0 Views

        เหมียนซิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มรับ เขาเห็นไป๋หมิ่นอวี้ที่อยู่ข้างๆ ก็พลอยยิ้มไปด้วย ดวงตาสีอำพันจ้องอยู่ที่นายน้อยของเขาไม่วางตา เห็นดังนั้นเขาก็ยื่นมือไปรับอั่งเปาและพูดขึ้น

        “ดูซื่อจื่อพูดเข้า ข้าน้อยมิบังอาจ ที่ท่านกลัวน่าเป็นซุ่ยเยวี่ยมากกว่า! “

        พอพูดจบ ซุ่ยเยวี่ยที่ยืนอยู่ไกลได้ยินเข้าก็รีบยกกระโปรงเดินมาหา นางบ่นอุบอิบ “เหมียนซิง เมื่อครู่ข้ารับอั่งเปาก็ไม่ได้ว่าอะไรเจ้า ทำไมอยู่ๆ เจ้าถึงมาว่าข้าได้?”

        เหมียนซิงรู้แต่แรกว่านางต้องไม่ยอมแน่ จึงแกล้งทำเป็นถอยหลังและทำหน้าน่าสงสาร “ซื่อจื่อ ท่านดูสิ ข้าน้อยพูดผิดที่ไหน”

        “เจ้าสองคนนี่พอกัน รับของข้าไปแล้วก็เลิกพูดได้แล้ว” เจียงลั่วอวี้อมยิ้มที่เห็นพวกเขาหยอกล้อกัน เขาบีบมืออีกคนไว้แน่นขึ้น “ซุ่ยเยวี่ย จัดข้าวของให้เรียบร้อย ไปดูในห้องครัวว่ามีขนมอะไรเพิ่งทำเสร็จบ้างไหม ยกไปให้ข้าที่ห้องด้วย”

        ทั้งสองเข้าห้องไป หลังจากกินขนมแล้วก็นั่งดื่มชาที่ตั่ง ซุ่ยเยวี่ยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “ซื่อจื่อเจ้าคะ คุณชายกับคุณหนูมาแล้วเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้ปรายตามอง วางถ้วยชาลงและยิ้ม “เชิญเข้ามา”

        ซุ่ยเยวี่ยยิ้มรับและหลีกทางให้ทั้งสองคนเข้ามาแสดงความเคารพ “ลั่วไป๋และลั่วฉินคารวะท่านพี่ ขอให้ท่านพี่มีแต่ความสุขตลอดปีตลอดไป”

        “ดูพวกเจ้าสิ ทำไมต้องเกรงใจกันขนาดนี้ด้วย” เจียงลั่วอวี้ลุกขึ้นประคองเจียงลั่วไป๋ที่ใบหน้ายิ้มแย้ม และมองไปยังเจียงลั่วฉินที่แสดงท่าทางไม่มองหน้าไม่ใยดีตน “ลุกขึ้นเถอะ…ซุ่ยเยวี่ย”

        ซุ่ยเยวี่ยหยิบอั่งเปาในถาดส่งให้กับเจียงลั่วอวี้ “เจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้ส่งอั่งเปาให้ทั้งสอง เจียงลั่วฉินยังคงไม่มองหน้าเขา จากนั้นพูดขึ้นว่า “หลังปีใหม่ น้องหญิงก็จะถึงวัยที่สมควรออกเรือนและเลือกคู่แล้ว พ้นปีใหม่ไปสักพักก็จะถึงวันชุมนุมแซ่ของตระกูลเรา พี่ยังมีบางเรื่องที่จำเป็นต้องบอกให้รู้”

        เจียงลั่วฉินหน้าเปลี่ยนสี นางถอยหลังและจ้องตาไปที่เขา ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้น “เจียงลั่วอวี้ ข้าไม่แต่ง เจ้าจะมา…”

        “ลั่วฉิน! ทำไมเจ้าพูดกับท่านพี่เช่นนี้!” เจียงลั่วไป๋ที่อยู่ข้างๆ หันไปดุและสั่งสอนนางก่อนที่เจียงลั่วอวี้จะเอ่ยปาก “ท่านพี่หวังดีกับเจ้า แต่ดูท่าทางเจ้าสิ ยังไม่รีบขอโทษท่านพี่อีก!”

        “ข้าไม่ขอโทษ ข้าเพิ่งอายุ 15 ยังเด็กอยู่ ข้าไม่แต่ง!” นางถูกพี่ชายดุก็กลัวจนถอยหลัง นางเหลือบไปเห็นเจียงลั่วอวี้ที่ยังคงยิ้มอ่อนๆ ก็กำหมัดโก่งคอพูดต่อ

        “เขาจะแกล้งข้า ท่านพี่ก็ยังปกป้องเขา นับแต่มาอยู่ที่นี่ อะไรๆ ท่านก็เชื่อเขาหมด ไม่ฟังข้าบ้าง…หรือว่าท่านพี่คิดว่าข้าเป็นคนวางยาเมื่อครั้งก่อน? “

        “ทำไมเจ้าคิดแบบนี้?” เจียงลั่วไป๋ได้ยินก็ส่ายหน้าและขมวดคิ้ว เขาหันหน้าไปหาน้องสาว “ลั่วฉิน เจ้าเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้า ข้าต้องดูแลเจ้า ท่านพี่ก็เป็นพี่ชายของเจ้าเช่นกัน เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายเจ้า เพียงแต่เจ้าถึงวัยอันสมควรแล้ว ถึงได้…”

        ”หยุดพูดได้แล้ว! ” เจียงลั่วฉินถอยหลังจะถึงประตู น้ำตาเริ่มคลอ เสียงสั่นเทา “ท่านพี่เปลี่ยนไป…ท่านคิดว่าข้าทำตัวไร้ประโยชน์ช่วยอะไรท่านไม่ได้ ถึงได้ไม่ดีกับข้าแล้วใช่ไหม? ตอนนี้แม้แต่ท่านก็พูดแบบนี้ ข้ารู้ว่าท่านไม่อยากปกป้องข้าแล้ว ข้ากลับไปรอทำตามคำสั่งพวกท่านก็ได้!”

        พูดจบนางก็วิ่งออกไปทางประตูโดยไม่รอให้ทั้งสองคนโต้ตอบ

        “ลั่วฉิน!” เจียงลั่วไป๋ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาหน้าถอดสีและกำลังจะวิ่งตามไป แต่เจียงลั่วอวี้ยื่นมือมาจับข้อมือเขาเอาไว้ “ท่านพี่ แต่ว่า…”

        “ไม่เป็นอะไรหรอก ให้นางอยู่คนเดียวสักพักเถอะ” เจียงลั่วอวี้ยังคงยิ้มเข่นเดิม ราวกับว่าคำพูดนางไม่ได้เข้าหูเขา “อีกหน่อยนางต้องเจออะไรด้วยตนเองอีกมาก เจ้าปกป้องนางไม่ได้ตลอดหรอก ให้นางระบายออกมาก็ดีเหมือนกัน”

        เจียวลั่วไป๋ถูกพี่ชายลากมาที่ข้างโต๊ะ จากนั้นก็โบกมือให้สาวใช้ “พวกเจ้าออกไปก่อน”

        ซุ่ยเยวี่ยพาบ่าวไพร่ออกไปจากที่นั่น เจียงลั่วไป๋อุทานขึ้นเบาๆ “ท่านพี่?”

        “ครั้งก่อนที่เข้าวัง ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า แต่ว่ามีเหตุให้เลื่อนมาจนถึงตอนนี้” เจียงลั่วอวี้ลากให้เขานั่งลงและส่งถ้วยชาให้ จากนั้นหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อวางลงข้างถ้วยชา “ของสิ่งนี้ ฝากไว้ที่เจ้าก่อน”

        เจียงลั่วไป๋หยิบถุงผ้าบนโต๊ะขึ้นมาดู

        เขาถึงกับเหงื่อตกและลุกขึ้นยืน แววตาสงสัยมองไปที่พี่ชายที่ยังคงนิ่งสงบ พูดตะกุกตะกัก “ท่านพี่ นี่มัน!”

        “ดูท่าทางเจ้าสิ ตื่นเต้นอะไร?” เจียงลั่วอวี้เขย่าถ้วยชา มือที่ขาวผุดหยิบฝาถ้วยกระเบื้องขาวราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน เขาเห็นท่าทางของน้องชายก็รู้สึกผิดหวังในใจ แค่ไม่พูดออกมา “นั่งลง ฟังข้าพูดให้จบ”

        เจียงลั่วไป๋เห็นพี่ชายที่ยังคงนิ่งสงบก็เริ่มมีสติคืนมา เขากำของสิ่งนั้นไว้แน่นและค่อยๆ นั่งลง “…ขอรับ”

        ชั่วเวลาธูปครึ่งดอกผ่านไป เจียงลั่วอวี้มองน้องชายเดินออกไปจากห้อง นิ้วมือเรียวยาวลากไปบนหน้าต่างที่ฉลุลายดอกโบตั๋นและกล้วยไม้ ดวงตาเขาเย็นยะเยือก สักพักก็หันกลับมามองคนที่นั่งบนตั่งแต่ต้นจนจบโดยไม่เงยหน้าดูเขาสองคนคุยกันเลย

        “ไม่ถามอะไรหรือ? “

        คนบนตั่งที่ผมยาวประบ่ายังคงก้มหน้า เขาตอบเพียงว่า “ข้าเชื่อเจ้า”

        “หมิ่นอวี้” เมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจสั่น อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมา เขาเดินไปที่ข้างตั่ง “เงยหน้าขึ้น”

        ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเขาตอนนี้เกือบจะไม่มีรอยแผลอีกแล้ว ทำให้ใบหน้างดงามปานรูปวาดและดวงตาสีอำพันยิ่งงดงามขึ้นอีก

        เจียงลั่วอวี้เงียบไปชั่วครู่ เขาก้มลงไปจูบที่รอยแผลตรงหน้าผาก “นับแต่วันที่เจอเจ้าที่เขา ข้าไม่เคยคิดเลยว่า…วันหนึ่งเจ้าจะยอมให้ข้าเห็นใบหน้าที่แท้จริง”

        ไป๋หมิ่นอวี้วางหนังสือลง เขายกมือขึ้นลูบไรผมอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล

        เจียงลั่วอวี้จับมือเขาไว้และยิ้มมุมปาก “รอให้แผลหายดีแล้วยิ้มบ่อยๆ นะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้หลบตาเขาและอมยิ้มด้วยใบหน้าอันงดงามเปล่งประกายจนยากที่คนจะละสายตาได้

        “อืม”

        เข้าวันปีใหม่ ผู้อาวุโสสูงสุดในสกุลเจียงทำพิธีเซ่นไหว้ ณ ศาลบรรพชน เจียงลั่วอวี้ผู้เป็นทายาทคนโตที่เกิดจากเอกภรรยายืนอยู่หน้าสุด ส่วนเจียงสยงที่มีสถานะสูงส่งยืนอยู่ข้างเขา มีเพียงเขาสองคนที่สิทธิ์เข้าไปจุดธูปในศาลบรรพชนได้ ส่วนภรรยาเอก ลูกชายจากภรรยาเอกและลูกสาวจากภรรยาเอกที่ยังไม่ออกเรือนต้องคารวะอยู่ด้านนอกตัวศาล

        ส่วนลูกชายหญิงจากอนุภรรยาและทายาทสายอื่นๆ ทำการคารวะอยู่ในบริเวณตัวอาคาร

        สำหรับลูกๆ ที่ออกเรือนไปแล้ว รวมถึงบรรดาอนุภรรยาทุกชั้นไม่มีสิทธิ์เข้ามาในเขตศาลบรรพชน ไม่มีสิทธิ์เซ่นไหว้ ต้องรออยู่ภายนอกสถานเดียว

        พิธีสักการะใช้เวลาสองชั่วยามเต็มๆ เจียงลั่วอวี้คุกเข่าจนขาเริ่มชาจึงได้ยินผู้อาวุโสของตระกูลประกาศเสร็จพิธี เขายืนขึ้นและประคองเจียงสยงให้ยืนขึ้น แล้วจึงเดินตามเจียงสยงออกจากศาลบรรพชน

        ทุกปีการสักการะบรรพชนสกุลเจียงจะถูกจัดขึ้น ไม่ว่าทายาทสายตรงหรือทายาทสายอื่นๆ จะต้องมารวมตัวกันที่เมืองหลวงที่บ้านเดิมของเจียงหลุนก่อนได้รับพระราชทานตำแหน่งอ๋อง หลังจากเสร็จพิธีก็จะมีการเลี้ยงโต๊ะสังสรรค์กัน หากอยู่ใกล้ก็กลับได้ทันที แต่ถ้าอยู่ไกลก็อาจจะพักก่อนสองสามวันหรือนานสุดก็หลังจากเทศกาลหยวนเซียว*

        เจียงลั่วอวี้เดินตามหลังเจียงสยง เขาได้ยินเสียงผู้อาวุโสดังขึ้นก็หยุดฝีเท้า แววตาดูสับสนก่อนที่จะเดินต่อไป

        หลังเสร็จพิธี งานเลี้ยงก็ตามมา

        ทุกคนต่างเหนื่อยกันแต่เช้า แต่ไม่มีใครกล้าพูด ในที่สุดเวลาอาหารเที่ยงก็มาถึง เมื่อทุกคนนั่งประจำที่ก็ไม่ทีใครคุยกัน มีเพียงเสียงตะเกียบจานชามที่กระทบกันจนเกิดเสียงขึ้น

        เจียงลั่วอวี้นั่งอยู่ในตำแหน่งรองจากเจียงสยง เขากำลังหยิบชาขึ้นเดิมก็เห็นบ่าวผู้ชายวิ่งเข้ามารายงาน “เรียนนายท่าน คุณชายใหญ่ของเสิ่นกว๋อกงเป็นตัวแทนท่านแม่นำของไหว้มาให้ขอรับ”

         —————————————————————————————————————

        หมายเหตุ* : หยวนเซียวคือเทศกาลโคมไฟ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม