0 Views

        ปีใหม่ผ่านพ้นไปก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง

        เจียงลั่วอวี้นั่งอยู่ภายในศาลาพักร้อน เขาแกว่งถ้วยชาในมือที่มีควันขึ้นคุกรุ่นเบาๆ มองดูและอมยิ้มให้กับชายที่ใต้ต้นสาลี่ แววตาของเขาช่างดูอบอุ่นยิ่งนัก

        “มัวแต่ป้อนอาหารจุ้ยเสวี่ย มานั่งดื่มชาเถอะ”

        ชายที่ใต้ต้นสาลี่ปล่อยนกบนแขนบินจากไป เขาค่อยๆ เดินมาทางที่เจียงลั่วอวี้นั่งอยู่ ตอนนี้ใบหน้าของเขาไร้รอยแผล กลับมาเป็นปกติและงดงามยิ่ง ผมดำขลับถูกเกล้าไว้อย่างหลวมๆ ด้วยปิ่นหยกที่ท้ายทอย ดวงตาสีอำพันภายใต้แสงอาทิตย์ดูราวกับจะทอประกายออกมาได้

        เจียงลั่วอวี้หันมามองคนที่เดินเข้ามาหาตน เขายกกาน้ำชารินชาสีเขียวอ่อนลงในถ้วยที่ทำจากกระเบื้อง “ชานี้ได้พระราชทานลงมาเพราะฮุ่ยเฟยกำลังตั้งครรภ์ เลยไปขอแบ่งมาจากอาสะใภ้ รีบชิมของหายากดูสิ”

        ชายชุดขาวได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าไปรับถ้วยชาที่ควันคุกรุ่น น้ำเสียงเขายังคงราบเรียบเช่นเคย

        “ดูเจ้ามีความสุขนะ”

        เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

        “แน่นอน” เจียงลั่วอวี้หยิยถ้วยชาของตนขึ้นเป่าควันบนถ้วย เขาเลิกคิ้วและเดินไปนั่งข้างๆ ชายชุดขาว “หรือเจ้าไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงมีความสุข…คุณชายไป๋? “

        สามคำสุดท้ายที่ออกจากปาก ทำเอาไป๋หมิ่นอวี้ถึงกับสำลักหน้าแดง “แค่กๆ…”

        เจียงลั่วอวี้ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ อีกฝ่ายถึงสำลึก จึงรีบยกมือขึ้นลูบหลัง “เป็นอะไรไป?”

        ไป๋หมิ่นอวี้อาการดีขึ้นก็หันไปส่ายหน้าบอกกับเขาว่าตนไม่เป็นไรและไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายังคงหน้านิ่งเหมือนเมื่อครั้งแรกพบ

        เจียงลั่วอวี้เห็นดังนั้นก็วางใจ เขายกมือขึ้นลูบไรผมที่ข้างแก้มและถามคำถามขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ “เมื่อวานนี้ข่าวดีของฮุ่ยเฟยทำให้อาสะใภ้อาการดีขึ้น วันนี้เจ้าจะไปเยี่ยมนางเป็นเพื่อนข้าด้วยกันไหม?”

        เมื่อเห็นชายชุดขาวส่ายหน้า เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากไป จึงไม่อยากฝืนใจ เขาก้มลงดื่มชาจนหมดถ้วยและเงยหน้าขึ้นมองต้นสาลี่ที่เต็มไปด้วยดอกบานสะพรั่ง แล้วเขาก็เอ่ยขึ้น

        “ไม่ไปก็ดี ช่วยดูแลสวนมรกตให้ข้าด้วย อีกสักพักมู่ซื่อคงให้คนเอาผ้ามาส่ง ลั่วไป๋กับลั่วฉินไม่ต้องแล้ว แต่อย่าลืมว่าครั้งนี้มีส่วนของเจ้าด้วย ไม่ใช่ยกให้ไป๋อี๋เหนียงไปจนหมด  เพราะพวกเขาใช้ผ้าคนละลายกับชายสองเพศ”

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้ว่าขากำลังงหมายถึงตน ก็พลันคิดไปถึงปีก่อนที่มู่ซื่อส่งผ้ามาให้หลังปีใหม่ ซุ่ยเยวี่ยนำผ้าของเจียงลั่วอวี้มาให้เขาเลือก แต่เขาดันเอาผ้าทั้งหมดส่งไปให้ไป๋อี๋เหนียง

        “รู้แล้ว”

        “รู้ก็ดีแล้ว” ได้ยินเขารับปาก เจียงลั่วอวี้ก็รู้สึกพอใจ เขายืนขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ตามองไปที่ดอกสาลี่ “อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงงานฤดูใบไม้ผลิของจวน ข้าให้คนไปประกาศข่าวหาคู่ให้ลั่วฉิน คิดว่าคงจะรู้กันทั่วเมืองแล้ว”

        ชายชุดขาวหน้าเปลี่ยนสี กำลังจะลุกขึ้นยืน เจียงลั่วอวี้ก็หันมาหาเขา แววตามองไปที่ยังสวนมรกต คมกริบราวกับมีดดาบที่มีใบมีดสีเงินยวงกำลังถูกชักออกจากฝักที่อยู่ในความมืด

        “เพื่อป้องกันความผิดพลาด ข้าได้บอกกับท่านอาและท่านย่าไว้ก่อนแล้ว และพวกท่านก็เห็นด้วย งานวันนั้นคงจะเต็มไปด้วยลูกดีมีสกุล ข้าต้องหาคนดีๆ มาให้ลั่วฉินให้ได้”

        ไป๋หมิ่นอวี้เงียบไปสักพักแล้วก็มองหน้าเขา “เจ้าไม่กลัวนางจะโทษเจ้าหรือ?”

        “ไม่ว่าข้าจะเลือกใคร จะสูงค่าหรือต่ำศักดิ์ ลูกเมียเอกหรือเมียน้อย นางก็ต้องโทษข้าอยู่วันยังค่ำ ไม่มีอะไรต่างกันหรอก” เจียงลั่วอวี้ราวกับคาดไว้แล้วล่วงหน้า เขายิ้มและพูดต่อ “พี่ชายดุจบิดา ถึงไม่พอใจแล้วนางจะทำอย่างไรได้? ต่อให้โทษข้าแล้วอย่างไร? ข้าไม่สนใจหรอก อย่างเลวร้ายที่สุดก็คงถูกคนด่าทอว่าข้ารังแกน้องสาวต่างมารดา ไม่ถึงกับตาย”

        ใครก็ฟังรู้ว่าเขาได้ตัดสินใจแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้จึงไม่พูดอะไรอีก เขายืนขึ้นและหยิบเสื้อคลุมเนื้อบางค่อยๆ บรรจงคลุมลงบนไหล่ของอีกฝ่าย และก้มหน้าผูกเชือกที่อกให้กระชับ “ถ้าเจ้าว่าดีก็ดีแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขาอยู่ตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นหยิกแก้มเขาเบาๆ “จริงหรือ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ถูกหยิกก็ทำหน้าบูด แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับคำ

        “ทำไมพักนี้ข้าถึงรู้สึกว่า เจ้าพูดเก่งขึ้น… ทุกครั้งที่เจ้าพูด ข้ามีความสุขมากนะ” เมื่อเห็นชายชุดขาวยอมตามใจตนทุกอย่าง เรื่องที่ไม่สบายใจเกี่ยวกับเจียงลั่วฉินก็หายไปจนสิ้น เขาเอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่าย

        “สายมากแล้ว ข้าต้องรีบไปหาเจินซื่อ ถ้าค่ำมืดไปเดี๋ยวนางจะหาเรื่องว่าข้าเอาได้อีก”

        ชายชุดขาวได้ยินดังนั้นก็กะพริบตาสีอำพัน มองดูเขาค่อยๆ จากไป รอยยิ้มเขาจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นบางๆ

        พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน

        ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ภายในจวนก็เต็มไปด้วยความเขียวขจี ดอกหยิงชุนสีเหลืองอ่อนดารดาษไปทั่วพื้น ส่งกลิ่นหอมขจรไปทั่วบริเวณ มู่ซื่อในชุดเสื้อผ้าเต็มยศออกมาพร้อมลูกๆ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ออกมาต้อนรับแขกเหรื่อในฐานะประมุขฝ่ายหญิงของจวน พวกเขาสนทนากันถึงเจินซื่อโดยไม่ได้ตั้งใจ ในบทสนทนาก็แฝงนัยว่าตอนนี้มู่ซื่อคือนายหญิงที่แท้จริงของจวนจวิ้นหวังแต่เพียงผู้เดียว

        แขกส่วนหนึ่งรู้จักคุ้นเคยกับทางจวนเป็นอย่างดี อีกส่วนมาตามเทียบเชิญเนื่องในโอกาสที่เจียงลั่วฉินจะเลือกคู่ ท่าทางของมู่ซื่อที่สง่างามทำให้นึกไปถึงเจินซื่อผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉีกว๋อกง ในขณะที่มู่ซื่อเองก็เป็นน้องสาวแท้ๆของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย มีสถานะสูงส่งเช่นเดียวกัน

        เมื่อก่อนเจินซื่อยังไม่ป่วยและมีลูกชายคนโต ทำให้นางมีภาษีกว่ามู่ซื่อ แต่ลูกชายนางกลับกลายไปเป็นคนสองเพศเสียเฉยๆ ซ้ำยังแต่งไปกับตัวประกันที่ไม่มีอำนาจ แม้ว่าในวังฮุ่ยเฟยจะเปี่ยมด้วยบารมี แต่หากผลัดแผ่นดินเมื่อไร ก็ไม่รู้ว่านางจะมีจุดจบเช่นไรเหมือนกัน

        อีกอย่างฮุ่ยเฟยเองก็ช่วยอะไรแม่ตนเองไม่ได้มากนัก เพราะแม้แต่ลูกในท้องก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอย่างปลอดภัยภายใต้สายตาของสนมกำนัลนางอื่นหรือไม่ หากเป็นหญิงก็แล้วไป แต่หากเป็นชาย ก็เท่ากับมีสายเลือดของฉีกว๋อกงที่สนับสนุนรัชทายาท ถึงเวลานั้นรัชทายาทและฮองเฮาก็คงระแวงเป็นแน่

        หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้ฮุ่ยเฟยจะเป็นที่โปรดปราน แต่หากวันหนึ่งพระชายาในรัชทายาทขึ้นเป็นฮองเฮา เทียบจากประสบการณ์ในวังแล้ว ฮุ่ยเฟยจะเป็นอย่างไรต่อก็ยากที่จะคาดเดา

        ดังนั้น ตำแหน่งนายหญิงของจวนจวิ้นหวัง ก็คงไม่พ้นผู้ที่เป็นมารดาของบุตรชายคนโตอย่างมู่ซื่อแน่นอน

        บรรดาแขกเหรื่อที่มาก็รู้ดีเช่นกัน พวกเขาจะประจบเอาใจมู่ซื่อและทยอยพากันเดินเข้าจวนไป ทันใดนั้นก็ปรากฏเสียงคนตะโกนขึ้น

        “หวงหนานจื่อกับพระชายามาถึงแล้ว! “

        ทันทีที่ได้ยินเสียง มู่ซื่อก็หยุดฝีเท้าและหันกลับไปมองด้วยสีหน้าย่ำแย่ ด้านหน้ามีคนสองคนพร้อมบริเวณกับเดินใกล้เข้ามา เจียงปิงที่กำลังประคองมู่ซื่อผู้เป็นแม่ก็เกิดอาการตัวสั่น แววตาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

        “ท่านแม่ พวกเขามาได้อย่างไร?” เจียงปิงพูดพลางจับมือมารดาตน แววตาเขาลนลานเมื่อเห็นสองคนนั้นใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ “งานวันนี้ไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้พวกเขานะ…”

        มู่ซื่อก็ไม่คิดว่าเขาสองคนจะมางานวันนี้ นางหน้าเสีย แต่ก็พยายามคุมสติไว้ “พูดอะไรออกมา! หนานหวงจื่อเป็นโอรสของต้าจิน พระชายาของเขาก็เป็นบุตรของท่านพ่อเจ้า ทำไมพวกเขาจะมางานวันนี้ไม่ได้?”

        นางพยายามส่งสัญญาณบางอย่างด้วยการบีบมือลูกชายและถลึงตาบอกว่า “เด็กคนนี้นี่ ยังไม่รีบไปเชิญท่านอ๋องมาอีก อย่าเสียมารยาทกับแขกสิ!”

        เจียงปิงได้ยินดังนั้นก็เข้าใจว่าแม่ของตนต้องการให้ไปเชิญเจียงสยงมาช่วยแก้สถานการณ์ เขาจึงขานรับ “ขอรับ ท่านแม่”

        การปรากฏตัวของเขาทั้งสอง ทำให้บรรดาสาวใช้พากันลนลาน มู่ซื่อพยายามข่มสีหน้ายืดหลังตรงออกไปต้อนรับ ส่วนเจียงปิงก็รีบไปตามเจียงสยงนามคำสั่งมารดา ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ ช่างต่างกันกับที่ศาลาพักร้อนซึ่งดูสงบนิ่ง แม้จะห่างจากกันด้วยประตูกั้นเขตเพียงสองบาน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม