็นคนธรรมดาและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ตอนนี้ เขาเริ่มเห็นความหวังในตัวของหลินเฟิงแล้ว เขาเชื่อว่า หลินเฟิงจะปลุกจิตวิญญาณของตัวเองให้ตื่นขึ้นมาในไม่ช้านี้

        ……………………………..

        หลินเฟิงไม่รู้เรื่องของแม่เลย และไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่ของตัวเองด้วย แต่ไหนแต่ไรมา หลินไห่ก็ไม่เคยเล่าเรื่องราวของแม่ให้เขาฟัง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจิตวิญญาณงูตัวนั้นมันคืออะไรกันแน่

        หลังจากทำลายการบ่มเพาะของหลินเหิง จู่ๆหลินเฟิงก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ราวกับว่าปมในใจได้คลี่คลายไปหมดแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ารอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจของหลินเฟิงคนก่อนได้หายไปแล้ว

        หลินเฟิงไม่ได้จากไปทันที เขาคิดจะหาประสบการณ์ที่หุบเขาเมฆพายุสักระยะ อย่างไรเสีย ทุกคนที่เข้ามาในหุบเขาเมฆพายุ ก็มีเป้าหมายเดียวกันนั่นก็คือต่อสู้ ถึงแม้ว่าหลินเฟิงไม่คิดที่จะยั่วยุคนอื่น แต่เขาก็เชื่อว่าจะต้องมีคนอื่นมาท้าประลองกับเขา

         “เจ้านี่เอง”ขณะที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิด ทันใดนั้นน้ำเสียงอันเย็นชาก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อหลินเฟิงหันไปมอง ก็พบร่างบอบบางของสตรีนางหนึ่ง ถึงแม้จะไม่เห็นหน้า แต่แค่รูปร่างที่เย้ายวน ก็ทำให้คนอื่นๆล้วนเคลิบเคลิ้มหลงใหล

        หลินเฟิงรู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าตัวเองเคยรู้จักสตรีที่สวมหน้ากากคนนี้ด้วยเหรอ? เนื่องจากไม่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ดังนั้นหลินเฟิงจึงนึกไม่ออกว่านางเป็นใคร อีกทั้งตัวหลินเฟิงเองก็ไม่ค่อยรู้จักผู้คนที่อยู่ในนิกายหยุนไห่มากนัก คนที่คุ้นเคยกันก็มีแค่หานหมาน ชิงอี และจิ้งหยุนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง ดังนั้นต้องไม่ใช่หานหมานกับชิงอี และรูปร่างกระชากใจแบบนี้ก็ไม่ใช่จิ้งหยุนอย่างแน่นอน

         “ครั้งก่อนเจ้าอาจหนีรอดไปได้ แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ให้เจ้าหนีไปได้อีก” อีกฝ่ายแสยะยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบคันธนูจากด้านหลังออกมา ประโยคนี้ทำให้หลินเฟิงตาค้างไปชั่วขณะ ภาพของหลิ่วเฟยพลันปรากฏขึ้นมาในหัว หลินเฟิงจำชื่อนางได้ไม่มีวันลืม เพราะลูกศรของหลิ่วเฟยเกือบจะฆ่าเขาได้

        อาจจะเป็นเพราะรู้ว่า ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงไม่ได้ด้อยเลย ครั้งนี้หลิ่วเฟยจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบทันที

        ตอนนี้หลินเฟิงรู้สึกได้ว่า ตัวเองกำลังถูกจิตวิญญาณแห่งลูกศรของอีกฝ่ายล็อกตัวไว้

         “ธนูจะมีประสิทธิภาพมากหากว่าเป้าหมายอยู่ไกล ดังนั้น ข้าจะต้องอยู่ใกล้นางเข้าไว้” หลินเฟิงคิด และพุ่งเข้าไปหาหลิ่วเฟยอย่างไม่ลังเล

         “คิดจะโจมตีระยะประชิด?”หลิ่วเฟยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนที่นางจะปล่อยลูกศรออกจากคันธนูทันที เสียงแหวกว่ายผ่านอากาศดังกระหึ่มขึ้นมา

         “แกร๊ง!”หลินเฟิงดึงดาบออกจากฝักที่อยู่ด้านหลังของเขา

         “คลื่นสวรรค์เก้ากระแทก! อัสนีกัมปนาท!” คลื่นสวรรค์เก้ากระแทกถูกปล่อยออกมาจากมือซ้ายของหลินเฟิง อากาศไหวกระเพื่อมราวกับระลอกคลื่นมหาสมุทรที่ถาโถมไปด้านหน้า ทำให้พลังของลูกศรลดลง และด้วยเคล็ดวิชาอัสนีกัมปนาท ทำให้ลูกศรหักเป็น 2 ส่วน

         “เคลื่อนไหวดั่งเงา”

        ร่างของหลินเฟิงพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดรวดเร็ว ฉับไวและราบรื่นภายในหนึ่งลมหายใจ ประหนึ่งว่าเคยทำแบบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน

        แต่อย่างไรก็ตาม หลิ่วเฟยไม่ได้มีดีแค่สวย ความแข็งแกร่งของนางยังน่าอัศจรรย์ใจมาก นอกจากนี้นางยังอยู่ในลำดับที่ 8 ของศิษย์สายนอกอีกด้วย

        นางรู้ว่าหลินเฟิงต้องการต่อสู้ในระยะประชิด ดังนั้นหลังจากที่ยิงลูกศรไปแล้ว นางจึงกระโดดถอยหลังทันที หลิ่วเฟยไม่เพียงฝึกฝนทักษะการยิงธนู แต่ยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาตัวเบาอีกด้วย เมื่อหลินเฟิงหักลูกศรเป็น 2 ส่วน นางก็ง้างคันธนูอีกครั้ง และครั้งนี้นางจะยิงลูกศรออกมาพร้อมกันถึง 3 ดอก

         “ลาก่อน” ทันใดนั้นร่างของหลินเฟิง ก็หักเลี้ยวเข้าไปในป่าทางขวามือแทน วิชาตัวเบาของหลิ่วเฟย ด้อยกว่าหลินเฟิงเพียงเล็กน้อย ต่อให้เขาสามารถเข้าประชิดอีกฝ่ายได้ แต่มันก็ต้องใช้เวลา และในช่วงเวลาที่พุ่งเข้าไปหา มันก็เพียงพอให้หลิ่วเฟยยิงลูกศร 3 ดอกออกมา สำหรับหลินเฟิงตอนนี้ พลังของเขายังไม่สามารถต้านทานลูกศร 3 ดอกที่ยิงออกมาพร้อมกันได้

        ดังนั้นหลังจากที่หลินเฟิงเห็นหลิ่วเฟย เตรียมจะยิงลูกศร 3 ดอก ก็เปลี่ยนแผนทันที เขาตัดสินใจหลบหนีเข้าไปในป่า

        ในป่านั้น เต็มไปด้วยต้นไม้ที่หนาแน่น ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของหลิ่วเฟยถูกจำกัด และแน่นอนว่าจิตวิญญาณแห่งลูกศรของนางมีศักยภาพมากสำหรับการต่อสู้ในพื้นที่เปิด

         “ดูเหมือนว่า ข้าจะประเมินพลังของผู้บ่มเพาะในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 ต่ำไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต่อสู้กับพวกเขา” หลินเฟิงแอบคิดในใจ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ระดับการบ่มเพาะของหลิ่วเฟย ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในระดับสูงของขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่9 ยิ่งบวกกับพลังของจิตวิญญาณแห่งลูกศร ก็ยิ่งทำให้การโจมตีระยะไกลของนางน่ากลัวมาก

        แต่หลินเฟิงก็ไม่ท้อแท้ เขาเชื่อว่า ถ้าหลิ่วเฟยตามเขาเข้ามาในป่า ชัยชนะอาจจะตกเป็นของเขาก็ได้

         “หึ”หลิ่วเฟยที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะดึงสายคันธนูออกกว้าง จากนั้นเสียงหวีดหวิวอันทรงพลังก็ดังขึ้น

        ด้วยสัญชาตญาณอันตรายที่แพร่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้หลินเฟิงรู้ว่า หลิ่วเฟยกำลังยิงลูกศรใส่เขา หลินเฟิงกำดาบในมือแน่น เขาต้องการเวลาเพียง 2 ลมหายใจเพื่อไปถึงป่า

         “ให้ข้าจัดการเอง!!”ทันใดนั้นเสียงตะโกนอย่างวางอำนาจก็ดังขึ้น พร้อมกับคลื่นดาบที่พุ่งเข้ามา สัญชาตญาณของหลินเฟิงพลันกรีดร้องอยู่ในหัว ทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวไปด้านหน้าต้องหยุดชะงัก แล้วกระโดดถอยหลังอย่างรวดเร็ว

         “ตู้ม”เศษฝุ่นพลันลอยตลบอบอวลไปในอากาศ เนื่องจากพื้นที่ที่อยู่ด้านหน้าของหลินเฟิงได้ระเบิดขึ้นมา บนพื้นมีรอยดาบฟันลึกเป็นทางยาว ถ้าหากหลินเฟิงวิ่งไปด้านหน้าต่ออีกสักสองสามก้าว ดาบเล่มนั้นคงตัดร่างของหลินเฟิงไปแล้ว

        เมื่อเงยหน้าขึ้น หลินเฟิงก็พบร่างของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่บนต้นไม้ คนๆนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว ส่วนในมือก็ถือดาบอยู่ และคลื่นดาบเมื่อครู่ก็ออกมาจากดาบเล่มนั้น

         “ศิษย์น้องหลิ่วเฟย คนผู้นี้ทำให้เจ้าไม่พอใจหรือ? ถ้าอย่างนั้นต้องการให้ข้าช่วยจัดการหรือไม่” ศิษย์ที่ยืนอยู่บนต้นไม้ ก้มมองหลินเฟิงอย่างเหยียดหยาม ในสายตาของเขา หลินเฟิงก็เปรียบเสมือนมดที่เขาจะบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้ หากหลิ่วเฟยพยักหน้าตอบตกลง เขาก็จะฆ่าหลินเฟิงทันที ถึงแม้ว่าทางนิกายจะมีกฎห้ามฆ่าศิษย์กันเอง แต่มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขา เนื่องจากสถานะของเขากับหลินเฟิงค่อนข้างแตกต่างกันมาก

         “ศิษย์สายใน”เมื่อหลินเฟิงเห็นสัญลักษณ์ศิษย์สายในบนเสื้อผ้าของเขา ก็รู้สึกหนาวใจขึ้นมา ศิษย์สายในคนนี้ นึกอยากจะฆ่าก็ฆ่า ถ้าหากเขาตอบสนองช้ากว่านี้ เกรงว่าคงถูกฆ่าตายไปแล้ว

         “ยู่ฮ่าว เรื่องของข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้ามายุ่ง” หลิ่วเฟยกล่าว

        ที่นางยังไม่ปล่อยสายคันธนูออกไป แน่นอนว่า ไม่ใช่เพราะนางเกิดมีจิตคิดเมตตากับหลินเฟิง แต่เป็นเพราะยู่ฮ่าว ที่กำลังไล่จีบนาง พยายามหาทางสร้างหนี้บุญคุณ ซึ่งหลิ่วเฟยไม่รู้สึกสนใจในตัวยู่ฮ่าวสักนิด ดังนั้นนางจึงไม่ลงมือ เพราะนางไม่อยากจะติดหนี้อะไรกับยู่ฮ่าว

        นางเรียกจิตวิญญาณแห่งลูกศรกลับเข้าร่าง และกล่าวกับหลินเฟิงว่า “เจ้าโชคดีไป ครั้งหน้าไม่เจอกันอีกจะดีที่สุด ไม่งั้นเจ้าจะไม่โชคดีเหมือนอย่างวันนี้แน่”

        พูดจบ หลิ่วเฟยก็หันหลังเดินจากไป

         “หลิ่วเฟย เจ้าก็เป็นเช่นนี้ตลอด” ยู่ฮ่าวส่ายหน้าแล้วเดินจากไปทันที โดยไม่หันมาเหลือบมองหลินเฟิง

         “ตู้ม!” เสียงระเบิดดังกึกก้องอีกครั้ง บนพื้นข้างตัวของหลินเฟิงปรากฏรอยดาบขึ้นมาอีกเส้น

         “นับว่าเจ้าโชคดี ครั้งหน้าถ้าข้าเห็นเจ้าทำให้หลิ่วเฟยโกรธ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ” เสียงของยู่ฮ่าวลอยมาจากที่ไกลๆ

        หลินเฟิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม โดยไม่ขยับตัวไปไหน ถึงแม้ว่าเมื่อครู่จะมีคลื่นดาบที่ทรงพลังพุ่งมาเฉียดกายของเขา แต่ทว่ามันไม่ได้สร้างความกลัวใดๆให้แก่หลินเฟิงเลย

        หลิ่วเฟยคิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาก้าวล้ำเข้าไปในเขตน้ำพุร้อนของนางโดยบังเอิญ มันทำให้นาง อยากจะสังหารเขา ส่วนยู่ฮ่าวก็เป็นศิษย์สายในที่ทรงพลังมาก ถึงจะไม่มีเหตุผลขัดแย้งกัน แต่เขาก็เกือบจะสังหารหลินเฟิง เพียงระยะสั้นๆที่หลินเฟิงทะลุมิติมายังโลกนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพ

        “ยู่ฮ่าว เมื่อข้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้เมื่อไหร่ ข้าจะเอาดาบแทงเจ้าซะ” หลินเฟิงก้มมองรอยดาบทั้งสองเส้นที่อยู่บนพื้น ในดวงตาของเขาเป็นประกายแหลมคมขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เขาเชื่อว่าสักวันพรสวรรค์ของเขาจะก้าวหน้ายิ่งกว่านี้

 


อ่านฟรีได้ที่นี่!!!
ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า”https://bit.ly/2WCe8kz