0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่นั่งตกตะลึงกับการบอกเล่าของอีกฝ่าย กำลังจะเอ่ยปาก คนที่หน้าต่างก็หันหน้ามา ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาอยู่ในความมืด อีกซีกอยู่ในความสว่าง ทำให้เห็นได้ไม่ชัดนัก

        “น่าขันใช่ไหม?” รอยยิ้มเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากความดีใจ แต่กลับดูเลื่อนลอยด้วยซ้ำ “ข้าคิดว่าข้าเก่ง ข้าทำได้ทุกอย่าง ที่ไหนได้…ปกป้องใครก็ไม่ได้เลย”

        คนบนเตียงได้แต่มองเขา ไม่พูดไม่จาอะไร

        จนกระทั่งลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พัดเอาผมของคนที่ยืนอยู่ปลิวไสว เขาจึงเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างและพูดขึ้นมา

        “เจ้าหายดีแล้วนะ”

        พูดจบเขาก็พูดซ้ำอีกครั้ง

        “หายดีแล้ว”

        “ประมาณ 5-6 ขวบ น่าจะประมาณฤดูร้อน” ไป๋หมิ่นอวี้หัวเราะในลำคอ แต่เสียงพูดของเขากลับไม่มีแม้แต่เสียงหัวเราะปะปน ฟังดูเย็นยะเยือกยิ่งนัก “ฤดูร้อนปีนั้น แม่ของข้าจุดไฟเผาบ้าน นางคุกเข่าที่หน้าข้า นางยิ้มเหมือนปกติ จากนั้นก็ใช้ปิ่นเงินค่อยๆ กรีดลงบนหน้าของข้า”

        คนที่ริมหน้าต่างได้ยินดังนั้นก็สะดุ้ง กำลังจะหันไปมองคนบนเตียงในมุมมืด คนคนนั้นก็พูดต่อ

        “ข้าเจ็บมาก เลือดไหลลงมาเต็มเสื้อผ้าไปหมด แต่ข้าไม่ขยับเลยแม้แต่นิด เอาแต่จ้องหน้าท่านแม่จนกระทั่งเขากรีดหน้าข้าเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเขาก็ร่ายรำด้วยผ้าสีขาว หน้าตายังคงยิ้ม แล้วก็ยกจอกเหล้าในมือขึ้นดื่มจนหมด จากนั้นก็ล้มลงไปพร้อมกับเสาบ้าน”

        ต่อมาข้าก็ถูกพาตัวออกไป” ชายชุดขาวยังคงเล่าต่อไปโดยไม่สนใจว่าจะมีใครโต้ตอบหรือไม่ เขายังคงเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ “ข้าไม่รู้ว่าใครตามล่าข้า และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม ข้าหนีข้ามชายแดนต้าจินมายังต้าหลง หนีมาในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก”

        เจียงลั่วอวี้หลับตาถอนหายใจยาว เขายิ้มและเดินเข้าไปหาคนบนเตียง ยื่นมืออันอบอุ่นจะไปจับมือที่วางอยู่บนผ้าห่ม แต่ชายชุดขาวกลับยกมือขึ้นรั้งชายแขนเสื้อเขาไว้

        “เจ้ารู้ไหม?” ใบหน้าที่มีรอยแผลเงยขึ้นภายใต้แสงสลัว ดวงตาสีอำพันที่ดูมืดมน แต่ริมฝีปากกลับยิ้มอย่างอ่อนโยนที่ใครเห็นเป็นต้องตัวสั่น “จริงๆ แล้วแผลบนหน้าข้าหายดีตั้งแต่ 7 ขวบแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก เขารู้สึกเจ็บแทน จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่าย ย่อตัวลงกอดเขาไว้ในอ้อมอก เขาลูบผมที่ดำขลับและเย็นเฉียบ ฟังคนในอ้อมอกพูดขึ้น “แต่ข้าไม่กล้ามองใบหน้านั้น”

        “หมิ่นอวี้ เจ้าเหนื่อยมากแล้ว” เจียงลั่วอวี้ก้มหน้ามองเขาและพูดช้าๆ “เจ้าควรจะนอนพัก เลิกคิดเรื่องพวกนี้เถอะ

        คนในอ้อมอกเขาดึงมือออกจากมืออีกฝ่าย ยกนิ้วขึ้นจิ้มที่หน้าตนเองราวกับจะแทงทะลุเข้าไป “พอข้าเห็นหน้าที่ไร้รอยแผล ข้าก็รู้สึกว่าข้าเป็นคนที่สมควรตายนานแล้ว หลังจากนั้นก็หยิบเอาปิ่นมากรีดหน้าโดยไม่รู้ตัว เหมือนอย่างที่ท่านแม่เคยทำ…”

        “ไม่ต้องนึกถึงมันแล้ว เจ้าเหนื่อยแล้ว นอนเถอะ” เจียงลั่วอวี้มองด้วยสายตาอ่อนโยนและเจ็บปวด เขากอดคนในอกไว้แน่นและกระซิบเบาๆ “ได้ยินไหม? “

        “เจ้าไม่ควรจะโทษตัวเอง” ไป๋หมิ่นอวี้ราวกับไม่ได้ยินที่อีกฝ่ายพูด เขายังคงจมอยู่กับอดีตตนเอง มือของเขากอดรัดไว้แน่น ดวงตาเลือนรางพร้อมรอยยิ้มที่ไม่น่าชมยังคงพูดต่อ “ข้ามันเป็นตัวซวย ควรจะตายไปพร้อมกับบ้านหลังนั้น หรือไม่ก็ถูกฆ่าตายไปตั้งแต่ที่ถูกไล่ล่า หรือไม่อย่างนั้นก็น่าจะยอมให้พวกบ่าวไพร่ฆ่าให้ตายตั้งแต่ก่อนเจ้ามา เจ้าจะได้ไม่ต้องมาช่วยข้า…”

        “ข้าจะช่วยเจ้า” เจียงลั่วอวี้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เขาคลายอ้อมกอดและยกมืออันอบอุ่นขึ้นลูบแก้มที่เย็นเฉียบ จากนั้นก้มหน้าให้หน้าผากชนกัน กลั้นน้ำตาพูดเบาๆ ว่า “ไม่ว่าเจ้าจะมีสภาพอย่างไร ไม่ว่าจะเจอเจ้าตอนไหน ข้าก็จะช่วยเจ้า”

        เขายิ้มให้ดวงตาสีอำพัน ไม่รอให้อีกฝ่ายมีโอกาสพูด “เจ้าเลิกคิด ข้าเลิกถาม เราแลกเปลี่ยนกันแบบนี้ ดีไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้มองตาดำขลับของอีกฝ่าย เขาหลับตาลงแล้วรอบยิ้มก็จางหายไป ตัวเขาหมดแรงลื่นหลุดจากอ้อมกอด เจียงลั่วอวี้รีบประคองเขานอนราบลงบนเตียง ส่วนตัวเองนั่งพิงข้างเตียง ยกมือขึ้นลูบผมที่สบายอยู่บนหมอน

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด พระอาทิตย์ก็มาอยู่ทางตะวันตก ฟ้าเริ่มมืดลง คนที่นั่งข้างเตียงมองดูชายชุดขาวนอนหายใจเป็นปกติและค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองตนเองที่กำลังยิ้มให้

        “หมิ่นอวี้”

        เขาทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง เจียงลั่วอวี้ก็รู้สึกตัวว่าตนถูกเรียก เขาห่มผ้าห่มให้และขานรับ “อืม?”

        ชายชุดขาวพยายามขยับตัว สีหน้ายังคงนิ่งราวกับไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไรดี “เจ้าอยากเห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้าไหม?”

        “ถ้าเจ้าไม่อยาก ข้าก็จะทำเป็นไม่รู้” เจียงลั่วอวี้เงียบไป เขายกนิ้วขึ้นลากไปตามรอยแผลบนหน้า เขาคิดไปถึงเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก อยู่ๆ เขาก็รู้สึกสว่างขึ้นในใจ น้ำเสียงเขาอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม

        “สำหรับข้าแล้ว หากว่าตอนเราเจอกัน แล้วเจ้าหน้าตาดีกว่าข้า บางทีข้าอาจจะลังเลก็ได้ว่าควรจะช่วยหรือไม่ช่วยเจ้าดี”

        พูดจบเขาก็ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากคนบนเตียง ดวงตาอันอบอุ่น น้ำเสียงอันหนักแน่นดังขึ้นต่อ “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าก็คือไป๋หมิ่นอวี้”

        “ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกว่าการจูบครั้งนี้ทำให้เขาหลุดพ้นจากความอึดอัดใจ เขากลับมามีสีหน้าและแววตาเป็นปกติดั่งเคย เพียงแต่สิ่งที่หายไปจนสิ้นก็คือรอยยิ้ม

        “ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงลำบากใจ” ไป๋หมิ่นอวี้พูดด้วยเสียงแหบพร่า เขายื่นมือออกจากผ้าห่มมาจับมืออีกฝ่ายและจ้องตา แววตาเขาสดใสราวกับถูกปลดปล่อย “แต่ตอนนี้ ตอนนี้…ข้าอยากให้เจ้าเห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้า ใบหน้าที่แม้แต่ข้าก็ไม่เคยเห็น…”

        ครั้งนี้เจียงลั่วอวี้ไม่รอให้เขาพูดจบเช่นเดิม เขายิ้มและโน้มตัวเอาหน้าผากไปชนกัน เสียงอันอบอุ่นดังขึ้น “อืม”

        หลังจากนั้นไม่กี่วัน วันสิ้นปีก็มาถึง

        เหมียนซิงนั่งยองๆ ถือพัดพัดหม้อต้มยาอยู่ที่ระเบียง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าอันนุ่มนวลมาทางด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นคนชุดสีครามกับคนชุดสีขาวเดินจับมือกันมา เขายิ้มและลุกขึ้นยืน

        เมื่อถึงวันปีใหม่ บรรยากาศในจวนจวิ้นหวังเต็มไปด้วยความรื่นเริง กระดาษและแพรแดงดูจะประดับประดามากกว่างานแต่งงานของเจียงอิ่งเสียอีก บรรดาเจ้านาย รวมถึงเจินซื่อที่นอนป่วยบนเตียงก็ใส่เสื้อผ้าสีสดใส เว้นเพียงแต่เจียงลั่วอวี้ที่ยังไว้ทุกข์กับไป๋หมิ่นอวี้ที่เพิ่งหายป่วยและไม่ค่อยไปไหนนอกจากสวนมรกตที่ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน

        ด้านหลังทั้งสองมีซุ่ยเยวี่ยกำลังถือสิ่งของเดินตามมา นางวางของลงและสั่งงานกับสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ด้วยหน้าตาที่สดใส

        ทั้งสองคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เหมียนซิงหรี่ตามองก็พบว่ารอยแผลบนใบหน้าของไป๋หมิ่นอวี้ค่อยๆ จางลงไปจนเผยให้เห็นใบหน้าอันงดงาม เขาแสดงความเคารพนายน้อยที่เดินมาถึง “คารวะซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้ในวันนี้ยังคงใส่ชุดสีคราม แต่เพราะว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ลวดลายบนชุดจึงมากกว่าปกติ ชุดของเขาจะปรากฏลวดลายสีทองเมื่อเคลื่อนไหวหรือกระทบกับแสงอาทิตย์ เมื่อเห็นเหมียนซิงแสงความเคารพ เขาก็ยื่นซองอั่งเปาให้

        “ถึงจะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ สวนมรกตของเราไม่มีอะไรให้ครื้นเครง แต่อะไรที่ควรให้ก็ยังต้องให้ มิเช่นนั้นวันหลังพอถึงปีใหม่อีก พวกเจ้าจะมาหาว่าข้าขี้เหนียว ปีนี้ควรให้แต่ก็ไม่ให้ ข้าไม่อยากถูกพวกเจ้าบ่นเอา”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม