0 Views

        “คนผู้นี้เป็นใคร? ถึงกล้าบังอาจทำเช่นนี้ในบ้านสกุลเจียง!”

        “ดูเหมือนว่าจะเป็นหลูหมินทายาทเสิ่นกว๋อกงที่เพิ่งนำของไหว้มา…”

        “เกิดในตระกูลผู้ดี แต่ดูสภาพเขาสิ ทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

        “พ…เพิ่งจะนำของไหว้มาให้…กลางวันแสกๆ ยังทำเรื่องบัดสี ทำไปได้อย่างไรกัน! “

        “คราวหน้าคงต้องห้ามไม่ให้คนพรรค์นี้เข้ามาทำให้สถานที่แปดเปื้อนอีกเป็นอันขาด! “

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ถอนหายใจและเริ่มกลับมายิ้มได้อีกครั้ง ดวงตาสะท้อนกลีบดอกเหมยแดงสด แม้แต่ผิวที่ขาวผ่องก็ดูราวกับสะท้อนสีอันสดใสออกมาได้ ใครเห็นเป็นต้องอยากใกล้ชิดแน่

        “คุณชายหลูเองหรือ เขาเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ สมควรโดนลงโทษแล้ว”

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด เสียงฝีเท้าก็พากันเดินออกไปจากที่นั่น เจียงลั่วอวี้กัพริบตาราวผีเสื้อขยับปีก เขามองหน้าคนที่อยู่ตรงหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ

        “ได้ยินว่าใกล้กับที่นี่มีทะเลสาบที่งดงามอยู่ด้วย ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาตามหาข้า ส่วนท่านอาคงกำลังปวดหัวกับเรื่องหลูหมินอยู่ ข้าว่าจะไปชมดูเสียหน่อย เจ้าจะไปด้วยกันไหม? ”

        ไป๋หมิ่นอวี้คิดสักพัก ก่อนจะขมวดคิ้วแต่ก็ยอมตามใจ “เอาตามที่เจ้าว่าดีเถอะ”

        “เชื่อฟังขนาดนี้เลย” เจียงลั่วอวี้ยกมือชึ้นไปลูบผมอีกฝ่ายและยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

        หลังเที่ยงพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลง แสงแดดก็เริ่มจาง สาดส่องไปบนผิวน้ำสีฟ้าของทะเลสาบจนเกิดเป็นหมอกบางๆ สีขาว ที่ด้านข้างยังมีฝูงนกน้ำพากันบินโฉบไปมา ส่งเสียงก้องกังวานไปไกล

        เรือลำน้อยค่อยๆ แล่นผ่านไปบนผิวน้ำจนเกิดเป็นคลื่นอ่อนๆ กระจายเป็นวง

        ที่น่าแปลกก็คือ เรือลำนั้นไม่มีคนพาย มีเพียงเงาสีขาวกับสีครามอยู่ภายในเรือ หากไม่เข้าใกล้ก็มองไม่เห็น

        ไม่นานนักก็มีเรือที่เหมือนกันอีกลำแล่นมาเทียบ คนบนเรือลำนั้นวางพายลงและใช้เชือกผูกเรือสองลำเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนจะนั่งลงหยอกล้อกับนกน้ำ

        ชายชุดขาวสังเกตว่ามีเรือเข้ามาใกล้ก็จะลุกขึ้นไปดู แต่ก็ถูกอีกฝ่ายดึงมือไว้ก่อน พร้อมส่งยิ้มบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลอะไรทั้งสิ้น

        ในขณะที่ทั้งคู่กำลังฉุดรั้งกันนั่นเอง ก็พลันมีเสียงอันสดใสดังขึ้นราวกับต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง “เจียงซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้ออกแรงดึงอีกฝ่ายกลับมาที่ข้างตน เขายิ้มอ่อนๆ และตอบเสียงนั้นกลับไปว่า “คารวะองค์ชายแปดพะย่ะค่ะ”

        “ไม่ต้องมากพิธีกับข้าหรอก” เสียงจากเรืออีกลำตอบกลับมาปนน้ำเสียงหัวเราะ “อีกอย่างเมื่อหลายเดือนก่อนข้าเพิ่งจะช่วยเจียงซื่อจื่อไป ในขณะเดียวกันเจียงซื่อจื่อก็ได้ช่วยข้าแก้ปัญหาไปด้วยเช่นกัน”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็นึกถึงหลังจากวันงานชมดอกไม้ในวัง เขาได้สั่งให้คนของหานเจียงเก๋อเอาใจเย่ซวี่ ใครจะรู้ว่าเย่ซวี่ที่ดูไม่มีอำนาจอะไร แต่แท้จริงไม่ว่าจะในวังหรือนอกวังเขากลับมีคนเก่งคอยให้การช่วยเหลืออยู่มากมาย ทำให้สถานะของเจียงลั่วอวี้ถูกเปิดเผย จึงจำต้องตามเย่ซวี่มาพูดคุยกันที่หานเจียงเก๋อเพื่อทำความร่วมมือต่อต้านรัชทายาทที่เป็นศัตรูคนเดียวกัน

        ครั้งก่อนที่พบกัน เจียงลั่วอวี้ช่วยให้เย่ซวี่ได้เปิดเผยเพศสภาพที่แท้จริงเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับตามองจากรัชทายาทและฮองเฮา แลกกับการที่ให้เขาช่วยหาทางกำจัดวงศ์วานว่านเครือของเจินซื่อ เป็นการแสดงความจริงใจที่เขามีให้กับเย่ซวี่

        เจียงลั่วอวี้ยังนึกไปถึงวันที่คุยกันที่หานเจียงเก๋อโดยมีม่านมุกกั้นกลางระหว่างพวกเขา ทั้งคู่พยายามแลกเปลี่ยนข้อตกลงกัน “เรื่องนี้ทำให้องค์ชายแปดได้รับความลำบาก ขอฝ่าบาทอย่าตรัสเช่นนั้นเลย ลั่วอวี้มิบังอาจ”

        “ที่จริงข้าก็นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะใช้แผนการเช่นนั้นเหมือนกัน” เย่ซวี่นั่งอยู่บนเรืออีกลำภายใต้ชุดองค์ลายมังกรสีขาว ด้วยความที่ไม่ต้องแต่งตัวอำพรางเพศอย่างก่อน ทำให้เขาดูสง่างามมากขึ้น เพียงแต่สีหน้ายังดูอึดอัดอยู่บ้าง

        “ดีที่ข้าสังเกตเห็นก่อน นึกเดินตามแผนของเจ้า ถ้าหากตอนนั้นข้าลังเล บางทีคนโชคร้ายอาจต้องกลายเป็นข้าเอง”

        เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าครุ่นคิด ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้ม

        ในชาติก่อนเย่ซวี่ปกปิดเพศที่แท้จริงไว้หลายปี แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้โปรดเขามากเพียงใด แม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่ดูท่าทางที่มั่นใจของเขาแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องไม่ดีกับเขา

        เจียงลั่วอวี้มองไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ด้วยความสงสัย

        เขาไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าไป๋หมิ่นอวี้ที่ดูแปลกไป เพราะมัวแต่คุยกับเย่ซวี่ เพียงแต่รู้สึกว่าเขามักจะยิ้มดูราวกับมีความสุข “ไม่ได้ทูลให้ฝ่าบาททรงทราบก่อน ถือเป็นความผิดของลั่วอวี้”

        “คำพูดเกรงใจพวกนี้ไม่ต้องพูดอีกแล้ว” เขาพูดจบก็ยิ้มขึ้นอีกเช่นเคย “วันนี้มาหาเพราะอยากจะถามว่า ซื่อจื่อจะทำวางแผนอย่างไรต่อไป”

        เจียงลั่วอวี้รีบตอบกลับ “ฝ่าบาททรงพระปรีชาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ลั่วอวี้วางแผน ฝ่าบาทก็น่าจะคิดไว้หมดแล้ว”

        เย่ซวี่หัวเราะในลำคอ เขาเอามือเคาะไปที่เรืออย่างมีความนัย “จำศีลมานาน ถึงเวลาออกมารับแสงอาทิตย์เสียที”

        ฝ่าบาทตรัสถูกแล้วพะย่ะค่ะ” เจียงลั่วอวี้พูดแทรกขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงที่มั่นอกมั่นใจ “แต่ก่อนอื่น ลั่วอวี้มีเรื่องอยากจะทูลขอ”

        “ว่ามา”

        เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าลงหรี่ตาที่ดูเย็นชา เขากำมือแน่นและยิ้มอย่างน่ากลัว “เรากำลังจะช่วยกันกำจัดรัชทายาท เราอยู่ในที่ลับ เขาอยู่ในที่แจ้ง ถ้าฝ่าบาทเชื่อใจลั่วอวี้ ครั้งนี้ขอให้ลั่วอวี้เป็นคนจัดการเองได้ไหมพะย่ะค่ะ?

        คนในเรือถาม “เจ้าคิดจะจัดการกับใคร”

        “ฉีกว๋อกงผู้มีนามว่า เจินฟู่”

        เย่ซวี่ราวกับคิดไว้ก่อนแล้ว เขาเงียบไปสักครู่ก็หัวเราะขึ้น “เริ่มจากเจียงอิ่ง ต่อมาก็เป็นเจินฟู่ ดูท่าเจ้าจะมีความแค้นกับสกุลเจินไม่น้อย มิเช่นนั้นคงไม่ทำถึงขนาดนี้”

        “เจียงลั่วอวี้ยิ้มรับ “ขอทรงวินิจฉัย”

        “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจินฟู่เองก็สนับสนุนเสด็จพี่มานาน รวมถึงเจินสื้อที่มีอำนาจมากขึ้นทุกวัน ข้าคิดว่าแม้แต่เสด็จพ่อเองก็คงเริ่มระแวงเสด็จพี่แล้วเหมือนกัน”

        เย่ซวี่นั่งพิงในเรือ ตามองออกไปนอกม่าน เขาพยายามจินตนาการใบหน้าอันงดงามของอีกฝ่ายว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

        คิดพลางก็เผลอยิ้มตามมา ในใจรู้สึกหวั่นไหว รอยยิ้มที่สดชื่นราวหญ้าอ่อนที่ผุดงอกออกมาจากดินก็ไม่ปาน

        “แต่การจะกำจัดสกุลเจิน จำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบ ข้าจะส่งคนไปช่วยคนของเจ้า ส่วนในวัง หากถึงเวลาสำคัญก็จะมีคนช่วยพูดแทนเจ้า และช่วยปิดบังเรื่องของเจ้าด้วย เจ้าไปจัดการตามที่ต้องการเถอะ”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนสีหน้าออก แต่ไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งข้างๆ กลับขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “เป็นพระกรุณา”

        เจียงลั่วอวี้นึกว่าบทสนทนาจะจบลงแค่นี้ ในขณะที่เขาจะหันตัวไปอีกทาง ก็ได้ยินเสียงเรียก “เจียงซื่อจื่อ”

        “ฝ่าบาท? “

        เย่ซวี่มองต่ำและยิ้มก่อนเอ่ยปาก “ก่อนที่เจ้าจะมาหาข้า ข้าเคยคิดมาตลอดว่าเจ้าจะช่วยองค์ชายสาม”

        “ทำไมฝ่าบาทจึงคิดเช่นนั้น?” เย่ซวี่นั่งฟังเสียงที่ตอบมาจากเรืออีกลำ “หรือเพียงเพราะองค์ชายสามมีคนสนับสนุนมากกว่าฝ่าบาทกระนั้นหรือ? “

        “ไม่เพียงแค่นั้น” เย่ซวี่นึกไปถึงเย่รุ่ยในวันงานชมดอกไม้ และคิดย้อนไปถึงงานเลี้ยงที่จวนจวิ้นหวัง น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสกุลหนิง มิเช่นนั้นเขาคงไม่พูดเพียงแค่นี้ “มีแต่เจ้าที่ไม่รู้กระมัง ว่าพี่สามมองเจ้าต่างจากคนอื่น”

        “อ้อ?” เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วขึ้น แต่น้ำเสียงยังคงเป็นปกติ “ถึงเป็นเช่นนั้น แล้วจะอย่างไรเล่า? “

        เย่ซวี่หัวเราะในลำคอราวกำลังครุ่นคิด “คำตอบเจ้านี่ช่างต่างจากคนอื่นเสียจริง”

        “ฝ่าบาทตรัสเกินไปแล้ว”

        “เกินไปหรือไม่ ในใจเจ้ารู้ดี” เย่ซวี่พูดจบก็พูดหยอกต่ออีกว่า “เมื่อครู่พอได้ยินว่าเจ้าจะลงมือกับเจินฟู่ ข้าก็นึกไปถึงฮุ่ยเฟยที่กำลังเป็นที่โปรดปราน…ดูเหมือนว่าครั้งนั้นนางจะไปวัดฮู่กว๋อกับเจ้า และมาเจอกับฝ่าบาทเข้าจึงได้พานางเข้าวัง”

        เจียงลั่วอวี้ตัวเย็นวาบทันทีที่ได้ยิน เขารู้ว่าเย่ซวี่กำลังลองใจตนอยู่ องค์ชายแปดผู้นี้หูตามากมาย เขาปลอมตัวเป็นคนสองเพศมาได้นมนาน ซ้ำยังสามารถสร้างกำลังคนสนับสนุนตนอย่างลับๆ ไว้อีก เขาจึงตอบไปอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไร?”

        การตอบของเจียงลั่วอวี้ทำให้เย่ซวี่รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังระวังตัว แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้วก็ต้องยืนหยัดคำพูดตนเอง “เจียงซื่อจื่อรู้อยู่แก่ใจก็พอ”

        ทั้งคู่จบบทสนทนาเพียงเท่านี้ เพราะบรรยากาศไม่ชวนให้น่าคุยกันอีกต่อไป เพียงครู่เดียวเรือสองลำก็แยกจากกัน ลำหนึ่งลอยหายไปในหมอก ส่วนอีกลำยังคงอยู่กับที่ มีบ้างที่เรือหมุนไปมาจนเกิดเป็นวงคลื่นบนพื้นน้ำ

        เจียงลั่วอวี้รู้สึกล้าจึงหลับตาเอนตัวลง คนข้างๆ เขาเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้ เขายิ้มขึ้นแม้ว่าจะยังไม่ค่อยรู้สึกสบายใจเท่าไร แต่ก็ยอมนอนลงบนตักของชายอีกคน

        เมื่อเห็นเจียงลั่วอวี้นอนลงบนตักตน ไป๋หมิ่นอวี้ก็มีสีหน้ากลับเป็นปกติ ดวงตาสีอำพันดูเลือนราง เจียงลั่วอวี้ลืมตาขึ้นมาเห็นเข้าจึงพูดหยอก “มองหน้าข้าทำไมกัน”

        “ถ้าจะให้พูด ก็คงต้องบอกว่าอึดอัด” พูดจบเขาก็ก้มหน้าลง เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจและยกมือขึ้นลูบแก้มอันเย็นเฉียบของเขา พูดทีเล่นทีจริงขึ้นว่า “ระวังจะจุกอกตาย”

        ถึงแม้ว่าจะถูกพูดเช่นนี้ แต่ไป๋หมิ่นอวี้ก็ยังคงเงียบ เขากะพริบตาและจ้องไปที่หน้าด้านข้างของอีกฝ่าย “จะทำอย่างไร?”

        เจียงลั่วอวี้มึนงงเล็กน้อยกับคำถาม เพราะเขาเองก็ง่วงอยู่เป็นทุนเดิม จึงถามซ้ำ “อะไรนะ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นท่าทีเขาก็พูดขึ้นอีกรอบด้วยความอดทน “เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”

        เจียงลั่วอวี้กรอกตาไปมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจคำถาม ในหัวเขาคิดไปถึงเรื่องที่นอกสวนดอกเหมย จากนั้นก็คิดถึงเรื่องที่จวนสกุลหนิง รอยยิ้มที่อบอุ่นปรากฏขึ้น “เรื่องพวกนี้…เจ้าก็อยากรู้กับเขาด้วยหรือ?”

        ชายชุดขาวเงียบไป

        ในขณะที่เขาเงียบงัน ใบหน้าอันงดงามไม่แสดงสีหน้า แต่ดวงตากลับเฉิดฉาย

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ในขณะที่เจียงลั่วอวี้กำลังจะหลับลงอีกครั้งก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้น “เลือกคู่?”

        “ฉลาดแบบนี้ยังจะมาถามข้าอีก เจ้าก็เดาออกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” เจียงลั่วอวี้ลืมตาขึ้นมองทิวทัศน์และยิ้มขึ้น “แม้ว่าจะเป็นที่เล็กๆ แต่ทิวทัศน์งดงามนัก ใครมาเห็นก็คงต้องชอบใจกันทุกคน

        “ออกไปกันเถอะ เราไปนั่งบนกาบเรือกินลมเล่นกันดีกว่า”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นว่าเขาพูดจบก็มองตาตน เขารู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้ทำตาม เพราะหากไม่ทำตามก็คงจะหาเรื่องมาแกล้งเขาจนได้ ว่าแล้วก็อุ้มคนบนตักออกไปจากหลังคาเรือ

        เจียงลั่วอวี้ถูกอุ้มมานั่งอยู่ตักที่บนกาบเรือ ลมเย็นทำให้เขาสดชื่นจนตื่นขึ้นมาชั่วขณะ แต่แล้วความอบอุ่นของอ้อมกอดอีกฝ่ายก็ทำให้ตาเขาปิดลงอีกครั้ง

        เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาเข้าใจว่าเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นาน เมื่อเขาพลิกตัวดูหมอกบนทะเลสาบก็รู้สึกถึงความผิดปกติจนถึงกับเบิกตาโพลง

        “หมิ่นอวี้?” เขาตกใจตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกที่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ “ข้ามาหลับอยู่ที่นี่จนได้ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

        ชายชุดขาวยังคงกอดเขาไว้ในท่าเดิม ผมดำขลับเต็มไปด้วยน้ำค้าง หน้าเย็นราวน้ำแข็ง มีเพียงดวงตาสีอำพันที่ยังอบอุ่นเช่นเดิม ยังไม่ถึงยามสาม”

        “ดึกขนาดนี้แล้วหรือ!” ตอนนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว เจียงลั่วอวี้หันหน้าไปมองคนข้างๆ ที่ยังคงหน้านิ่งดูไม่เดือดร้อนอะไรกับเขาด้วยเลย

        “เห็นข้าหลับไปนานเกินทำไมถึงไม่ปลุกข้า มัวแต่ชมวิวอยู่คนเดียว ถ้าท่านอาออกตามหาข้าไม่เจอ กลับไปข้าตายแน่ๆ”

        ชายชุดขาวส่ายหัวด้วยความมั่นใจ “ไม่หรอก”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็เบาใจ เขาบิดขี้เกียจทำตัวราวกับไม่มีกระดูกกลิ้งไปมาบนตักของอีกฝ่าย “พูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้าวางแผนไว้ก่อนแล้วใช่ไหม?”

        ชายชุดขาวพยักหน้ายอมรับ เขาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหยิบเอาแท่งหยกสีเขียวขึ้นมาส่งให้คนบนตัก

        “แท่งส่งสัญญาณ?” เจียงลั่วอวี่มองดูแท่งหยกสีเขียวใสก็รู้ว่าเป็นแท่งสำหรับส่งพลุสัญญาณ เขากะพริบตาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “ให้ข้าจุดหรือ? “

        เขาไม่รอคำตอบก็เอื้อมมือไปดึงเชือกที่ซ่อนอยู่ เส้นสีแดงปรากฏขึ้นบนแท่งนั้นและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำ

        “ฟิ้ว…”

        ทันใดนั้นเอง ที่ด้านนอกทะเลสาบก็ปรากฏเส้นสีเหลืองพุ่งขึ้นบนฟ้าเช่นกัน สักพักก็กระจายออกเป็นดอกไม้ไฟเต็มไปหมด มันงดงามจนไม่อาจจะละสายตาได้

        “ปัง…”

        “พลุสวยจัง” เจียงลั่วอวี้นอนบนตักชมพลุที่ดวงตาที่เบิกบานและรอยยิ้มที่สดใส “วันนี้วันอะไร เดาถูกว่าข้าจะมาที่นี่ แล้วยังเตรียมสิ่งนี้ไว้เป็นของขวัญให้ข้าอีก”

        ชายชุดขาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ ก้มลงประทับรอยจูบลงที่หน้าผากของเจียงลั่วอวี้ด้วยแววตาที่สุดสายจะอ่อนโยน

        “วันนี้เป็นวันเกิดเจ้า”

        คำคำนี้ดังก้องในหูเขาราวกับเสียงพลุ เขารู้สึกว่ารอยจูบไม่ได้ประทับลงที่หน้าผาก แต่เป็นที่หัวใจ ทำให้เขาร้อนเร่าจนอยากจะเอ่ยปากออกมา ตอนนี้แม้แต่เสียงเขาก็ยังสั่นเครือ “ซุ่ยเยวี่ยแอบบอกเจ้า?”

        เขาไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ รีบพูดต่อราวกับกลัวจะไม่ได้พูด “หรือไม่จะเป็นเหมียนซิง? ไม่สิ…เขาไม่รู้เรื่องนี้ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร? ต้องเป็นซุ่ยเยวี่ยแน่ๆ ที่บอกเจ้า…”

        “ตั้งแต่แรก” ครั้งนี้เขาไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ ไป๋หมิ่นอวี้ชิงพูดขึ้นและยกมือขึ้นจับแก้มอันอบอุ่นของอีกฝ่าย ในดวงตาสะท้อนเงาของพลุบนฟ้า “ตอนที่ข้าได้เจอกับเจ้าบนรถม้า ได้ยินเจ้าพูด ข้าก็รู้แล้ว”

        “ลั่วอวี้ ที่บนเขานั่น มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเจอกัน”

        เขาพูดพลางควานหามือคนที่นอนบนตักขึ้นสอดประสานนิ้วทั้งสิบเข้าหากัน

        ไป๋หมิ่นอวี้ทำราวกับกำลังรวบรวมเอาความกล้าทั้งหมดของชีวิตที่ผ่านมา รวมเข้ากับความอบอุ่นอีกครึ่งชีวิตที่เหลือที่พร้อมจะมอบให้มาเอ่ยเป็นคำพูด

        “ข้ารู้จักเจ้ามาสิบปีเต็มแล้ว”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม