0 Views

        เหมียนซิงเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว สีหน้าและแววตาเป็นห่วงนายน้อยที่กำลังเดินเข้าห้องไป

        ซุ่ยเยวี่ยที่ถือเสื้อคลุมเดินตามนายน้อยมาถึง นางสะกิดที่มือเขาและถามขึ้นด้วยความกังวลใจ

        “เหมียนซิง เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อไรไป๋ซวงจื่อถึงจะดีขึ้น? “

        “คงต้องใช้เวลาสักหน่อย” เหมียนซิงได้ยินเสียงนางจึงได้สติ หันมาตอบ “ไป๋ซวงจื่อได้รับพิษเข้าไปมาก และยังอาเจียนเป็นเลือดออกมามากมาย คงต้องพักผ่อนครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนจึงจะลุกจากเตียงได้ ถ้าจะให้หายเป็นปกติ อย่างน้อยคงต้องหลังปีใหม่เลย”

        ซุ่ยเยวี่ยพยักหน้า สีหน้านางยังคงดูกังวล ในที่สุดนางก็เอ่ยปากขึ้น

        “เหมียนซิง ซื่อจื่อกลับไปเมื่อคืนก็ไม่ได้นอนทั้งคืนยันเช้า ไป๋ซวงจื่ออยู่ในสภาพนี้ แต่เขาก็ยังไปคารวะองค์หญิงแต่เช้า ข้ารู้สึกแปลกๆ…ข้ากลัว เจ้าคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องอะไรใช่ไหม”

        เหมียนซิงถอนหายใจ ได้แต่พูดปลอบใจไป “ไม่มีอะไรหรอก เจ้าคิดมากไปเอง”

        แต่ในขณะที่พูดนั้น เขาเองก็มองไปที่ห้องและกำมือแน่นขึ้นเช่นกัน

        หลังจากดื่มยาถอนพิษเป็นวันที่สอง ไป๋หมิ่นอวี้เริ่มกลับมามีสติ เพียงแต่อยากจะนอนพักบนเตียงตลอดเวลา หน้าไม่ค่อยมีสีเลือดนอนขดอยู่ในผ้าห่มสีขาวจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เจียงลั่วอวี้นั่งที่ข้างหน้าต่างเป็นเพื่อนเขาจนฟ้ามืดจึงกลับที่พักตนเอง

        เขานิ่งเงียบจนดูผิดปกติเช่นนี้ทั้งวัน

        เหมียนซิงกับซุ่ยเยวี่ยรู้สึกกังวลที่เห็นนายน้อยมีสภาพเช่นนี้ แต่แล้วเขาก็กลับเปลี่ยนท่าทีขึ้นมา เขาดูยุ่งมาก นอกจากจะมาเฝ้าไข้ไป๋หมิ่นอวี้แล้ว เมื่อกลับไปที่พักก็เอาแต่เขียนจดหมาย ระหว่างที่รอการตอบกลับก็จะปลอมตัวออกไปทำธุระที่นอกจวน จนในบางครั้งแม้แต่ซุ่ยเยวี่ยที่เป็นสาวใช้คนสนิทก็หาเขาไม่เจอ

        เป็นเช่นนี้อยู่ครึ่งเดือนเศษ คนในจวนจวิ้นหวังเริ่มงานยุ่งขึ้นเพราะใกล้จะสิ้นปีแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้สามารถลุกขึ้นมานั่งอ่านหนังสือได้แล้ว สีหน้าก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ เหมียนซิงรู้สึกเบาใจขึ้น แต่ที่น่ากังวลกว่ากลับเป็นนายน้อยของเขาที่กำลังเดินเข้ามา

        นับแต่ไป๋หมิ่นอวี้อาการดีขึ้น เวลาที่ทั้งสองเจอกันก็น้อยลง นอกจากนั่งเฝ้าเวลาเขาหลับแล้ว ก็มีเพียงเวลากินข้าวที่จะมานั่งคุยด้วยสองสามคำ จากนั้นเจียงลั่วอวี้ก็จะอ้างว่ามีธุระขอตัวกลับไป

        เป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจนไป๋หมิ่นอวี้ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาคิดจะเอ่ยถาม แต่แล้วอยู่ๆ เจียงลั่วอวี้ก็ยิ้มให้และลุกออกไปเฉยๆ จากนั้นก็หายหน้าไปหลายวัน ทำเอาบ่าวไพร่พากันเป็นห่วง รวมถึงไป๋หมิ่นอวี้ที่ยังถอนพิษไม่หมดก็มีอาการไข้ขึ้นตามมา

        เจียงลั่วอวี้ได้ข่าวก็รีบกลับมาที่สวนหรงชิ่น เขามองหน้าไป๋หมิ่นอวี้ที่นอนกัดฟันและสะลึมสะลืออยู่ที่ปลายเตียง ท่าทางเขาในตอนนี้ดูอ่อนเพลียมาก

        ต่อมาเมื่อหายดี ไป๋หมิ่นอวี้ก็ไม่กล้าถามอะไรอีกเลย เพราะกลัวว่าเขาจะหายไปอีก แต่นานวันเข้าเหมียนซิงก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในแววตาของเจียงลั่วอวี่ที่มีมากขึ้นเหมือนรอวันระเบิดออกมา

        อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสิ้นปี หิมะมีขาวตกลงมาจนภายในสวนขาวโพลนไปหมด

        เจียงลั่วอวี้เดินเข้ามาถึงระเบียง ปัดเอาหิมะออกจากตัวและรับเอากล่องข้าวมาจากซุ่ยเยวี่ย เขาเดินเข้าห้องไปหยุดที่กระถางทำความร้อนสักพัก ก่อนที่จะหยิบถ้วยกระเบื้องออกจากกล่องและเดินไปหาชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ริมหน้าต่าง

        “วันนี้ห้องเครื่องกลับมาใช้ได้แล้ว อาหารเช้าจะส่งมาจากที่นั่น ไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะ” เจียงลั่วอวี้ยังคงยิ้ม แต่แววตาไม่ปกติ เขาก้มหน้าลงเป่าขนมหวานที่กำลังร้อนในถ้วยใบนั้น “ข้าให้คนต้มพุทราแดงกับเม็ดบัว เจ้ารีบดื่มตอนร้อนๆ เสร็จแล้วข้าจะได้กลับไป…”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินดังนั้นก็วางหนังสือในมือลง ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็ง แล้วก็หลับตาลงก่อนตัดสินใจถาม “มีอะไรกันแน่?”

        เขาไม่รอคำตอบ แต่ยื่นมือไปจับมืออีกฝ่าย ในดวงตาของเขามีคลื่นบางๆ ดูกังวล น้ำเสียงอ่อนโยนและเหมือนกำลังกลัวบางสิ่ง “หรือว่าข้าทำอะไรผิดไป?”

        เจียงลั่วอวี้เงียบไป เขาวางถ้วยและหลับตาลง “ทำไมพูดแบบนี้?”

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องหน้าเขา ความอ่อนโยนบนใบหน้ากลายเป็นความผิดหวัง เขาฝืนยิ้มแบบเสียมิได้และพูดชัดถ้อยชัดคำ “เพราะนับแต่เจ้าเข้ามาในห้อง เจ้าไม่เคยมองหน้าข้าเลย”

        แสงแดดที่อยู่เบื้องหลังเจียงลั่วอวี้ทำให้รอยยิ้มเขาดูไม่ชัดเจน “พูดอะไร  ข้าก็มองเจ้าอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ…”

        “เจ้ารู้ว่าข้าหมายความว่าอะไร” ไป๋หมิ่นอวี้เม้มปาก ตาจ้องมองไปที่อีกฝ่ายไม่กะพริบ “นับแต่ข้าฟื้นขึ้นมา เจ้าก็เป็นแบบนี้ อย่านึกว่าข้าตาบอด มองไม่ออกว่าเจ้ากำลังโทษตัวเอง”

        “ข้าไม่เคยรู้ว่าก่อนเลยว่าเจ้าจะเป็นคนพูดตรงๆ ได้ขนาดนี้” เจียงลั่วอวี้ชะงักไปกับคำพูดอีกฝ่าย รอยยิ้มของเขาหายไป เขาหยิบตราหยกออกจากแขนเสื้อขึ้นมาดูสักพัก แล้วก็ส่งคืนให้เจ้าของ

        “ของที่เจ้าฝากข้าดูแล ข้าขอส่งคืนให้เจ้าของ”

        เขาไม่รอให้อีกฝ่ายรับ แต่วางมันลงข้างๆ ถ้วยขนม จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที แสงแดดส่องผ่านชุดสีครามของเขาเป็นประกายจรดปลายนิ้ว

        ดวงตาสีอำพันเบิกโพลงจ้องไปที่ตราหยก ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะก้าวพ้นประตู ไป๋หมิ่นอวี้ก็สูดหายใจและเปล่งเสียงขึ้น

        “ช้าก่อน”

        เจียงลั่วอวี้ชะงักเท้าแต่ยังคงไม่หยุดเดิน เขาหันกลับมามองด้วยสายตาประหลาด ในขณะที่กำลังจะพ้นประตู ก็ได้ยินเสียงดังขึ้น

        “ข้าเคยรับปากว่าจะบอกเจ้า” ไป๋หมิ่นอวี้หลับตานั่งนิ่งบนเตียง น้ำเสียงดูคาดหวังพูดต่อ “ถ้าพอมีเวลา กลับมาฟังข้าก่อนได้ไหม? “

        เจียงลั่วอวี้หลับตาลง เขาพยายามกำมือตนเองไว้ทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง และสุดท้ายต้องคลายมือออก “ไม่เป็นไร”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นว่าเขายังคงจะจากไป แววตาก็แสดงออกถึงความเสียใจ “ข้านึกว่าเจ้าอยากรู้เสียอีก”

        เจียงลั่วอวี้ตอบเสียงเบา “ตอนนี้ข้าไม่อยากรู้แล้ว”

        “ตอนนั้น ถึงข้าจะมองไม่เห็น แต่ข้ารู้ว่าเจ้าร้องไห้” ไป๋หมิ่นอวี้ถอนหายใจ ยืดตัวพิงผนัง น้ำเสียงล่องลอย “น้ำตาของเจ้ามีรสเค็ม…มันหยดลงบนหน้าข้าเบาๆ ข้าดีใจ ดีใจจนแม้ว่าจะต้องตาย…”

        “อย่าพูด” เจียงลั่วอวี้พูดแทรกขึ้นมา มือเขาจับอยู่กับขอบประตู และเปล่งเสียง “…ไม่ต้องพูดแล้ว”

        “หลังฟื้นขึ้นมา ข้าพบว่าของในห้องข้าหายไป” คนบนเตียงที่ตอนนี้หลบอยู่ในมุมมืดยังคงไม่หยุดพูด “หยก…ใช่ไหม? “

        ในที่สุดเจียงลั่วอวี้ก็หันหน้ากลับมา เขาฝืนยิ้มและพูดเสียงเบาๆ “ในเมื่อเดาถูกแล้วจะถามข้าอีกทำไม?”

        แล้วความเงียบก็เข้าครอบงำ

        เจียงลั่วอวี้เดินกลับเข้ามาในห้องและไปหยุดที่ริมหน้าต่าง แต่ตาเขาไม่ได้จ้องมองไปที่ทิวทัศน์ใดเลย เขากำมือแน่นจนไม่รู้สึกแม้กระทั่งความเจ็บและยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

        “ทั้งหมดเป็นเพราะข้าดูถูกเจินสื้อเกินไป” เขาพึมพำด้วยแววตาที่น่ากลัว “เขาใช้เรื่องห้องครัวมาเบี่ยงเบนความสนใจให้ข้าคิดว่าเขาจะลงมือที่นั่น แต่ความจริงเขายืมมือรัชทายาทมาจัดการ แต่หากว่าข้าไม่ระวัง คนที่ถูกพิษจากอาหารก็คงเป็นข้าเช่นกัน”

        เจียงลั่วอวี้ไม่รอให้อีกฝ่ายพูด “ไม่ใช่แค่นั้น หากข้าเดาไม่ผิด เป้าหมายของแผนการนี้ก็คือเจ้าแต่แรก เพราะหากว่าเราสองคนไม่ได้ผูกพันกันเช่นนี้ ข้าก็คงไม่ให้หยกแก่เจ้า แล้วเจ้าก็คงไม่โดนพิษ นี่คือแผนการทั้งหมดของเขา เขายังต้องการทดสอบดูว่าเราสองคนมีความสัมพันธ์กันดีขนาดไหน ยิงธนูดอกเดียวได้นกสามตัว”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม